YKJ Amulet

YKJ Amulet

แชร์

15/06/2026

ความเป็นมาของ “ #พระป่า”
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔)
ขึ้นครองราชย์ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้
"พระพรหมราชวงศ์(กุทอง สุวรรณกุฏ)”
เจ้าเมืองอุบลราชธานี
อาราธนา”พระอาจารย์ดี (พนธุ โล ดี)”
และ “พระอาจารย์ม้าว (เทวธมนี ม้าว)”
ออกไปเผยแพร่ธรรมยุติกนิกาย
เมื่อพระพรหมราชวงศ์
กลับถึงเมืองอุบลราชธานีแล้ว
ได้ปฏิบัติตามพระราชประสงค์
โดยทำการปรึกษาหารือวางแผนจัดตั้ง "วัดสุปัฏนาราม”
โดยทำการสร้างในบริเวณที่เหมาะสม
(อยู่ทางเหนือระหว่างเมืองกับบ้านบุ่งกาแซว)
เมื่อสร้างวัดเสร็จเรียบร้อย
ได้อาราธนาพระอาจารย์ดี
มาเป็นเจ้าอาวาสและพระอาจารย์
ซึ่งเป็นลูกศิษย์มาเป็นรองเจ้าอาวาส
ดังนั้น “ #วัดสุปัฏนาราม”
จึงเป็น #วัดธรรมยุติกนิกายวัดแรกในภาคอีสาน
______________
" ธรรมยุติกนิกายในสมัยแรก... "
เริ่มนับตั้งแต่ครั้งธรรมยุติกนิกาย
เข้ามาเผยแพร่ในเมืองอุบลราชธานี(ที่วัดสุปัฎนาราม)
จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๙
รวมเวลาประมาณ ๘๐ ปี
แบ่งออกเป็น ๔ ยุค
โดยแต่ละยุคมีพระเถระผู้ใหญ่เป็นผู้นำดังนี้
"ยุคที่ ๑"
ได้แก่ พระอาจารย์ดี (ดี พันธุโล)
"ยุคที่ ๒"
ได้แก่ พระอาจารย์ม้าว (ม้าว เทวธัมมี)
"ยุคที่ ๓"
ได้แก่ พระอริยกวี (อ่อน ธัมมรักชิโต)
และ #พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนโท)
"ยุคที่ ๔"
ได้แก่ พระพรหมมุณี (อ้วน ติสโส)
พระเถระเหล่านี้
เป็นผู้นำและได้ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด
ในธรรมวินัยและขนบธรรมเนียมของธรรมยุติกนิกาย
ทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ
เป็นแบบอย่างอันดีงามแก่ลูกศิษย์
และได้ทำความเจริญมาสู่อีสาน
จนทำให้ "ธรรมยุติกนิกาย”
เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน.............
" ยุคเริ่มต้นของความรุ่งเรือง "
ในยุคที่ ๔
สมัย”สมเด็จมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส)”
เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน
ต่อจาก”พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท)”
ได้มีพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสนาธุระ
ที่มีชื่อเสียง ๒ รูป คือ
”พระอาจารย์เสาร์ กนตสีโล”
และ”พระปัญญาพิศาลเถระ (หนู)”
เป็นกำลังสำคัญ
ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ฝ่ายวิปัสนาธุระ
ต่อมาพระปัญญาพิศาลเถระ(หนู)
ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวัน
(หรือวัดปทุมวนาราม กทม. ในปัจจุบัน)
ทำให้เหลือพระอาจารย์เสาร์ กนตสีโล
เพียงรูปเดียวที่ยังเป็นผู้นำ
เผยแผ่ธรรมยุติกนิกายในภาคอีสาน
โดยได้ตั้งสำนักอบรมสั่งสอน
ที่วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี..............
" จุดเริ่มต้นของกองทัพธรรม "
พระอาจารย์เสาร์ กนตสีโล
มีศิษย์ที่สำคัญอยู่องค์หนึ่งคือ
“ #พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต”
ซึ่งท่านเป็นกำลังสำคัญ
เผยแพร่พระพุทธศาสนา
”ธรรมยุติกนิกายฝ่ายวิปัสสนาธุระ”
และนอกจากนี้
"พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต"
ก็มีศิษย์ที่สำคัญ คือ
“พระญาณวิศิษฎ์สมิทธิวีราจารย์
(หรือ #พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม)”
ซึ่งต่อมาพระเถระทั้ง ๓ รูปนี้
ได้ร่วมกันดำเนินงานด้านวิปัสนาธุระ
จนทำให้มีศิษย์เกิดขึ้นมากในภาคอีสาน เช่น
ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นโดยตรง
ซึ่งบรรดาผู้ปฏิบัติธรรมรู้จักกันดีมีไม่ต่ำกว่า ๒๐๐-๓๐๐ องค์
#ศิษย์รุ่นแรกได้แก่
- หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
- หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
- หลวงปู่ขาว อนาลโย
- หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นต้น
ศิษย์รุ่นถัดมา เช่น
- หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
- หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
- หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
- หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
- หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
- หลวงปู่เทสก์ เทสรงฺสี
- หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ
- หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
- ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
- หลวงปู่สาม อกิญฺจโน
- หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
- หลวงปู่ชา สุภทฺโท
- หลวงปู่แว่น ธนปาโล
- หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
- หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
- หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป ฯลฯ
ที่ยังมีชีวิตอยู่ แ
ละเป็นเสาหลักสายกรรมฐานในปัจจุบันก็มี
#หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เป็นต้น
ซึ่งครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน
ทั้งที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม
แต่ละองค์ล้วนเป็นกำลังสำคัญ
ในการเผยแผ่พระศาสนาในยุคนี้
และแต่ละท่านเหล่านี้
ล้วนแต่ได้รับการฝึกอบรม
ชี้แนะอย่างถูกต้องจากหลวงปู่มั่น
และหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล มาทั้งสิ้น

กล่าวได้ว่า
ศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตเป็นยุคที่ ๕
ของพระธรรมยุติกนิกายในอีสานทางฝ่ายวิปัสนาธุระ
นอกจากนี้ภายใต้การนำของพระอาจารย์เสาร์ กนตสีโล
และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีการเผยแพร่
การปฏิบัติของคณะสงฆ์สายนี้อย่างกว้างขวาง
ทั้งในภาคอีสานและทั่วทุกภาคของประเทศไทย ..............
" ที่มีของคำว่าพระป่า "
สภาพความเป็นอยู่
ของพระธรรมยุติกนิกายฝ่ายวิปัสนาธุระ
สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
จะดำเนินชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่า
ดำรงสมณเพศตามแนวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในสมัยพุทธกาล
อยู่ตามป่าเขาถ้ำ เงื้อมผา
ที่เงียบสงบเหมาะสมสำหรับการบำเพ็ญธรรม
ด้วยเหตุนี้เองคนจึงเรียกพระว่า “ #พระป่า”
วัดที่อยู่อาศัยก็เรียกว่า “ #วัดป่า”
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า
ป่าได้เปลี่ยนแปลงสภาพมาเป็นเมืองมากขึ้น
คนก็ยังนิยมเรียกกันว่า “พระป่า” และ “วัดป่า”
จนกลายเป็นคำเรียกชื่อที่เคยชิน
ถึงแม้ว่าวัดป่าไม่ได้อยู่ในป่าแล้ว...................
" อรัญวาสี คือที่มาของคำว่าพระป่า "
คำถามจึงมีต่อมา
ว่าก่อนหน้าที่จะเกิด “ธรรมยุติกนิกาย”
ในสมัยของรัชการที่ ๔
“พระป่าสายอีสาน”
มีความเป็นมาอย่างไร
เคยได้ยินคำนี้หรือไม่ “ #อรัญวาสี”
อรัญวาสีเป็นชื่อเรียก
คณะสงฆ์โบราณ คณะหนึ่ง
ซึ่งตั้งอยู่ในป่าห่างชุมชน
เรียกว่า “คณะอรัญวาสี”
คู่กับ”คณะคามวาสี”
ซึ่งตั้งวัดอยู่ในชุมชน
"คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ"
ได้เขียนบทสรุปของพระป่าสายอีสานไว้น่าสนใจ ความว่า...
“ความเข้าใจต่อพระป่าสายพระอีสาน
ในสายของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ซึ่งมีสำนักและลูกศิษย์มากมายทั่วประเทศ
ก็ยังคงเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า
ท่านสืบต่อมาจากพระฝ่ายธรรมยุตินิกาย
สายวิปัสสนาธุระที่เกิดครั้งรัชการที่ ๔
ทั้งที่พระป่าสายอีสานนั้น
มีความต่อเนื่องทดแทนกัน
ไม่หยุดนิ่งมาโดยตลอด”
“กล่าวโดยสรุป พระป่าสายอีสานนั้น
มิได้สืบทอดมาจากพระฝ่ายอรัญวาสีแบบลังกาวงศ์
ที่เข้ามาในประเทศไทย
เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙
อีกทั้งไม่ได้เป็นผู้สืบสาย
พระสายวิปัสสนาธุระในธรรมยุติกนิกาย
ที่เข้ามาสู่ดินแดนอีสานเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔
หากแต่สืบเนื่องมาแต่
ครั้งยังมี #ภูพานมหาวนาสี
เมื่อพุทธศาสนาแบบเถรวาท
เข้ามาสู่อีสานแต่เริ่มแรก
ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
และเป็นการสืบทอด
พระสายวิปัสสนาธุระแห่งอรัญวาสี
ที่เก่าแก่และต่อเนื่องยาวนานที่สุด
โดยมิได้รับตกทอดมาจากแห่งใด”..............
" #ภูพานมหาวนาสี คือจุดตั้งต้น "
"ภูพานมหาวนาสี"
เป็นเทือกเขาหินทรายในเขตภูพาน
ทั้งที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
แถบอุบลราชธานีและมุกดาหาร
มีกลุ่มก้อนหินโผล่ซ้อนกันคล้ายดอกเห็ด
หรือตั้งพิงกันหลายแห่ง เรียกว่า “เพิงหิน”
ส่วนพื้นที่รอบๆเป็นลานหินกว้าง
น่าจะเหมาะสำหรับเป็นพื้นที่ทำพิธีกรรมร่วมกัน
ของกลุ่มคนที่เดินทาง
มาจากท้องถิ่นต่างๆได้เป็นอย่างดี
บริเวณเหล่านี้
เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ
ต่อเนื่องกันมานับแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
มีปรากฏภาพเขียนสีลวดลายเรขาคณิต
ภาพฝ่ามือ ภาพเลียนแบบคนและสัตว์
ตามผนังหรือใต้เพิงหินหลายจุด
ในกาลต่อมา
บริเวณเพิงผาหินและลานหินเหล่านี้
ถูกปรับใช้เป็นสำนักสงฆ์หรือวัด
ที่แฝงเร้นอยู่ตามป่าเขา
อันเรียกได้ว่าเป็นอรัญวาสีทางพุทธศาสนา
ศาสนสถานสำคัญ
บนเทือกเขาภูพานที่รู้จักกันดีได้แก่
“ #พระพุทธบาทบัวบก”
และ
“ #พระพุทธบาทบัวบาน”
ในเขตตำบลเมืองพาน
อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
ปัจจุบันถึงแม้ภูพานมหาวนาสี
จะหมดหน้าที่ของการเป็นอารามหลวงในป่าเขา
ที่ใช้สำหรับปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา
และต้องกลายเป็นแหล่งโบราณ
สถานสำหรับการท่องเที่ยว
แต่พระป่าสายอีสานก็ยังคงอาศัยป่าเขา
โดยเฉพาะท้องถิ่นริมฝั่งแม่น้ำโขงสร้าง
“ #มหาวนาสี” ในที่อื่นๆต่อมาอีกมากมาย
พระอริยสงฆ์สายอีสานหลายรูป เช่น
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
และศิษย์รุ่นต่อมาอย่างพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ฯลฯ
แม้ท่านเหล่านั้น
จะเป็นศิษย์พระอริยสงฆ์สายอีสาน
ผู้ตั้งฝ่ายธรรมยุติกนิกายในอีสานในสมัยรัชกาลที่ ๔
แต่ก็มีฐานการปฏิบัติธรรม
การออกธุดงค์อยู่รุกขมูลวิปัสสนากรรมฐาน
ตามแบบพระป่าในท้องถิ่นอีสาน
มาก่อนบวชอีกครั้งเพื่อเข้าสู่ธรรมยุติกนิกายในภายหลัง
อรัญญวาสีในท้องถิ่นอีสานที่สำคัญ
ตามป่าเขาใกล้ลำน้ำโขงหลายแห่ง
สร้างโดยพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เช่น
- วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
- วัดเจติยาคีรีวิหาร(วัดภูทอก) อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
- วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เป็นต้น
จาก”ลักษณะของภูมิประเทศ”
ที่แนวเทือกเขาภูพานต่อเนื่อง
เป็นแนวเดียวกับเขาด้านใน
สุดด้านตะวันออก
ของที่ราบลุ่มน้ำงึมในประเทศลาว
โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่าน
เนื้อเรื่องใน” #ตำนานอุสา-บารส”
ที่อ้างอิงสถานที่ตั้ง “ #ตำนานอุรังคตังธาตุ”
ที่กล่าวถึงว่าบริเวณเทือกเขาภูพาน
เป็นที่อยู่ของพญานาคซึ่
งหนีจากหนองแสมาตามลำน้ำโขง
แล้วมาอาศัยอยู่บริเวณนี้
ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้า
เสด็จมาโปรดสัตว์ที่แคว้นศรีโคตรบูร
ได้แวะมาพักที่ “ #ภูกูเวียน”
ทรงปราบพญานาค
จนยอมแพ้แล้วจึงประทับรอยพระพุทธบาท
ไว้ให้นาคได้สักการะ ฯลฯ
รวมไปถึงบทความทางวิชาการของ
“กมลา ติยะวนิช”
ที่เล่าเรื่องของพระธุดงค์
ซึ่งเน้นการวิปัสสนา
ในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
โดยคณะผู้ติดตาม
มีการสร้างวัดป่าขึ้นมาในพื้นที่อีสาน
ก่อนที่จะมีกฎหมาย
ของมหาเถรสมาคม
ขึ้นมาควบคุมคณะสงฆ์ทั่วประเทศ
เรื่องราวต่างๆเหล่านี้
“ #คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ”
ได้เขียนบทความไว้ว่า
“ทั้งที่แท้จริงแล้ว
แหล่งบ่มเพาะอีกทั้งความสืบเนื่อง
ในวัตรปฏิบัติของสำนักวัดป่าสายอีสานนั้น
ดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น
อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่มีมานานนับพันปี”
“ดังนั้น ‘อรัญวาสี’ – ผู้อยู่ในป่า
จึงมีปรากฏให้เห็น
นับแต่บ้านเมืองของเรา
เริ่มรับพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว...
นั่นหมายความว่า
พระป่าสายอีสานมิได้เริ่มต้นที่ธรรมยุติกนิกาย
หากเกิดแต่รากเหง้า
ความเป็นบ้านเมืองอันเก่าแก่สองฝั่งโขงนี้เอง...”............
ธรรมต้องอาศัยอยู่กับโลก
ไม่มีโลก...ธรรมก็อยู่ไม่ได้
ผู้เห็นธรรม รู้ธรรมก็คือ
ผู้มารู้มาเห็นโลกตามความเป็นจริง…
__________________
ขอขอบคุณที่มาบทความที่มากด้วยสาระ
จาก : https://goo.gl/JsTt22
โดยคุณ "ศิษย์กวง"

15/06/2026

#มณฺฑูกมจฺฉาสนะ อาสนะสผรีมัจฉามหาสมุทร
อาสนะสังฆกิจไว้ใช้กดพิมพ์พระเจ้าคายมงคล

มีความมงคลจากความเชื่อว่าเกล็ดของปลากระเบนคล้ายเกล็ดของมังกร
และพ้องเสียงในภาษาจีนแปลความหมายว่าร่ำรวย เหลือใช้ ยิ่งใช้ยิ่งเหลือ

年年有余 nián nián yǒuyú
เหนียนเหนียน โหย่ว อวี๋ เหลือกินเหลือใช้ตลอดทั้งปี

พระเจ้าคายมงคล ร่ำรวยเหลือใช้ยิ่งเหลือกินเหลือใช้
#แม่มณีพรายกัญญา
#เจ้ายอดแก้วอรัญวาสี #พระญาคูจุณฑ์ #เสนาสนะวัตรป่าเจ้าสัว #อุบลปเทด

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการถ่ายภาพ ใน Ubon Ratchathani?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


165 หมู่ 1 ต. แจระแม
Ubon Ratchathani
34000