ZMITH
07/06/2026
อีกหนึ่งความเห็นที่น่าสนใจครับ ☺️
มัตจะ vs มัทฉะ vs มัตฉะ vs 抹茶
ความคิดเห็นว่าด้วยการสะกด matcha
เรื่องนี้เคยเขียนในคอมเมนท์สั้นๆ ในกลุ่มชาเขียวเมื่อนานมาแล้วขอยกมาเป็นโพสต์ใหม่ครับ ผิดพลาดประการใดขอให้ท่านที่เชี่ยวชาญภาษาศาสตร์ช่วยชี้แนะด้วยครับ
📚
抹茶 (まっちゃ) ถ้าเขียนด้วย ipa (สัทอักษรสากล) คือ /mätt͡ɕa/ เทียบอักษรตรงสุดก็น่าจะเป็น มัตจะ
📖
/t/ มีการออกเสียงแบบ ต. เต่า ไม่ได้มีการออกเสียงด้วยการพ่นลมแบบท.ทหาร คงเป็นเหตุผลที่ราชบัณฑิตฯ ใช่ ต. เต่า แม้ว่าในภาษาไทย ทั้งคู่จะเป็นตัวสะกดในแม่กด ออกเสียง ด. เด็ก เหมือนกันก็ตามที
ส่วนสัทอักษรของ ちก็เหมือน จ. จาน / t͡ɕ/ ไม่มีเสียงพ่นลมที่เป็น ช ฉ ฌ
✍🏻
ตอนแปลงานญี่ปุ่น ราชบัณฑิตฯ มีหลักการสะกดคำทับศัพท์อย่างหนึ่ง แต่สุดท้าย สำนักพิมพ์ต่างๆ หรือมหาลัยฯ ก็มีรูปแบบของตัวเอง เพราะเป้าหมายคือการให้คนอ่านลื่นไหล เวลามีชื่อคน เช่น わたなべเอามาสะกด บางที่ก็ วะทะนะเบะ บางที่ก็ วาตานาเบะ บางที่ก็ วาทานาเบะ เป็นต้น
💭ความคิดเห็น
ในทางวิชาการ มัตจะ เป็นการสะกดที่คงจะถูกต้อง
แต่ส่วนตัวก็ยังใช้ “มัทฉะ” อยู่เพราะเข้าถึงคนได้มากกว่า คนส่วนใหญ่ใช้งานจริง ความหมายก็เหมือน มัตจะ เลยไม่ได้มีจุดยืนที่จะยึดการสะกดอย่างนี้
นอกจากนั้นชาที่เป็น cha เหมือนกัน เช่น sencha houjicha genmaicha wakoucha ก็จะเป็น เซ็นจะ โฮจิจะ เก็มไมจะ วาโคจะ ไปเมื่อยึดตามทางเลือกของราชบัณฑิตฯ ไม่รู้ว่าท่านอื่นเห็นอย่างไร แต่ส่วนตัวอ่านไม่ลื่นเท่าไหร่เลย
07/06/2026
เขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว...
วันนี้ถึงคราวต้องเอากลับมาแชร์กันอีกครั้ง
"ร้านนี้อร่อย!!" "เมนูนี้เด็ดมาก!!" "กาแฟดี" "ชาเทพ" ...."ที่สุดในโลก"
วลีพวกนี้เราได้ยินกันบ่อย ๆ จากปากนักรีวิว หรือเหล่าอินฟลู ที่มักจะใช้กันเกร่อมาก ๆ และคนจำนวนไม่น้อยก็หลงตามไปชิม แล้วก็พบว่า กว่าครึ่ง... ที่ว่าอร่อยนั้น ไม่ใช่อร่อยของเรา
เอาเข้าจริง ๆ เราแทบไม่ได้ข้อมูลอะไรจากคำบอกเล่าแค่ว่า "อร่อย" หรือ "ไม่อร่อย" เลย นอกจากการกระตุ้นสมองให้ "อยาก" แต่รู้มั้ยครับ เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าอยาก "เพราะอะไร" เพราะมันไม่มีข้อมูลให้เรา "คิด(Think)" นั่นเอง
ก่อนอื่นเราไปดูกันก่อนว่า "ความอร่อย" มันคืออะไรกันแน่
👅What is Deliciousness・อะไรคือความอร่อย
・・・
คำว่า "อร่อย" นั้นสื่อถึงความรู้สึก "ดี" ที่ได้จากอะไรสักอย่าง เป็นคำที่คนเราใช้ "สรุป" ผลรวมของประสบการณ์ทางกลิ่นรส(หรืออย่างอื่นที่ไม่ใช่ของกินด้วย) ซึ่งในขณะที่เรากำลังได้รับประสบการณ์ 'อร่อย' อยู่นั้นในสมองมีกิจกรรมทางไฟฟ้า และเคมีเกิดขึ้นมากมาย แต่สารเคมีตัวหลัก ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกฟิน และมีความสุขก็คือ....
สารกลุ่ม Opioids
ในหัวหลายคนอาจนึกถึง Dopamine ใช่มั้ยครับ? ซึ่งก็ใช่... เวลาเรารู้สึกดีกับอะไร มักจะมี Dopamine หลั่งออกมาด้วยเสมอ แต่หน้าที่ของ Dopamine คือทำให้เรา "อยาก" ได้รับประสบการณ์นั้น ๆ อีก ซึ่งจริง ๆ มันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรู้สึกดี หรืออร่อยเลย
Opioids เป็นสารสื่อประสาทตัวนึงในกลุ่ม Neuropeptide ที่สามารถออกฤทธิ์เป็นวงกว้าง และส่งผลต่อพฤติกรรมของเซลส์ประสาทจำนวนมากได้ และสิ่งที่เราได้จากการที่มี Opioids อยู่ในระบบก็คือ "ความฟิน" นั่นเอง Opioids ที่เรารู้จักกันดีตัวนึงก็คือ Endorphin
ดังนั้น เวลาเรารู้สึกว่าทานอะไรสักอย่างเข้าไปแล้วรู้สึก "อร่อย" มันคือความรู้สึก 「ดี(opioids)」+「อยากได้อีก(dopamine)」ซึ่งการที่สารทั้งสองตัวนี้จะหลั่งออกมาเนี่ย มันก็ขึ้นอยู่กับ "รูปแบบ(Pattern)" ของระบบประสาทของแต่ละคน ว่าถูกกระตุ้นด้วยอะไร แล้ว Dopamine กับ Opioid จะหลั่งออกมา
ภาษาชาวบ้านเราเรียก Pattern ทางระบบประสาทที่แตกต่างกันนี้ว่า "รสนิยม(Preference)"
ซึ่งคนเราจะมี "รสนิยม" แกนหลักที่คล้ายกันตามวิวัฒนาการของมนุษย์ เช่น ชอบหวาน เกลียดขม หาเค็ม หลบเปรี้ยวจัด ถนัดอูมามิ ...แต่ถ้าลงในรายละเอียด มนุษย์แต่ละคนก็จะมีรูปแบบของรสนิยมที่แตกต่างกันไป ทำให้อาหาร และเครื่องดื่มแต่ละอย่างนั้น กระตุ้นสารเคมีในสมองมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน
และนั่นคือเนื้อแท้ของ "ความอร่อย" และทำไม "อร่อย" ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน
👅Stimulating "DESIRE"・การกระตุ้นความ "อยาก"
・・・
ความอร่อย = Opioid(รู้สึกดี) + Dopamine(อยากได้อีก)
สองอย่างนี้ถูกผูกติดกันอย่างเหนียวแน่น เพราะมันคือลไกตามธรรมชาติที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ของมนุษย์ ทำให้เราแสวงหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่ ...แต่... มันก็ทำให้เราเห็นว่า ต่อให้สารเคมีสองตัวนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน แต่มันก็คือคนละสิ่ง
เคยหยิบขนมบนโต๊ะมากิน เพราะแค่อยากกินมั้ยครับ? ทั้ง ๆ ที่รสชาติมันก็ไม่ได้อร่อยอะไรเท่าไหร่ แต่เราก็เอื้อมมือไปหยิบมาฉีกกิน และเผลอแป๊บเดียว ...หมดถุงจร้าาาา ...แต่ถ้าถามว่าอร่อยมั้ย? ...อืมมม ก็เฉย ๆ นะ
นี่คือปรากฏการณ์ของความ "อยาก(Dopamine)" ล้วน ๆ โดยไม่ต้องรู้สึกดีก็ได้ เพราะ Dopamine คือ "แรงขับเคลื่อน" ทำให้เกิดพฤติกรรม ทำให้เราขยับตัว ทำให้เราแสวงหา โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกดีเลย... เหตุผลง่าย ๆ คือ เพราะประสบการณ์มันยังไม่เกิด ยังไม่ได้กินจะรู้ได้ไงว่าอร่อย จริงมั้ย?
ดังนั้น Dopamine จะทำให้เราอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะมัน "อาจ" ทำให้เรารู้สึกดีได้ แต่ถ้าเข้าใจการกระตุ้น Dopamine เราจะสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมได้โดยไม่ต้องมีความรู้สึกดีเข้ามาเกี่ยวข้องเลยก็ได้(เอาแค่ ไม่แย่ ก็พอ) และนั่นทำให้เราสามารถขายของที่ไม่จำเป็นต้องอร่อยก็ได้ เพราะแค่ทำให้คน "อยาก" ลองได้ก็เพียงพอสำหรับการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม(เดินทาง ซื้อ ชิม)แล้ว
👅"REASON" is irrelavant・ความอยากไม่ต้องมีเหตุผล
・・・
สมองส่วนที่ Opioids และ Dopamine ออกฤทธิ์ และทำให้รู้สึกดี และรู้สึกอยากนั้นอยู่ในวงจรที่เราเรียกว่า Reward System ไม่ได้เป็นสมองส่วนที่เราใช้คิดคำนวน และใช้เหตุผล พูดง่าย ๆ ว่า "อารมณ์ล้วน ๆ"
การที่เราได้ยินคำว่า "อร่อย" มันไปกระตุ้นวงจร Reward System ให้ทำงาน ทำให้เกิดความ "อยาก" ที่มันเคยถูกผูกกับความรู้สึก "ดี" และทำให้เราขยับตัวออกไปแสวงหาสิ่งที่อยาก ในขณะที่เรายังไม่รู้หรอกว่าไอ้สิ่งที่เราอยากน่ะ จะทำให้เรารู้สึกดีรึเปล่า เพราะลำพังแค่คำว่า "อร่อย", "เทพ", "เด็ด", "ที่สุด" มันไม่ได้บอกอะไรเราเลย
คำว่า "อร่อย" มันคือ "รูปแบบ" ส่วนตัวของคน ๆ นึง พูดง่าย ๆ คือ "รสนิยม" ส่วนตัว ไม่มีอะไรการันตีว่า "รูปแบบ" ความอร่อยในสมองของคน ๆ นึงที่ไม่เคยชิมอาหารร่วมกันกับเรามาก่อน จะมาซ้อนทับกับรูปแบบของเราพอดี ...แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึก "อยาก" ก็เกิดขึ้นมาอยู่ดี เพราะความรู้สึกนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับ "เหตุผล" เลยสักนิดเดียว
ซึ่งวงจรนี้ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ตามรีวิว" หรือ "ตามอินฟลู" ที่ทำให้เกิดวงจรการกระตุ้นยอดขายโดยอาศัยการรีวิว ทั้ง ๆ ที่นักรีวิวส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มี Sensory Skill ที่แม่นยำ หรือมีทักษะในการอธิบายกลิ่นรสได้ แค่ react แรง ๆ เน้นใช้คำง่าย ๆ ที่แสดงถึงความรู้สึกก็เพียงพอที่จะกระตุ้นความอยากของคนได้แล้ว
👅So What?・แล้วยังไง?
・・・
ถ้าคนที่ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน สนุกกับการกินตามรีวิว หรือรู้สึกว่า "รสนิยม" ใกล้เคียงกับอินฟลูที่ตามอยู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เอนจอยไลฟ์ต่อไปได้เลย
แต่สำหรับคนที่รู้สึกว่าตามมาหลายที่แล้ว แต่อารมณ์เหมือนแทงหวย คือโดนแดรก มากกว่าแทงถูก(เหมือนผม😂) อันนี้อาจจะไม่สนุกเท่าไหร่ และอาจจะต้องมีกลยุทธ์ในการแก้
ซึ่งวิธีแก้ก็ไม่ยากเลยครับ... แค่ "คิด" เพิ่มอีกสักหน่อย ก็จะสามารถกรองตัวเลือกที่มีแนวโน้มว่าจะพลาดออกไปได้เยอะมากแล้ว
อันนี้ไม่ได้กวนนะ มันมีเหตุผลอยู่
อย่างที่อธิบายไปยืดยาวว่า "ความอยาก" กับ "ความรู้สึกดี" มันทำงานอยู่ในสมองคนละส่วนกับที่เราใช้คิด วิเคราะห์ ซึ่งพฤติกรรมที่ถูกขับเคลื่อนโดยอารมณ์ ความรู้สึกล้วน ๆ เราเรียกว่า Impulsive Behavior หรือพฤติกรรมแบบไม่ยั้งคิด ซึ่งก็สามารถหลุดออกมาได้โดยการ "คิด" นั่นเอง
ลำพังแค่คำว่า "อร่อย" ก็ทำให้เรารู้สึกอยาก และเพียงพอที่จะทำให้เราคว้ากุญแจขึ้นรถ หรือกดสั่งได้(โดยไม่ต้องคิด) ดังนั้นถ้าอยากจะ "เบรค" พฤติกรรมนั้น เราต้องหาเรื่องให้สมองคิดครับ ง่ายที่สุดก็คือการตั้งคำถาม
"ที่ว่าอร่อยน่ะ รสชาติมันเป็นยังไง?"
คนในวงการกาแฟตอนนี้คงรู้จัก CVA(Coffee Value Assessment) กันหมดแล้ว ซึ่งจุดเด่นของ CVA คือการแบ่งคะแนนส่วนที่เป็นความชอบ(Affection) ออกมาจากคำบรรยาย(Description) ของกาแฟตัวนึง ๆ ซึ่งเราสามารถยืมเอาคอนเซปต์ตรงนี้มาใช้ได้เลย
ลองตั้งคำถามว่า ที่ว่าอร่อยน่ะ รสชาติเป็นยังไง intensity ความหวาน เค็ม เปรี้ยว คาแรคเตอร์ของสิ่งที่(อินฟลู)ชิมเป็นยังไง แล้วมันตรงกับรสนิยมของเรารึเปล่า...?
แล้วเราก็จะพบว่า ข้อมูลที่เราได้จากการรีวิวส่วนใหญ่ แทบใช้อะไรไม่ได้เลย 😂 ความรู้สึก "สงสัย" จะเข้ามาแทนที่ ทำให้เราต้องใช้ความคิดมากขึ้นไปอีก ต้องหาข้อมูลมากขึ้นเพื่อวิเคราะห์การตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีอะไรแน่นอน แต่เราจะเปลี่ยนจากการ "แทงหวย" มาเป็น "อ่านงบการเงิน เพื่อเลือกลงทุน" แทน
แน่นอนว่าการลงทุน(ไปกินร้านที่ไม่เคยกิน)มีความเสี่ยง แต่มันก็ดีกว่าเชื่อคนขายหวยที่ป่าวประกาศว่าซื้อใบนี้ พรุ่งนี้รวยเป็นไหน ๆ
👅Conclusion・สรุป
・・・
Win สำหรับผู้บริโภค การที่เราได้ประสบการณ์ที่ "ตรงปก" หรือดีกว่าที่คาด
Win สำหรับร้าน คือการได้ลูกค้าประจำ ไม่ได้มาชิมครั้งเดียวแล้วหาย(เพราะไม่ถูกจริต)
Win สำหรับนักรีวิว คือการที่มีความน่าเชื่อถือ คนตามชิมแล้วถูกใจ มากกว่าถูกหลอก
ซึ่งทั้งหมดนี้เราสามารถใช้หลักการทาง Sensory Science เข้ามาช่วยให้การสร้างสรรประสบการณ์ที่ดีสำหรับทุกคนได้ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่ดี ๆ ทุกคนจะทำได้ เพราะเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้ทักษะ และความรู้ ซึ่งก็ต้องเรียนรู้ และฝึกฝน และมันเป็นทางเดียวที่เราจะเดินหน้าไปสู่สังคมอุดมปัญญา ทักษะสูง
เพราะประสบการณ์คืองานคราฟท์
06/06/2026
มาครับมา เปิดเพิ่มรอบวันที่ 24-25 Jun 2026
รับได้อีก 3 ที่ครับ
สำหรับคนที่อยู่ ตจว. (หรือจะ กทม. ก็ได้นะ) เรามี Combo Class สำหรับสาย Matcha ไม่ว่าจะเป็นสาย Matcha อยู่แล้ว หรือเป็นสายกาแฟที่ต้องทำ Matcha ด้วย คลาสนี้จะยกระดับ Tea Product และ Service ของคุณขึ้นไปอีกขั้น
เวลาเรียน 9:30 ~ 16:30
10~11 มิ.ย. 2026 - ‼️ Available 1 Seats
24~25 มิ.ย. 2026 - ✅ Available 3 Seats
พบกับคลาส 2 วันเต็มที่รวมเนื้อหาจาก 3 Module
ค่าลงทะเบียน 9,500.-/ท่าน
🍵 The Science & Craft of Matcha
🍃 Advanced Green Tea Extraction
🙏🏻 Omotenashi & Delivering a Heartfelt Service
เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่
・ประวัติศาสตร์ ตำนาน และที่มาของชาญี่ปุ่น ที่เริ่มต้นตั้งแต่แหล่งกำเนิดต้นชา
・ทำความรู้จักกับพืชที่เรียกว่า "ชา" และความสัมพันธ์กับมนุษยชาติ
・การมาถึงของชาในดินแดนญี่ปุ่น ทั้งชาผง และชาใบ
・วิธีการเพาะปลูกชาแต่ละชนิด
・ปัจจัยการเพาะปลูกที่ส่งผลต่อองค์ประกอบทางเคมีของชา
・วิธีการแปรรูป Matcha, Sencha, Gyokuro
・ปัจจัยต่าง ๆ ในการแปรรูปที่ส่งผลต่อกลิ่นรสของชา
・องค์ประกอบทางเคมีแต่ละชนิด และ Flavor ของชา
・ปัจจัยการสกัดชาทั้งในด้านของเคมี และฟิสิกส์
・น้ำ แร่ธาตุ และผลกระทบต่อกลิ่นรสของชา
・การ Agitate, ความร้อน, และปัจจัยอื่น ๆ เกี่ยวกับการสกัดชา
・ปรัชญา และแนวคิดที่เกี่ยวเนื่องมากับ Matcha และชาญี่ปุ่น
・วิธีการยกระดับการบริการด้วย Omotenashi
・หลักการ และแนวคิดในการให้บริการสไตล์ญี่ปุ่น
・และอื่น ๆ อีกมากมาย(เนื้อหาแต่ละครั้งมีการปรับให้ตรงกับโจทย์ของผู้เรียน)
ทั้งหมดนี่... ไม่ถึงสิบใบเทา กับเวลาสองวันเต็ม ๆ
สนใจอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม ทักมาคุยกันได้เลยครับ
03/06/2026
🌤️Good Morning
Question 1: จงวิเคราะห์ รูปแบบการเทจาก Coffee Bed
Question 2: Serve นี้ใช้ Dripper รุ่นไหน?
ตอบผิดโดนถากถาง ล้อเลียน
ตอบถูกไม่มีรางวัลให้ 🤣
(แล้วใครจะมาตอบฟระ 555)
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
97/204 Moo. 3 Bangmuang, Soi Boonsiri 6/1 Sukhumwit Road
Samut Prakan
10270