Green Office RTCI
21/04/2026
เตือนภัยด้านสุขภาพเมื่ออากาศร้อนจัด
#ภาวะโลกร้อน
เตือนภัยสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การเฝ้าระวังและการปรับตัวต่ออากาศร้อนจัด
ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 และจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 (1) ซึ่งคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายนที่ร้อนระอุนี้ ประเทศไทยในบางพื้นที่จะมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 42.0 – 43.0 องศาเซลเซียส (2) อีกทั้ง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน ทั้งคลื่นความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วที่ถี่ขึ้น จากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นที่เกิดจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับปัจจัยธรรมชาติอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลต่อฝนและอุณหภูมิในหลายพื้นที่ รวมถึงประเทศไทย (3) จากการคาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคต พบว่า หากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยยังมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้น 6,000 ราย และ 14,000 ราย ใน พ.ศ.2593 และ พ.ศ.2623 เมื่อเทียบกับจำนวนการเสียชีวิตใน พ.ศ.2504 (6) ดังนั้น ประชาชนควรเตรียมความพร้อมที่จะตั้งรับ ปรับตัว กับสภาพอากาศที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อากาศร้อนในประเทศไทยที่มีความรุนแรงมากขึ้น ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress) และอาจรุนแรงจนกลายเป็น “โรคลมร้อน (Heat Stroke)” ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นประชาชนจึงควรติดตาม “ดัชนีความร้อน (Heat Index)” ผ่านทางระบบเฝ้าระวังสภาพอากาศร้อนจัด กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม http://heatindex.dcce.go.th/ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม โดยดัชนีความร้อนจะแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่
🟢สีเขียว เฝ้าระวัง (ดัชนีความร้อน 27.0 - 32.9 องศาเซลเซียส) ทำกิจกรรมได้ปกติ แต่ควรดื่มน้ำสม่ำเสมอ
🟡สีเหลือง เตือนภัย (ดัชนีความร้อน 33.0 - 41.9 องศาเซลเซียส) เริ่มเสี่ยง ควรลดกิจกรรมกลางแดด
🟠สีส้ม อันตราย (ดัชนีความร้อน 42.0 - 51.9 องศาเซลเซียส) เสี่ยงสูง ควรหลีกเลี่ยงแดดและปรับเวลาทำกิจกรรม
🔴สีแดง อันตรายมาก (ดัชนีความร้อนมากกว่า 52 องศาเซลเซียส) ควรหยุดกิจกรรมกลางแจ้งทันที
ทั้งนี้ การติดตามค่าดัชนีความร้อนควบคู่กับพยากรณ์อากาศ จะช่วยให้สามารถวางแผนและป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม ก่อนเกิดอันตรายต่อสุขภาพ (4) (5) (7)
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแนวทางการกำหนดมาตรการที่สอดคล้องและเหมาะสมในการจัดการเชิงพื้นที่ รวมทั้งกลไกที่ช่วยสนับสนุนในด้านสาธารณสุข โดยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาขาสาธารณสุขนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักๆ ได้แก่ 1) การป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพ เช่น การเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยบริการสาธารณสุขในทุกระดับให้มีมาตรฐานการรักษาพยาบาล และสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยในกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในวงกว้าง เพื่อให้สามารถป้องกันและดูแลสุขภาพจากโรคที่มีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ เป็นต้น และ 2) กลไกสนับสนุนด้านสาธารณสุข เช่น พัฒนาระบบเฝ้าระวังและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนที่เสี่ยงภัยด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และจังหวัด รวมถึงกลไกการเตือนภัย รายงานสถานการณ์ข้อมูลสุขภาพเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น (6)
ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ทวีความรุนแรงนี้ การเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนทุกคน เพื่อให้เกิดการปรับพฤติกรรมและเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข้อมูล การดูแลสุขภาพตนเอง และการสนับสนุนมาตรการด้านสาธารณสุขควบคู่ไปกับการลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างสังคมที่สามารถอยู่ร่วมกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว
ที่มา
(1) กรมอุตินิยมวิทยา, 2569 https://www.tmd.go.th/warning-and-events/special-events/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%9E-%E0%B8%A8-2569
(2) กรมอุตินิยมวิทยา, 2569 https://www.tmd.go.th/forecast/monthly/042026
(3) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก, 2569 https://shorturl.asia/GuIzR
(4) กรมอนามัย, 2569 https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/050469/
(5) กรมอนามัย, 2567 http://www.rnd.tmd.go.th/heatindexanalysis/
(6) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, 2568https://www.dcce.go.th/wp-content/uploads/2025/05/NAP_THAI-Ver_eBook.pdf
(7) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, 2569 http://heatindex.dcce.go.th/
"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
#การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
10/04/2026
12 เมษายน “วันป่าชุมชนชายเลนไทย” 🌿
ผืนป่าชายเลน…คืออ้อมกอดของแผ่นดินและท้องทะเล
เป็นบ้านของสัตว์น้ำนานาชนิด เป็นปราการธรรมชาติที่คอยปกป้องชายฝั่งจากคลื่นลม และเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของชุมชนมาอย่างยาวนาน
ในวันนี้ เราขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของป่าชายเลนไทย
ร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่านี้ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป
เพราะทุกต้นไม้ที่เราใส่ใจ คือทุกลมหายใจของโลกที่เราร่วมกันรักษา
และทุกก้าวเล็ก ๆ ของเรา คือพลังยิ่งใหญ่ในการปกป้องธรรมชาติ
“ป่าชายเลนอยู่ได้ ชุมชนอยู่รอด โลกก็ยั่งยืน” 💚
#วันป่าชุมชนชายเลนไทย
#12เมษายน
#รักษ์ป่าชายเลน
#อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
30/03/2026
จดหมายข่าว
ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม สำนักงานอธิการบดี มจพ. จัดกิจกรรม 7 ส. โต๊ะทำงานของตัวเอง
#รักษาสิ่งแวดล้อม
#ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม สำนักงานอธิการบดี มจพ.
20/03/2026
วันป่าไม้โลก (World Forestry Day) ตรงกับวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี
เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้
รวมถึงการช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อไม่ให้ถูกทำลาย
20/03/2026
สถานการณ์ช่วงนี้ ต้องช่วยกันประหยัดพลังงานกันนะคะ
มาตรการลดการใช้พลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงในหน่วยงาน
ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกและของประเทศไทย โดยได้กำหนดแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานและปรับรูปแบบการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การส่งเสริมการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work from Home) ตามความเหมาะสม การรณรงค์ให้บุคลากรภาครัฐสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบ Cool Mode เพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ การกำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส รวมทั้งการระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายของภาครัฐโดยรวม
จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนด้านพลังงานในตลาดโลก ประกอบกับกระทรวงพลังงานได้ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อลดผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ดังนั้น เพื่อให้การใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ภาคเอกชนและประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงกำหนดมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงาน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
ประหยัดพลังงานไฟฟ้า 💡
🔹 ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และปิดหรือเปิดก่อนใช้งาน 30 นาที
🔹 ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
🔹 ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ในเวลาพักเที่ยง
🔹 ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
🔹 สวมเสื้อผ้า Cool Mode แทนการเร่งความเย็นเครื่องปรับอากาศ
🔹 ขึ้น-ลง 1-2 ชั้นโดยใช้บันไดแทนลิฟต์
🔹 ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น และคอยล์ร้อนอย่างสม่ำเสมอ
🔹 หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูงโดยไม่จำเป็น
ประหยัดการใช้น้ำมัน 🚗
🔸 ใช้งานรถราชการตามความจำเป็นและประหยัด
🔸 ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบ Video Conference
🔸 ใช้ระบบ Carpool หรือหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
🔸 work from home ตามความเหมาะสม ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพงาน
🔸 ตรวจสอบสภาพยานพาหนะ เครื่องยนต์ น้ำมันหล่อลื่น แผ่นกองอากาศ ไส้กรองน้ำมัน ลมยาง อย่างสม่ำเสมอ
🔸 นำระบบ E-government มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อลดการเดินทางของประชนที่ต้องเข้ามาติดต่อหน่วยงาน และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทดแทนการเดินทาง เช่น ระบบ Online Meeting หรือการส่งหนังสือระหว่างหน่วยงานทางอิเล็กทรอนิกส์
"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
07/03/2026
🛍️ประโยชน์ของการลดใช้ถุงพลาสติก:
ลดขยะและมลพิษ:
ลดปริมาณขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษจากการเผาพลาสติก
ปกป้องสิ่งแวดล้อม:
ลดอันตรายต่อสัตว์น้ำและสัตว์ป่าที่มักกินพลาสติกเข้าไป
ประหยัดทรัพยากร:
ลดการใช้น้ำมันปิโตรเลียมที่ใช้ในกระบวนการผลิตพลาสติก
สุขภาพดีขึ้น:
ลดการสะสมของไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร
#สิ่งแวดล้อม #ภาวะโลกร้อน
07/03/2026
เอลนีโญ กับความร้อน ในปี 2569
#ความร้อน
#เอลนีโญ
#อากาศเปลี่ยนแปลง
เอลนีโญ 2569 ความร้อนที่ท้าทาย และโอกาสของเกษตรคาร์บอนต่ำในประเทศไทย
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โลกของเราเผชิญกับคลื่นความร้อนและเหตุการณ์สุดขั้วทางสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายแห่งยืนยันว่าอุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นหลายระดับ ทั้งจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกและการแปรผันตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งมีผลสำคัญต่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน และความแปรปรวนของภูมิอากาศในหลายภูมิภาค รวมถึง ประเทศไทย ด้วย
แบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2569 เอลนีโญจะกลับมาอีกครั้ง โดยมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ย และอุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อาจเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยอาจเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด ฝนทิ้งช่วง เกิดภาวะแห้งแล้ง และสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการน้ำ และความเสี่ยงของเกษตรกรรมที่พึ่งพาการใช้น้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการปลูกข้าว อ้อย ถั่วต่าง ๆ และฝ้าย ซึ่งเป็นพืชหลักที่ใช้ภายในประเทศ รวมทั้งมีการส่งออกไปขายยังต่างประเทศ
จึงทำให้เกิดความท้าทายของระบบการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ยกตัวอย่างเช่น การทำนาข้าวแบบเดิมในประเทศไทยมักอาศัยการขังน้ำตลอดฤดูเพาะปลูก เพื่อควบคุมวัชพืชและสร้างสภาพเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช อย่างไรก็ดี การทำเกษตรแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปล่อย ก๊าซมีเทน (CH₄) ซึ่งมาจากกรณีที่ดินถูกจมน้ำเป็นเวลานาน ทำให้สภาพไร้ออกซิเจนกระตุ้นการผลิตมีเทนจากจุลินทรีย์ในดิน เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะก๊าซมีเทนมีศักยภาพก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) สูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 12 ปี ข้อมูลทั่วโลกประเมินว่าการเพาะปลูกข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5.7 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1–2% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทนจากพื้นที่น้ำท่วมขังในนาข้าว นอกจากนี้ การทำนาแบบเดิมยังใช้น้ำปริมาณมากโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำเติมเมื่อฝนทิ้งช่วงยาวนามตามอิทธิพลเอลนีโญ
เพื่อลดผลกระทบจากการใช้น้ำอย่างหนักและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกษตรกรไทยและนักวิจัยทั่วโลกได้ให้ความสนใจกับ การทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นการจัดการน้ำในพื้นที่ปลูกข้าว โดยแบ่งเป็นการจัดการน้ำก่อนปลูกข้าว ได้แก่ การลดระยะเวลาการขังน้ำก่อนปลูก และการจัดการน้ำระหว่างการปลูกข้าว เช่น การลดระยะเวลาในการขังน้ำ (ช่วงระยะกล้า แตกกอ ตั้งท้อง ออกดอก และโน้มร่วง) การจัดการน้ำให้มีช่วงน้ำขังกับช่วงน้ำแห้งสลับกันไป การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งพูดง่าย ๆ คือ ควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้แห้งเป็นช่วง ๆ ก่อนเติมน้ำใหม่ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม แทนการคงน้ำขังตลอดเวลา ผลการวิจัยพบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทน จากนาข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ ระหว่าง 30–70% เมื่อเทียบกับระบบการขังน้ำตลอดฤดูกาล ช่วยประหยัดน้ำในระบบการเพาะปลูกได้ ประมาณ 20–40% โดยที่ผลผลิตโดยรวมของข้าวไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บางกรณียังรายงานว่า ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 7–11% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพดิน เพราะการจัดการน้ำของการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ช่วยให้รากข้าวสามารถเข้าถึงอากาศและธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นข้าวแข็งแรงและช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตหากบริหารจัดการการใส่น้ำและสารอาหารอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การทำนาเปียกสลับแห้ง สามารถทำให้ศักยภาพการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP) ลดลงได้กว่า 40% เมื่อพิจารณาจากการปล่อยมีเทนและไนตรัสออกไซด์ร่วมกัน
ในประเทศไทย การดำเนินการทำนาเปียกสลับแห้ง มีการนำร่องและขยายผลในหลายพื้นที่ โดยภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ส่งเสริมให้เกษตรกรทดลองใช้วิธีนี้เพื่อลดการใช้น้ำ ลดต้นทุน และปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ อบก. ได้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง (Premium Thailand Voluntary Emission Reduction Program: Premium T-VER) โดยเกษตรกรที่สนใจต่อยอดกิจกรรมที่ดำเนินการเป็นโครงการ Premium T-VER เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต สามารถพัฒนาตามระเบียบวิธีสำหรับกิจกรรมการจัดการพื้นที่ปลูกข้าวที่ดี หรือ T-VER-P-METH-13-08 ซึ่งระเบียบวิธีนี้กำหนดเงื่อนไขของกิจกรรมสำหรับพื้นที่ที่นำมาทำโครงการสามารถรวมหลาย ๆ พื้นที่เข้าด้วยกัน หรือเป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเหมาะสมกับเขตการใช้ที่ดิน ไม่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อดินถล่ม กรณีดำเนินการจัดการน้ำในพื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่ปลูกข้าวโครงการต้องเป็นพื้นที่นาชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำใช้เอง และเกษตรกรต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่สามารถควบคุมการนำน้ำเข้าและระบายน้ำได้ ระเบียบวิธีนี้จะทำให้ภาคเกษตรสามารถ ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบการลด ดูดซับ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมเกษตรได้อย่างน่าเชื่อถือ ส่วนคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้วสามารถนำไปขายในตลาดต่างประเทศได้ โดยมีราคาอยู่ในช่วง 17-25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (USD/tCO2eq) เช่น โครงการทำนาเปียกสลับแห้งของประเทศอินเดีย ใช้มาตรฐาน Verified Carbon Standard (VCS) ของ Veera ราคาอยู่ที่ 17-18 USD/tCO2eq ส่วนโครงการทำนาเปียกสลับแห้งที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้กลไก Joint Crediting Mechanism (JCM) ขายคาร์บอนเครดิตในราคา 25 USD/tCO2eq
เอลนีโญปี 2569 ถือว่าเป็นทั้งสัญญาณเตือนและโอกาสสำหรับภาคการเกษตรประเทศไทย เราไม่ควรมองว่าการรับมือกับสภาพอากาศร้อนและแปรปรวนเป็นเพียงงานเฉพาะหน้า แต่ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสพัฒนา ระบบเกษตรคาร์บอนต่ำและยั่งยืน ที่รวมเครื่องมือเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การลดก๊าซเรือนกระจก และกลไกคาร์บอนเครดิตเข้าด้วยกัน ซึ่งไม่เพียงลดความเสี่ยงจากวิกฤติภูมิอากาศ แต่ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทย “สร้างคุณค่า สร้างความยั่งยืน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้” จากภูมิปัญญาเกษตรควบคู่กับการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง (References)
• IPCC. (2021). Climate Change 2021: The Physical Science Basis.
• รายงาน State of the Global Climate 2024: https://wmo.int/sites/default/files/2025-03/WMO-1368-2024_en.pdf?utm_source=chatgpt.com
• FAO. (2017). Climate-smart agriculture sourcebook.
• IRRI. (2014). Alternate wetting and drying for rice production.
• Global Climate Highlights 2024: https://climate.copernicus.eu/global-climate-highlights-2024?utm_source=chatgpt.com
• องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). โครงการ T-VER.
• NOAA. El Niño–Southern Oscillation (ENSO) Overview.
• https://files.ricethailand.go.th/files/15/documents/page_doc/files-rice-1749007607422.pdf?utm_source=chatgpt.com
• https://upstream.ag/p/what-agribusinesses-need-to-know-about-carbon-credit-pricing
------------------------------------------------
#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก
#โครงการลดก๊าซเรือนกระจก
#เอลนีโญ #คลื่นความร้อน #แห้งแล้ง
#เกษตรคาร์บอนต่ำ #ปลูกข้าว #นาเปียกสลับแห้ง
05/03/2026
🐠 4 มีนาคม “วันปะการังโลก” (World Coral Day) 🌊🪸
ปะการังอาจดูเหมือนก้อนหินใต้ทะเล แต่ความจริงแล้ว…
พวกมันคือ “สิ่งมีชีวิต” และเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของโลก 🌍
แนวปะการังถูกเรียกว่า “ป่าฝนแห่งท้องทะเล”
เพราะเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตทางทะเลกว่า 25% ของโลก ทั้งปลา ปู หอย และสัตว์ทะเลนับไม่ถ้วน
แต่วันนี้ ปะการังกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก
🌡️ ภาวะโลกร้อน ทำให้เกิด “ปะการังฟอกขาว”
🛢️ มลพิษในทะเล
⚓ การท่องเที่ยวและกิจกรรมที่ทำลายแนวปะการัง
องค์การระหว่างประเทศอย่าง International Coral Reef Initiative จึงร่วมกันผลักดันให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ปะการัง
เราทุกคนช่วยทะเลได้ ด้วยการ
🌱 ลดการใช้พลาสติก
🚫 ไม่เหยียบหรือสัมผัสปะการัง
🧴 เลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการัง (Reef-safe)
🌊 ท่องเที่ยวทะเลอย่างรับผิดชอบ
เพราะถ้าปะการังหายไป…
ระบบนิเวศทางทะเลจำนวนมากก็อาจหายไปด้วย
มาช่วยกันดูแล “บ้านของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล” ให้สวยงามและอุดมสมบูรณ์ต่อไป 🐟💙
#วันปะการังโลก #รักษ์ทะเล #สิ่งแวดล้อม
4 มีนาคม
วันปะการัง (Coral day)
วันที่ 4 มีนาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันปะการัง” เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของแนวปะการังซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล แนวปะการังเปรียบเสมือน “ป่าฝนแห่งท้องทะเล” เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งหลบภัย และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากหลายชนิด อีกทั้งยังเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อภาคการประมง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายฝั่งของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
การกำหนดวันดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการประชุมด้านการอนุรักษ์ปะการัง ณ จังหวัดโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2539 และต่อมาได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและอนุรักษ์แนวปะการัง ณ เกาะชิระโฮะ เมืองอิชิกากิ จังหวัดโอกินาวา เพื่อเป็นแหล่งศึกษาวิจัย ฟื้นฟู และอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล
แนวปะการังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลอย่างยิ่ง โดยอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเพียง 1–3 องศาเซลเซียส อาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งหากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ปะการังเสื่อมโทรมและตายลง ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศที่พึ่งพิงแนวปะการังในลักษณะเป็นลูกโซ่
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และยังทำให้เกิดความเป็นกรดของมหาสมุทรเพิ่มขึ้น (Ocean Acidification) ซึ่งลดความสามารถของปะการังในการสร้างโครงสร้างหินปูน อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของระบบนิเวศทางทะเล
ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศทางทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีบทบาทสำคัญในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน หรือที่เรียกว่า “Blue Carbon” ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกด้วย
ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ปะการัง (Coral day) และระบบนิเวศทางทะเลได้ โดย....
-ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาอุณหภูมิโลก ลดการปล่อยมลพิษ
-ลดการใช้พลาสติก และไม่ทิ้งขยะลงทะเลหรือแหล่งน้ำ
-เลือกบริโภคอาหารทะเลจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน
-หลีกเลี่ยงการเหยียบหรือสัมผัสปะการังขณะดำน้ำ
-สนับสนุนกิจกรรมและหน่วยงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
การอนุรักษ์แนวปะการังมิได้เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นการรักษาความมั่นคงทางอาหาร เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
ที่มา https://www.dcce.go.th/3680
https://www.thaipbs.or.th/now/content/875?utm_source
https://www.unep.org/topics/ocean-seas-and-coasts/blue-ecosystems/coral-reefs?utm_source
https://www.dmcr.go.th/detailAll/64599/nws/
https://shorturl.asia/go6OH
https://shorturl.asia/VYb3I
"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
05/03/2026
🌿 3 มีนาคม “วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก” (World Wildlife Day) 🐘🌎
ทุกวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations กำหนดให้เป็นวันสำคัญเพื่อย้ำเตือนว่า
“สัตว์ป่าและพืชป่า คือหัวใจของระบบนิเวศ และคืออนาคตของมนุษย์ทุกคน”
โลกของเรากำลังเผชิญกับ
🔥 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
🌳 การตัดไม้ทำลายป่า
🦏 การลักลอบค้าสัตว์ป่า
สัตว์ป่าไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตในสารคดี แต่คือผู้รักษาสมดุลของธรรมชาติ
ผืนป่าไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียว แต่คือ “ปอดของโลก” ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและสร้างอากาศบริสุทธิ์ให้เรา
วันนี้… เราอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการ
✅ ลดใช้พลาสติก
✅ สนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
✅ ไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า
✅ ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว
เพราะทุกการกระทำเล็ก ๆ ของเรา
อาจเป็นพลังที่ช่วยปกป้องสัตว์ป่าและผืนป่าให้คงอยู่กับโลกใบนี้ 🌏💚
#วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก #รักษ์โลก #สิ่งแวดล้อม
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ องค์กรนั้น
เว็บไซต์
ที่อยู่
15 ถ. มาบตาพุดพัน ต. มาบตาพุด อ. เมือง
Rayong
21150