Kikiboo
25/04/2026
สมรภูมิตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในช่วงปลาย 2530 ถึง 2540 เกิดปรากฏการณ์หนึ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก คือการอุบัติขึ้นของกลุ่มนักรบที่ผสมผสานระหว่าง "ความเชื่อทางศาสนา" "ตำนานท้องถิ่น" และ "ความสิ้นหวังจากการเมือง" เข้าด้วยกัน กลุ่มนั้นคือ “ก็อดอาร์มี่” (God’s Army) หรือกองทัพพระเจ้า การบังเกิดขึ้นของนักรบที่มีลักษณะของ “กบถผู้มีบุญ” ของผู้คนระดับรากหญ้าที่ลุกขึ้นสู้เพื่อความอยู่รอด โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากมิติสามประการที่ถักทอร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น
ในดินแดนเขตมะริด-ทวาย ชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับ “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เกอะเจอโด๊ะ” ซึ่งเปรียบเสมือนดินแดนแห่งศีลธรรม หรือเมืองลับแลที่ซ่อนตัวอยู่จากสายตาโลกภายนอก ตามตำนานกล่าวว่า หากทหารและชาวบ้านดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันเคร่งครัด อธิษฐานภาวนาและปฏิบัติตามข้อห้ามของความเชื่ออย่างมุ่งมั่น ยามเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่เกินจะต้านทาน “คนจากเมืองลับแล” จะปรากฏกายออกมาช่วยเหลือ
ความเชื่อนี้ถูกผนวกเข้ากับศรัทธาในคริสต์ศาสนาที่หยั่งรากลึกในพื้นที่มานานกว่า 170 ปี ผู้นำกะเหรี่ยงคริสต์ได้หยิบยกข้อคัมภีร์ไบเบิลมาตีความใหม่เพื่อสร้างสำนึกร่วมทางชาติพันธุ์ การสู้รบถูกทำให้กลายเป็นสงครามระหว่าง “กองทัพพระเจ้า” กับ “กองทัพซาตาน” (รัฐบาลทหารพม่า) เป็นภาพแทนของการต่อสู้ระหว่างธรรมกับอธรรม พลังทางจิตวิญญาณจากการภาวนาและการอดอาหารก่อนออกรบได้เปลี่ยนให้เด็กน้อยและชาวบ้านกลายเป็นนักรบที่ห้าวหาญเกินตัว เพราะพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่เคียงข้าง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ก็อดอาร์มี่มีมนต์ขลัง คือการปรากฏตัวของเด็กชายฝาแฝดผู้มีลักษณะพิเศษคือ "ลิ้นสีดำ" ชาวบ้านเชื่อว่านี่คือการกลับมาบังเกิดของ “พระเจ้าลิ้นดำ” หรืออดีตกษัตริย์ในตำนานกะเหรี่ยงเพื่อมากอบกู้ชนชาติ ผู้ที่นักประวัติศาสตร์กะเหรี่ยงเชื่อว่ามีเชื้อสายของพวกตน
จุดเริ่มกองกำลังก๊อดอาร์มี่เริ่มต้นจากการถอยร่นหนีการโจมตีของทหารพม่าจากบ้านท่ามะพริ้ว เข้าสู่บ้านกัมมาปอ บริเวณตรงข้ามช่องเขากระโจม อำเภอสวนผึ้ง ซึ่งถือเป็นชัยภูมิทางทหารที่ได้เปรียบอย่างยิ่ง ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นหน้าผาสูงชันและขนาบด้วยเนินเขาที่ต่ำกว่า ทำให้ยากแก่การเข้าถึงของกำลังภาคพื้นดิน
ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2540 กองกำลังได้ประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการในนาม "กองทัพพระเจ้า" หรือ ยัวซึหมึโดะ โดยมีโครงสร้างการบริหารแบ่งเป็นฝ่ายปกครองภายใต้การนำของศาสนาจารย์ตาเผ่และซอโตโต และฝ่ายทหารที่บัญชาการโดย ร.อ.ฉ่วยเบีย อดีตนายทหารกะเหรี่ยงอิสระ อย่างไรก็ตาม อำนาจการตัดสินใจสูงสุดนั้นอยู่ที่จอนนี่และลูเธอร์ สองฝาแฝดผู้นำทางจิตวิญญาณ โดยในขณะนั้นมีกำลังติดอาวุธประมาณ 150 ถึง 180 นาย และมีมวลชนติดตามอีกราว 300 ถึง 400 คน
แม้จะมีโครงสร้างแบบกองทัพ แต่เนื้อแท้ของก็อดอาร์มี่ คือการรวมตัวของชาวบ้านธรรมดาที่ปราศจากอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความพยายามเรียกร้องประชาธิปไตย การก่อตั้งกองกำลังมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อปกป้องตนเองและพวกพ้องให้พ้นจากการรุกรานของทหารพม่า ซึ่งนับเป็นการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดพื้นฐานของมนุษย์มากกว่าเป้าหมายอื่นใด
อีกปัจจัยการเกิดใหม่ของตำนานนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มวลชนขาดความเชื่อมั่นในองค์กรหลักอย่าง สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และในเขตพื้นที่กองพล 4 ภายใต้การนำของนายพลโอลิเวอร์ ชาวบ้านรู้สึกว่า KNU ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาในภาวะคับขันได้อีกต่อไป สาเหตุเบื้องหลังนี้ก็เพราะกองทัพกะเหรี่ยงอิสระ (KNU) เขตมะริด-ทวาย ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการจัดระเบียบชายแดนของฝ่ายไทยและพม่า เพื่อให้ตลอดแนวท่อแก๊สไทย-พม่า จากทวายถึงโรงไฟฟ้าราชบุรี มีความปลอดภัยไร้กองกำลังต่อต้านทหารพม่า ทำให้ผู้นำทหารกะเหรี่ยง ต้องยอมสละพื้นที่เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยไว้ก่อน
การไม่มีคำสั่งตอบโต้ หรือส่ง เครื่องกระสุน และอาวุธ ให้แก่ทหารกะเหรี่ยงที่อยู่แนวหน้าทำให้ทหารละทิ้งหน้าที่ แตกแถว ไปเข้ากับกองกำลัง ก็อดอาร์มี่ รวมกับกระแสความศรัทธาในตัวเด็กลิ้นดำจึง "บังเกิดขึ้นภายในจิตใจ" ของผู้คนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทหารกะเหรี่ยงที่แตกแถวและชาวบ้านที่สิ้นหวังหลั่งไหลเข้าสู่กองกำลังก็อดอาร์มี่อย่างไม่ขาดสาย.
สายสัมพันธ์แรกที่ปรากฏชัดคือความพยายามเชื่อมต่อจากกลุ่ม Karen Solidarity Organization (K.S.O.) ซึ่งเป็นกลุ่มที่แยกตัวออกมาจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (K.N.U.) นำโดย พันเอก โรเบิร์ต สัน ทายาทของนายมาบานซาน อดีตประธานาธิบดี KNU ผู้ล่วงลับ พันเอก โรเบิร์ต สัน พยายามใช้ความเก๋าเกมทางการเมืองเดินเข้าหาเด็กฝาแฝดผู้นำทางจิตวิญญาณ เพื่อชักชวนให้ก็อดอาร์มี่เข้าเป็นแนวร่วมภายใต้ร่มเงาของ K.S.O. หวังจะผสานพลังความเชื่อระดับรากหญ้าเข้ากับโครงสร้างการเมืองกู้ชาติ แต่ทว่าความพยายามนี้กลับไม่ประสบผลสำเร็จ ด้วยเหตุผลว่า "ก็อดอาร์มี่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา" หัวใจของพวกเขาผูกติดอยู่กับความรอดของคนรากหญ้ามากกว่าเกมอำนาจและการแบ่งขั้วทางการเมืองระดับสูง
ความสัมพันธ์ที่พลิกผันโฉมหน้าประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2542 ณ ศูนย์นักศึกษาบ้านมณีลอย จังหวัดราชบุรี เมื่อ นายแอะกะปอ สมาชิกก็อดอาร์มี่ได้หลบหนีเข้ามาและพบกับกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรง Vigorous Burmese Student Warrior (V.B.S.W.) นำโดย นายซันไน และนายปรีดา ผ่านการประสานงานของ นายโตโต เลขาธิการกลุ่ม ที่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่สวนผึ้ง กลุ่มนักศึกษาพม่าหวังจะขอการสนับสนุนด้านอาวุธจากกองทัพพระเจ้าเพื่อกลับไปปฏิบัติการก่อการร้ายในพม่า แต่เมื่อเส้นทางถูกปิดกั้น พวกเขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายและตัดสินใจปฏิบัติการสะท้านโลกด้วยการยึดสถานทูตพม่าในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ปฏิบัติการครั้งนั้นจบลงด้วยการต่อรองให้นำเฮลิคอปเตอร์ไปส่งที่ชายแดนสวนผึ้ง โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยร่วมเป็นตัวประกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของก็อดอาร์มี่ถูกเพ่งเล็งในฐานะ "ผู้ให้ที่พักพิง" แก่กลุ่มก่อการร้าย
ต่อมาทางการไทยได้ดำเนินการกดดันฝ่ายกะเหรี่ยงก็อดอาร์มี่ เพื่อให้ส่งตัวนักศึกษาพม่าให้ทางการไทย ในเดือนพฤศจิกายน ทหารไทยได้เข้าไปยังคริสตจักรตะโก่ล่าง ซึ่งเป็นชุมชนกะเหรี่ยงคริสต์ที่อยู่ติดชายแดนไทย-พม่า กะเหรี่ยงเหล่านี้ถูกทางการเพ่งเล็งว่าเป็นแหล่งข่าว และสนับสนุนด้านเสบียงแก่กลุ่มก็อดอาร์มี่ ทางการเข้าทำการกวาดต้อนชาวกะเหรี่ยงคริสต์กว่า 100 คน นำไปไว้ที่บ้านต้นยาง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ต่อมาวันที่ 12-15 เดือน มกราคม 2543 ทหารพม่า สังกัดกองพันเคลื่อนที่ 119 ประมาณ 1,000 คน เข้ากวาดล้างกะเหรี่ยงสามารถยึดพื้นที่บ้านเมเพี้ยะเล็กได้ ทหารกะเหรี่ยง K.N.U. พ่ายหนีไปสมทบกับกลุ่ม ก็อดอาร์มี่ มวลชนเกาะติด 1,700 คน บาดเจ็บและล้มตายจำนวนหนึ่ง จึงหนีทะลักเข้ามาในเขตไทย ถูกทางการไทย ควบคุมตัวไว้ที่ห้วยคอกหมู่บ้านบ่อหวี เหตุการณ์ยังไม่ทันสงบดี ในวันที่ 13 มกราคม ทางการไทยได้กดดันชาวกะเหรี่ยงให้ออกไปนอกเขตไทย ส่วนใหญ่ไม่กล้ากลับไปที่บ้านเมเพี้ยะเล็กยังรวมตัวอยู่ตามชายแดน ในที่สุดก็ไม่สามารถหยุดยั้งชาวกะเหรี่ยงที่หนีความตายได้ ต้องยอมให้เข้ามาและถูกส่งไปที่บ้านต้นยางอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีเช่นกัน
ท่ามกลางความโกลาหลของการเคลื่อนย้ายผู้ลี้ภัย มีการวิเคราะห์ว่านี่คือกลยุทธ์ "ตัดไม้ข่มนาม" เพื่อสลายเครือข่ายญาติพี่น้องของกะเหรี่ยงในสวนผึ้ง และเตรียมพื้นที่รองรับการล่มสลายของก็อดอาร์มี่ที่กำลังถูกทหารพม่าโจมตีอย่างหนักและส่อเค้าว่าจะแตก ที่มีกำลังทหารประมาณ 150 คน ชาวบ้านกว่า 300 คน รวมทั้งสิ้นประมาณ 500 คน หากก็อดอาร์มี่แตกคาดว่าผู้ลี้ภัยจะเข้ามาประมาณ 300 คนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้าน หลักฐานวิดีโอในยุคนั้นบันทึกภาพความรันทดของชาย หญิง และเด็กที่หนีตายลงมาจากฐานที่มั่น
ยังมีบันทึกที่ยังไม่มีคำตอบ คือกลุ่มชายกะเหรี่ยงจำนวน 53 คน ที่ถูกทางการไทยแยกตัวไว้ระหว่างการเคลื่อนย้ายไปบ้านต้นยาง คนกลุ่มนี้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีการพบศพ ไม่มีการยืนยันสถานะ ฝ่ายกะเหรี่ยงปักใจเชื่อว่าคนเหล่านี้ถูกสังหารทิ้งทั้งหมด ปริศนานี้กลายเป็นบาดแผลลึกที่ซึมลึกอยู่ในความทรงจำของคนชายแดน
ในขณะที่กองกำลังทหารไทยเข้าตรึงพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี บรรยากาศชายแดนเต็มไปด้วยความเปราะบาง จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเกิดขึ้นจากการล้ำแดนกันไปมา ระหว่างทหารไทย 10 นายที่ถูกฝ่ายก็อดอาร์มี่ควบคุมตัวไว้ชั่วคราว จนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ต้องเข้ามาเป็นตัวกลางเจรจา และการตอบโต้ของฝ่ายไทยด้วยการจับกุมชาวกะเหรี่ยงที่ลงมาตักน้ำในลำห้วย
แม้ ตชด. จะพยายามประสานรอยร้าว แต่ความกลัวว่าทหารพม่าจะใช้ดินแดนไทยเป็นเส้นทางอ้อมเข้ามาโจมตีจากด้านหลัง ทำให้กลุ่มก็อดอาร์มี่ตัดสินใจ "วางกับระเบิด" ในเขตอิทธิพลของตนเองเพื่อป้องกันตัว โดยได้แจ้งเตือนให้ ตชด. ทราบตามความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน ทว่าข้อมูลการแจ้งเตือนนั้นกลับไปไม่ถึงหรือถูกละเลยโดยหน่วยทหารลาดตระเวนในพื้นที่ วันที่ 17 มกราคม 2543 สถานการณ์พุ่งลุกลามสู่ความรุนแรง เมื่อทหารไทยชุดลาดตระเวน 9 นายเหยียบกับระเบิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 นาย และบาดเจ็บสาหัส 5 นาย เหตุการณ์นี้เปลี่ยนท่าทีของกองทัพไทยจากการ "เฝ้าระวัง" เป็นการ "ตอบโต้ดุเดือด"
ในช่วงวันที่ 19-21 มกราคม ทหารไทยตัดสินใจใช้ปืนใหญ่ ค.120 ยิงถล่มเข้าไปในพื้นที่ฐานที่มั่นของกะเหรี่ยง วิถีกระสุนโค้งข้ามเขาไปตกที่ด่านช่องเขากระโจม และหมู่บ้านกัมมาปอ ซึ่งเป็นชุมชนที่พักพิงของชาวบ้านกะเหรี่ยงจริงๆ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก มีชาวบ้านทั้งเด็กและผู้หญิงบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ตามด้วยเสียงปืนใหญ่จากฝั่งพม่าที่ระดมยิงไล่หลังบีบเข้ามาเช่นกัน
“...ทางไทยก็เลยตอบโต้ด้วยการนำปืน ค.120 ไปตั้งไว้แล้วยิงในวิถีโค้งในช่วง 2 วันนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 - 20 ยิงหนักมาก วันที่ 3 ก็ยังยิงอยู่ นักข่าวเข้ามาก็เห็นนี่ แล้วเผอิญจุดที่ยิงกระสุนปืนไปตกที่ด่านช่องเขากระโจม บ้านกัมมาปอ ซึ่งเป็นบ้านเรือนของกะเหรี่ยงจริง เขาทั้งตาย ทั้งบาดเจ็บ เยอะมาก แล้วเสียงปืนใหญ่ฝั่งโน้นดังตลอดเลย พม่าก็คงตีไล่หลังเขาตลอด ทางไทยเราก็หนัก มันก็ไม่มีทางออก” แหล่งข่าวจากบ้านผาปก อ.สวนผึ้งให้ข้อมูล และชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มก็อดอาร์มี่ เลือกทางออกสุดท้าย คือ การเข้าไปยังเขตไทย เพื่อวิงวอนขอให้หยุดยิง
ความเจ็บปวดจากการถูกระดมยิงและสภาพผู้บาดเจ็บที่ขาดแคลนยารักษา ผลักดันให้นักรบกลุ่มนี้เลือกวิธีการที่โลกต้องตะลึง วันที่ 24 มกราคม 2543 นายปรีดา นักศึกษาพม่ากลุ่ม VBSW พร้อมกำลังติดอาวุธรวม 10 คน บุกเข้ายึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อวิงวอนให้สังคมโลกรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และยื่นคำขาด 5 ประการต่อทางการไทย เพื่อสื่อสารความต้องการและสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่บริเวณชายแดน โดยใจความสำคัญประกอบด้วยการขอให้ทางรัฐบาลไทยทบทวนยุทธการทางทหารและยุติการยิงปืนใหญ่เข้าไปในเขตที่พักพิงผู้อพยพซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือน
สถานการณ์ตัวประกันตึงเครียดอยู่เพียงข้ามคืน จนกระทั่งเวลา 07.00 น. ของวันที่ 25 มกราคม 2543 กองกำลังหน่วยรบพิเศษของไทยเปิดปฏิบัติการจู่โจมสายฟ้าแลบ ผู้ก่อการทั้ง 10 คนถูกสังหารจบชีวิตลงทั้งหมด พลโททวีป สุวรรณสิงห์ แถลงปิดสถานการณ์โดยระบุว่าเป็น "ของขวัญวันกองทัพไทย" ในขณะที่ตัวประกันปลอดภัยและเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 8 นาย
เพียงสองวันหลังจากนั้น ในวันที่ 27 มกราคม ฐานที่มั่นกัมมาปอของกลุ่มก็อดอาร์มี่ก็ถูกทหารพม่ายึดครองได้อย่างเบ็ดเสร็จ ปิดฉากการสู้รบของนักรบพระเจ้าที่เริ่มต้นจากความศรัทธา แต่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมเลือดที่ทิ้งบาดแผลรอยร้าวไว้ให้กับทั้งคนกะเหรี่ยง ไทย และพม่า
เมื่อสิ้นเสียงปืนจากการปฏิบัติการยุติเหตุการณ์ยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีในวันนั้น แม้สถานการณ์ความไม่สงบจะจบลงในเชิงยุทธการ แต่สำหรับจังหวัดราชบุรีและชุมชนชายแดนสวนผึ้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ที่ส่งผลกระทบกินลึกทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณของผู้คนต่อมาอีกอย่างยาวนาน
ในเชิงพาณิชย์ ราชบุรีที่เคยคึกคักกลับเงียบงันเหมือนเมืองร้าง สถานีขนส่งว่างเปล่า ตลาดน้ำชื่อดังซบเซา แหล่งท่องเที่ยวอย่างถ้ำเขาช่องพรานและน้ำตกในอำเภอสวนผึ้งไร้เงาผู้มาเยือน จนหลายคนหวั่นใจว่า "ราชินีแห่งตะวันตก" กำลังจะสิ้นชีพลงเพราะผลพวงจากความรุนแรง
ทว่าด้วยความมุ่งมั่นของ นายโกเมศ แดงทองดี ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น ได้เร่งพลิกฟื้นความเชื่อมั่นผ่านโครงการ "ปลุกวิญญาณคนราชบุรี" มีการจัดงานบุญสะเดาะเคราะห์ครั้งใหญ่เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ และจัดกิจกรรมเชิงรุกอย่าง "แรลลี่สายน้ำไหลกลับ" ต้อนรับวันวาเลนไทน์ที่สวนผึ้ง เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จากเขตอันตรายให้กลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่อบอุ่น จนเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในปี 2000
ขณะที่ตัวเมืองราชบุรีกำลังฟื้นตัว แต่ในพื้นที่ชายแดนสวนผึ้ง ผลกระทบกลับรุนแรงและซับซ้อนกว่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ที่ต้องกลายเป็น "จำเลยสังคม" ชาวกะเหรี่ยงคริสต์ที่บ้านตะโก่ล่างถูกสงสัยว่าสนับสนุนกลุ่มก็อดอาร์มี่ ขณะที่กะเหรี่ยงท้องถิ่นเดิมไม่กล้าเปิดเผยอัตลักษณ์ของตนเองเพราะกลัวถูกตีตราว่าเป็นผู้สร้างปัญหา
เส้นทางธรรมชาติที่เคยใช้หาของป่าหรือไปมาหาสู่ญาติพี่น้องฝั่งพม่าถูกปิดตาย เนื่องจากมีฐานทหารพม่าตั้งประจันหน้าอยู่ตลอดแนวชายแดน ชาวไทยภูเขาที่มีเพียงบัตรบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้าหรือเขียวขอบแดง) มักถูกเจ้าหน้าที่บางกลุ่มเรียกตรวจและรีดไถโดยอ้างข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ทำให้ไม่สามารถออกไปหางานทำนอกพื้นที่ได้ ฐานะทางเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ลง
ในอีกด้านหนึ่ง การขยายตัวของศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านถ้ำหินได้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติในป่าสวนผึ้ง ความต้องการใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้รวกและไม้ไผ่เพื่อสร้างที่พักอาศัยจำนวนมหาศาล นำมาซึ่งกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผู้ประมูลไม้กับเจ้าหน้าที่รัฐบางราย มีการลักลอบตัดไม้ในป่าสงวนและดึงผู้อพยพออกไปใช้แรงงานตัดไม้เพื่อลดต้นทุน ซึ่งเป็นการทำลายระบบนิเวศภายใต้ "อิทธิพลท้องถิ่น" ที่ยากจะตรวจสอบ
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่บีบคั้น ยังคงมีหน่ออ่อนของความงดงามทางวัฒนธรรมเบ่งบานขึ้น เมื่อชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งมีความหวงแหนในรากเหง้าชาติพันธุ์ นำโดย ร.ท.ศิลา ได้ริเริ่มถ่ายทอดศิลปะการ "รำตง" (การร่ายรำดั้งเดิมของกะเหรี่ยงโผล่ง) ให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนบ้านบ่อหวี สินแร่สยาม และตะโก่ล่าง ศิลปะการแสดงนี้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารตัวตน ทำให้เด็ก ๆ มีรายได้พิเศษจากการแสดงให้นักท่องเที่ยวชม และทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นสวนผึ้งเริ่มยอมรับและเปิดใจกว้างต่อวัฒนธรรมกะเหรี่ยงมากขึ้น ชุดรำตงที่โดดเด่นจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการปรับตัวและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติที่หยั่งรากลงในดินแดนราชบุรีหลังผ่านพ้นพายุแห่งความขัดแย้ง
ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงในสวนผึ้งสามารถเปิดเผยตัวตนได้อย่างภาคภูมิใจ และภาษากะเหรี่ยงไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแยกอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ "เสน่ห์การท่องเที่ยว" ของสวนผึ้งไปแล้ว มีการจัดงานประเพณีสำคัญอย่าง งานกินข้าวใหม่ หรือ งานผูกแขนเรียกขวัญ ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปร่วมสัมผัสวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด
กลุ่มชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมและผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว มีบทบาทสำคัญในการเป็นเจ้าของกิจการท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งร้านกาแฟ โฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์ และการทำเกษตรอินทรีย์ครับ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว (เช่น บ้านถ้ำหิน) แม้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทางออกนอกพื้นที่บ้าง แต่ภาพรวมมีการทำงานร่วมกับชุมชนรอบนอกในการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ชุมชนกะเหรี่ยงรอบแนวชายแดนสวนผึ้งเอง เปลี่ยนบทบาทมาเป็น "เครือข่ายภาคประชาชน" ที่ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และทหารพรานในการเฝ้าระวังไฟป่าและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติครับ ความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ลดน้อยลงไปมากจนแทบไม่เหลือ ปัจจุบันสามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนไปแล้ว
แม้ภาพรวมจะดีขึ้นมาก แต่เรื่อง "สิทธิในที่ดินทำกิน" และ "สถานะบุคคล" ของบางครอบครัวที่ตกหล่นยังคงเป็นประเด็นที่คนในพื้นที่พยายามขับเคลื่อนกันอยู่ครับ แต่ในแง่ของ "สายตาจากคนภายนอก" อคติที่เคยมองว่าคนกะเหรี่ยงคือผู้สร้างปัญหาในสวนผึ้งนั้นแทบจะจางหายไปแล้ว
_______
© Ref. เชิงอรรถ (References)
วุฒิ บุญเลิศ, เมื่อกะเหรี่ยงสวนผึ้งลุกขึ้นพูด, (ม.ป.ท., 2552), หน้า 223-229
แผ่นดินสงคราม น.42 เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม 2537
นักรบกะเหรี่ยง นิตยสารสารคดี เดือน มีนาคม 2543 น. 121
ปรีชา เรืองจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี “ก็อดอาร์มี่ มณีลอยปลุกราชบุรี เขย่าโลก” 2543 น. 50
กะเหรี่ยงผลัดถิ่นและสงครามไร้อนาคต เนชั่นสุดสัปดาห์ น. 15 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2543
หลักฐาน ม้วนเทปภาพ การอพยพของชาวกะเหรี่ยง สัมภาษณ์ นาย สุข กรรมการจังหวัด มะริด-ทวาย ของกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง K.N.U.
ใครเป็นผู้จุดชนวน เนชั่นสุดสัปดาห์ น. 15 ฉบับที่ 8 วันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2543
เวทีพูดคุย บ้านห้วยแห้ง วันที่ 25 มกราคม 2545
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ บุคคลสาธารณะ
เว็บไซต์
ที่อยู่
66 ม. 2 ต. ตะนาวศรี อ. สวนผึ้ง จ. ราชบุรี
Ratchaburi
70180