ZIENPhysics

ZIENPhysics

แชร์

16/03/2026

https://www.facebook.com/share/p/1AHnrPpksQ/?mibextid=wwXIfr

💡 รู้ไหมว่า... ชื่อ "โอห์ม" ที่เราเรียกกันติดปากทุกครั้งที่เรียนวิชาฟิสิกส์ มีที่มาจากนักฟิสิกส์ผู้ไม่ยอมแพ้!
⚡16 มีนาคมนี้ มาร่วมรำลึกวันคล้ายวันเกิดของ เกออร์ก ซีมอน โอห์ม (Georg Simon Ohm) ชายผู้พิสูจน์ให้โลกเห็นความสัมพันธ์สุดมหัศจรรย์ระหว่าง กระแสไฟฟ้า (I) ความต่างศักย์ (V) และความต้านทาน (R) จนกลายเป็น "กฎของโอห์ม" ที่เป็นรากฐานสำคัญของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในปัจจุบัน
อยากรู้ไหมว่าสูตร "V = IR" เอาไปใช้อะไรได้มากกว่าในห้องเรียน? ตามไป Upskill กันได้ที่นี่เลย!
1) บทเรียนออนไลน์ Project 14 เรื่อง กฎของโอห์มและความต้านทาน (ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 4 บทที่ 14) https://proj14.ipst.ac.th/m4-6-physics/m5-phys-book4/phys-m5b4-040/
2) บทเรียนออนไลน์ Project 14 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้า (วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2 บทที่ 1) https://proj14.ipst.ac.th/m3/m3-sci-book2/sci-m3b2-012/
3) บทความจากคลังความรู้ SciMath เรื่อง การประยุกต์ใช้กฎของโอหม์ (Ohm’s Law) https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7234-ohm-s-law
#กฎของโอห์ม #ฟิสิกส์ #วิทยาศาสตร์ #บุคคลสำคัญ #ไฟฟ้ากระแส #กระแสไฟฟ้า #ความต้านทาน #ความต่างศักย์ #โอห์ม #สสวท

19/02/2026

https://www.facebook.com/share/p/1CCpx5bY5M/?mibextid=wwXIfr

โคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ผู้เสนอแนวคิด “ระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง” ล้มล้างความเชื่อเก่านับพันปี
นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) เกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2016 ที่เมืองตูรัน ประเทศโปแลนด์ โคเปอร์นิคัสเป็นนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (อยู่ร่วมยุคเดียวกับเลโอนาร์โด ดา วินชี และการกำเนิดศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์) โคเปอร์นิคัสเป็นผู้เสนอแนวคิดและแบบจำลองที่เรียกว่า “ระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง” ซึ่งหักล้างความเชื่อเดิมที่มีมาหลายพันปีว่า “โลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ และมีดาวดวงอื่น ๆ รวมถึงดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก”
ตั้งแต่สมัยโบราณคนส่วนใหญ่มีความเชื่อตามแนวคิดของปโตเลมี (Ptolemy) ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพโดยมีดาวอื่น ๆ โคจรรอบโลก เรียกว่า ระบบโลกเป็นศูนย์กลาง (geocentric system) จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2086 (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งอาณาจักรอยุธยา) โคเปอร์นิคัสได้เสนอแนวคิดใหม่จากการสังกตและการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางที่มีโลกและดาวเคราะห์อื่น ๆ โคจรโดยรอบ เรียกว่า ระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (heliocentric system) ซึ่งล้มล้างความเชื่อที่เก่าแก่หลายพันปีที่ว่า “โลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ และมีดาวดวงอื่น ๆ รวมถึงดวงอาทิตย์โคจรรอบ”
ก่อนหน้าที่โคเปอร์นิคัสจะเสียชีวิตไปไม่นาน หนังสือของเขาที่ชื่อว่า “De revolutionibus orbium coelestium” หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า “On the Revolutions of Heavenly Spheres” ได้ถูกตีพิมพ์ออกมา และมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นตามมา นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์โลก
หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบสุริยจักรวาลที่โคเปอร์นิคัสค้นพบ โดยสามารถสรุปเป็นทฤษฎี 3 ข้อ ดังนี้
อ่านต่อ https://www.ipst.ac.th/knowledge/58432/20240219-copernicus.html
#โคเปอร์นิคัส #ระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง #ปฏิวัติวิทยาศาสตร์ #ดาราศาสตร์ #ระบบสุริยะ #นักดาราศาสตร์ #ประวัติศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #เทคโนโลยี #การศึกษา #เรียนรู้วิทยาศาสตร์ #โลกและจักรวาล #แรงบันดาลใจด้านวิทย์ #สสวท

15/02/2026

https://www.facebook.com/share/p/1CXS3MLLCu/?mibextid=wwXIfr

🔭 15 กุมภาพันธ์ วันคล้ายวันเกิด “กาลิเลโอ กาลิเลอิ” ชายผู้เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์มองจักรวาลไปตลอดกาล
กว่า 400 ปีก่อน กาลิเลโอ กาลิเลอิ คือผู้ที่ใช้ “การสังเกต การทดลอง และหลักฐาน” ท้าทายความเชื่อเดิมของโลก จากการพัฒนากล้องโทรทรรศน์สู่การค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี จุดมืดบนดวงอาทิตย์ และพื้นผิวดวงจันทร์ที่ไม่เรียบ ไปจนถึงการอธิบายการตกอย่างอิสระของวัตถุ และการยืนหยัดสนับสนุนแนวคิดว่า "ดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของระบบสุริยะ"
กาลิเลโอไม่เพียงเปิดประตูสู่โลกของดาราศาสตร์ยุคใหม่ แต่ยังวางรากฐาน “วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์” ที่โลกใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ในวันคล้ายวันเกิดของกาลิเลโอ แอดมินอยากชวนย้อนมองว่า... ความกล้าในการตั้งคำถาม อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็เป็นได้ 🌌
#กาลิเลโอ #วันคล้ายวันเกิด #บุคคลสำคัญทางวิทยาศาสตร์ #ดาราศาสตร์ #วิทยาศาสตร์เปลี่ยนโลก #สสวท

02/02/2026

เกิดการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ในระดับ X8.1 และ X2.9 แต่ไม่กระทบโดยตรงกับประเทศไทย

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 เวลา 06:44 น. และ 07:42 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ได้เกิดการปะทุครั้งใหม่บนดวงอาทิตย์ เป็นการลุกจ้าในระดับ X8.1 และ X2.9 จากบริเวณจุดบนดวงอาทิตย์ AR4366 ที่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะหันจุดดังกล่าวเข้าหาโลก เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดสภาวะคลื่นวิทยุขาดหายชั่วคราวในระดับ R3 บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นฝั่งโลกหันเข้าหาดวงอาทิตย์ในขณะที่เกิดการปะทุ ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

อ่านเพิ่มเติมเรื่องระดับความรุนแรงของการลุกจ้าได้ที่ :
https://www.facebook.com/NARITpage/posts/pfbid0ArScgNAx5ZxFQn5nA6QcKbqQuD7tCb2z1QiitKfTK5K1Y1SLEDeUMqhyinbAr9ial

ภาวะสัญญาณคลื่นวิทยุที่ขาดหายชั่วคราวครั้งนี้เกิดขึ้นในระดับ R3 เป็นผลจากรังสีอันเข้มข้นที่แผ่จากมาการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ที่เดินทางมาถึงโลก และทำให้อนุภาคแก๊สในบรรยากาศชั้นบนของโลกแตกตัวเป็นประจุไฟฟ้ามากขึ้น อนุภาคแก๊สมีประจุส่วนนี้ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่สัญญาณคลื่นวิทยุย่านความถี่สูงที่ใช้ในการสื่อสารคมนาคม และย่านความถี่ต่ำที่ใช้ในระบบนำทาง สามารถเดินทางผ่านได้ยากขึ้น เนื่องจากคลื่นวิทยุจะชนเข้ากับอิเล็กตรอนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนสูญเสียพลังงานไป ทำให้สัญญาณอ่อนลงหรือถูกดูดกลืนไปทั้งหมด

[ ระดับความรุนแรงของสภาวะคลื่นวิทยุขาดหายชั่วคราว ]

ทางองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) มีมาตรวัดระดับของภาวะสัญญาณคลื่นวิทยุขาดหายชั่วคราวในบริเวณฝั่งของโลกที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ แบ่งเป็น R1 จนถึง R5 สัมพันธ์ตามระดับความรุนแรงของการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์

- R1 (ระดับเบาบาง (Minor)) : คู่กับการลุกจ้าตั้งแต่ระดับ M1
สัญญาณคลื่นวิทยุถูกรบกวนจนอ่อนลงหรือขาดหายเล็กน้อยบางช่วง

- R2 (ระดับปานกลาง (Moderate)) : คู่กับการลุกจ้าตั้งแต่ระดับ M5
สัญญาณคลื่นวิทยุขาดหายในขอบเขตจำกัด และขาดหายนานในระดับหลักสิบนาที

- R3 (ระดับเข้มข้น (Strong)) : คู่กับการลุกจ้าตั้งแต่ระดับ X1
สัญญาณคลื่นวิทยุขาดหายเป็นวงกว้าง และขาดหายนานในระดับ 1 ชั่วโมง

- R4 (ระดับรุนแรง (Severe)) : คู่กับการลุกจ้าตั้งแต่ระดับ X10
สัญญาณคลื่นวิทยุขาดหายครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝั่งที่โลกหันเข้าหาดวงอาทิตย์ และขาดหายนานในระดับ 1 - 2 ชั่วโมง

- R5 (ระดับรุนแรงมาก (Extreme)) : คู่กับการลุกจ้าตั้งแต่ระดับ X20
สัญญาณคลื่นวิทยุขาดหายครอบคลุมฝั่งที่โลกหันเข้าหาดวงอาทิตย์ทั้งหมด และขาดหายนานในระดับหลายชั่วโมง

การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์เป็นหนึ่งในกิจกรรมทางธรรมชาติบนดวงอาทิตย์ ที่การปะทุต่าง ๆ และจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) จะเกิดขึ้นมากน้อยสลับวนกันเป็นวัฏจักรสุริยะ (Solar cycle) ครบรอบทุก ๆ ประมาณ 11 ปี โดยดวงอาทิตย์เพิ่งผ่านช่วง Solar maximum ที่มีจุดบนดวงอาทิตย์ปรากฏมากสุดในรอบวัฏจักร เมื่อปี ค.ศ. 2024 ซึ่งขณะนี้ถือว่าเพิ่งผ่านช่วง Solar maximum มาได้ไม่นาน และจะเข้าสู่ Solar minimum ในช่วงปี 2030 เป็นต้นไป

แปลและเรียบเรียง:
พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

ที่มาของข่าว :
[1] https://earthsky.org/sun/sun-news-activity-solar-flare-cme-aurora-updates/
[2] https://www.swpc.noaa.gov/news/x81-strong-flare-region-4366
[3] https://www.swpc.noaa.gov/phenomena/solar-flares-radio-blackouts
[4] https://spaceweather.sansa.org.za/space-weather-information/definitions/noaa-scales

#ข่าวดาราศาสตร์ #ดวงอาทิตย์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Phitsanulok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Phitsanulok
65120