Drive World
18/06/2026
เริ่มต้น 529,900 บาท MG Urban ฉายา " น้องม่วง"🤩
กับราคาเปิดมาประมาณนี้ คุ้มหรือไม่คุณเป็นผู้ตัดสินครับ🧐
ถ้าเทียบว่านี่เป็นรถไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง...ขนาดมิติไม่ได้หนีจาก MG4 เดิม และด้วยระยะต่อการชาร์จก็ไม่ได้น่าเกลียดที่จะนำออกเดินทางไกล...
MG Urban ขุมพลังไฟฟ้าล้วนรุ่นนี้ ก็ถือเป็น "รถยนต์ไฟฟ้าราคาย่อมเยาว์ที่อัดแน่นมากับเทคโนโลยีที่ครบครัน" คันนึงเลยครับ👌🏻
[Spec คร่าวๆ👀]
รุ่นย่อย Standard ขนาดแบต 42.8 kWh | 435 กิโลเมตร/NEDC
รุ่นย่อย MAX & ULTRA ขนาดแบต 53.9 kWh | 530 กิโลเมตร/NEDC
รุ่นย่อย Standard รองรับการชาร์จ DC : 82 kW | AC : 6.6 kW
รุ่นย่อย MAX & ULTRA รองรับการชาร์จ DC : 88 kW | AC : 6.6 kW
รุ่นย่อย Standard ความแรง 150 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร
รุ่นย่อย MAX & ULTRA 8วามแรง 160 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร
(ทั้งหมดส่งกำลังที่ล้อคู่หน้า)
[ราคาทุกรุ่นย่อย]💵
Standard FWD 42.8 kWh : 529,900 บาท
MAX FWD 53.9 kWh : 599,900 บาท
ULTRA FWD 53.9 kWh : 709,900 บาท
(*ราคาพิเศษตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2026 หลังจากนั้นจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 579,900 / 649,000 และ 749,000 บาท)
รับชมรีวิวเปรียบเทียบ MG Urban และ MG4 กับเจาะลึกสเปคคร่าวๆได้ที่ลิ้งก์ใต้คอมเมนต์ครับ
08/06/2026
รถไฟฟ้ายุโรปชาร์จไว วิ่งไกล 800V ไม่ข้าม 2 ล้านกลางมีอยู่จริง🫨
กับ Mercedes-Benz CLA250+ with EQ Technology🔋
ทุกวันนี้ตลาดรถยุโรปเริ่มขยับตัวแล้วนะครับ และที่เห็นได้ชัดสุด ณ ปัจจุบันคือรถไฟฟ้าจากทาง Mercedes-Benz... ที่ค่าตัวของ CLA250+ เปิดราคาอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ.2569 อยู่ที่ 2,290,000 บาท...
หากเทียบกับสถานะของรุ่น เขามาแทน A200 เดิมที่เคยขายครับ และแน่นอนว่า การมาแทนในรอบนี้ อัด ยัด จัดเต็มในทุกส่วน🧐
ไม่ว่าจะกับแรงม้า 272 ตัว 0-100 kph. ภายใน 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุดกว่า 210 kph.
ขับเคลื่อนล้อหลัง มีสองเกียร์
ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งไปได้ 792 km.(WLTP) และวิ่งจริงเราทดสอบเฉลี่ยได้ตั้งแต่ 550-730 km.
เรื่องออปชั่นก็อัดยัดมาแน่นเกินหน้าเกินตา C Class ด้วยซ้ำครับ อะไรที่ว่าเมื่อก่อนกั๊ก เช่น กล้องรอบคัน.. Adaptive Cruise Control.. Blind spot assist รอบนี้มาหมดครับ (ขาดแค่ลำโพง Burmester และ Head-up display เท่านั้น)
การขับขี่มาในแนวรถเล็กของเบนซ์ที่เคยทำมาครับ แน่นๆเฟิร์มๆติดตึง แต่ค่อนไปในทางนุ่มตามเอกลักษณ์ของค่าย พวงมาลัยเน้นจูนให้ใช้งานง่ายในเมื่อง และรู้สึกผ่อนคลายเวลาเดินทางไกลมี หน่วงกลางกำลังพอดี
การเก็บเสียงส่วนตัวผมว่าไม่ได้หนีกับ A200 มาก เก็บเสียงท่อนล่างดีขึ้น ส่วนท่อนบนเสียงลมในความเร็ว 100 kph+ ส่วนตัวมองว่ากลางๆครับ🤷🏻
แล้วกับการที่ระบบ DC รองรับได้ถึง 320 kW จาก 10%-80% ใช้เวลาเพียง 20 นาที มันทำให้การเดินทางไกลเราเสียเวลากับการเติมพลังงานน้อยลงครับ และหลังจากนี้รถยนต์ไฟฟ้าบนท้องตลาดประเทศไทยในราคามากกว่าล้านกลางก็จะทะยอยเปลี่ยนจาก 400V เป็น 800V กันเยอะขึ้น... ผมว่ากับการใช้ชีวิตเดินทางไกลบนรถยนต์ไฟฟ้าก็จะไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมานั่งคิดมากกันอีกต่อไปครับ👌🏻
Mercedes-Benz Thailand
07/06/2026
"ถ้าคุณกล้าแข่ง... อีซูซุก็กล้าขาย" นี่เป็นแนวคิดที่สะท้อนตัวตนของโปรเจกต์นี้ได้ดีที่สุดครับ
ทุกวันนี้ค่ายรถหลายแบรนด์ก็จัดรายการแข่งขันของตัวเองกันเยอะขึ้น แต่ถ้าจะทำออกมาแบบธรรมดาๆ ก็คงไม่มีอะไรให้คนจดจำ
อีซูซุเลยเลือกทำในสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น ด้วยการร่วมมือกับทีมวิศวกรไทยจาก TERA Engineering พัฒนารถแข่งขึ้นมาจากพื้นฐานของรถกระบะ ISUZU D-Max รุ่น Spacecab 2.2 Ddi MAXFORCE ที่เราเห็นวิ่งกันอยู่ทุกวัน โดยปรับเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และบอดี้พาร์ทต่าง ๆ จนออกมาเป็นรถแข่งจากโรงงานที่ทั้งสวย ทั้งแรง และพร้อมลงสนามจริง
สิ่งที่ทำให้ผมเซอร์ไพรส์ไม่น้อยคือ รถแข่งเหล่านี้ใช้พื้นฐานจากเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์ธรรมดา ที่ถูกปรับแต่งจนมีกำลังสูงสุดถึง 285 แรงม้า และแรงบิด 507 นิวตัน-เมตร ตัวเลขแบบนี้บอกได้ชัดเลยว่า อีซูซุไม่ได้ทำรายการนี้ขึ้นมาเพื่อความสนุกอย่างเดียว แต่ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความแข็งแกร่ง และความทนทานของเทคโนโลยีที่พวกเขาพัฒนามาจริง ๆ
และนี่ก็คือที่มาของรายการ "ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026"
รายการแข่งขันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ด้านสมรรถนะของรถปิกอัพอีซูซุ พร้อมเปิดโอกาสให้นักแข่งได้มาพิสูจน์ฝีมือกันบนสนามแข่ง ภายใต้มาตรฐานรถแข่งเดียวกัน
สำหรับฤดูกาล 2026 จะมีการแข่งขันทั้งหมด 3 สนาม รวม 7 เรซ แบ่งเป็น 2 รุ่น คือ PRO และ Amateur มีรถแข่งเข้าร่วมทั้งสิ้น 15 คันตลอดฤดูกาล เพื่อให้นักแข่งทั้งมืออาชีพและนักแข่งหน้าใหม่ได้มีพื้นที่แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัลรวมกว่า 541,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลทั้งรายสนามและคะแนนสะสมประจำฤดูกาลอีกด้วย
📍 ตารางการแข่งขัน
🏁 สนามแรก 6 - 7 มิถุนายน 2569 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์
🏁 สนามที่สอง 14 - 16 สิงหาคม 2569 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์
🏁 สนามสุดท้าย 14 - 18 ตุลาคม 2569 สนาม PT Songkhla Grand Prix จ.สงขลา
ส่วนตัวผมชอบแนวคิดของรายการนี้นะครับ เพราะมันไม่ใช่แค่การเอารถมาแข่งกันเฉย ๆ แต่เป็นการนำรถกระบะที่คนไทยคุ้นเคย มาพิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าพัฒนาอย่างจริงจัง รถใช้งานก็สามารถกลายเป็นรถแข่งที่วิ่งในสนามได้อย่างเต็มภาคภูมิ สำหรับวันนี้ผมซัน DriveWorld สวัสดีครับ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
ที่อยู่
114/144 หมู่ที่ 3 ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี
Bangkok