My Freedom is Wealth

My Freedom is Wealth

แชร์

29/01/2023

“Economic Moat” แนวคิดป้อมปราการธุรกิจ ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ /โดย ลงทุนแมน
ความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้นเติบโต และประสบความสำเร็จ

ซึ่ง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนชื่อดังของโลก ได้กล่าวถึงความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจว่า ต้องดูกันที่ธุรกิจมี “Economic Moat” หรือ “คูเมืองทางเศรษฐกิจ” แข็งแกร่งหรือไม่

แล้ว Economic Moat คืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
StockRadars Day 2023 ติดเรดาร์การลงทุน หาหุ้นสร้างโอกาสในวิกฤต รับฟังวิธีคิด ประสบการณ์จริงจากนักลงทุนตัวจริงระดับประเทศ ซื้อบัตรได้ที่ https://shop.radarspoint.com/?item=SREV0010200&pbid=REF_LTMContent
╚═══════════╝
Economic Moat เปรียบเหมือนปราการที่เป็นคูน้ำล้อมรอบปราสาท ทำหน้าที่ป้องกันปราสาท จากการบุกรุกของศัตรู เหมือนกับสิ่งที่ปกป้องธุรกิจจากคู่แข่ง ให้เข้ามาแข่งขันด้วยยาก

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมาดูตัวอย่างของ Economic Moat ของธุรกิจกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ความได้เปรียบด้านต้นทุน (Cost Advantage)

ธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง เกิดมาจากหลายปัจจัย อย่างเช่น

- มีอำนาจต่อรองกับซัปพลายเออร์
- มีธุรกิจอยู่ในต้นน้ำและปลายน้ำของอุตสาหกรรม
- มีประสิทธิภาพในการผลิตที่เหนือกว่าคู่แข่ง

ซึ่งหากมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุน ก็จะทำให้ธุรกิจมีอัตรากำไรสูงกว่าคู่แข่ง หรือหากมีสงครามราคาในอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ธุรกิจก็ยังมีความได้เปรียบ โดยสามารถลดราคาลงมาสู้กับคู่แข่งได้อีกด้วย

2. ความได้เปรียบด้านขนาด (Size Advantage)

ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่จะมีความได้เปรียบ ด้านการประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale หมายความว่า เมื่อธุรกิจผลิตสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วย ต่ำกว่าคู่แข่ง

สมมติว่า ถ้าเราทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และมีงบค่าโฆษณาต่อปี 10,000,000 บาท

หากร้านสะดวกซื้อมีจำนวน 100 สาขา หมายความว่า ค่าโฆษณาต่อสาขาจะเท่ากับ 100,000 บาท
แต่ถ้าร้านสะดวกซื้อมีจำนวน 1,000 สาขา หมายความว่า ค่าโฆษณาต่อสาขาจะเท่ากับ 10,000 บาทเท่านั้นเอง

3. ความได้เปรียบด้านสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Advantage)

หลายครั้งความได้เปรียบทางธุรกิจก็อาจมาจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อย่างเช่น

- สิทธิบัตร และใบอนุญาตต่าง ๆ
- ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้า
- ความสามารถของผู้บริหารและพนักงาน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คงต้องนึกถึง Louis Vuitton ที่มีการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ได้อย่างยอดเยี่ยม จนเป็นแบรนด์หรูแบรนด์แรก ๆ ที่ผู้บริโภคนึกถึง

4. ต้นทุนของผู้บริโภคในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าและบริการอื่นมีสูง (High Switching Costs)

การที่ผู้บริโภคมีต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งสูง ทำให้ผู้บริโภคไม่อยากเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น ซึ่งอาจเกิดจาก

- รู้สึกว่าการดำเนินการยุ่งยาก
- ไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมที่คุ้นเคยอยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันสื่อสารและโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก และไลน์ ที่มีคนจำนวนมากใช้งาน จนเกิดเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Network Effect” จนทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่เปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันอื่น ๆ

หรืออย่างกรณีของ Microsoft Office ก็ถือว่ามี Switching Cost ที่สูง เพราะคนส่วนมากมักใช้โปรแกรมนี้ในการทำงาน
ดังนั้น การที่จะย้ายไปใช้โปรแกรมอื่น ก็อาจทำให้ประสบกับความยุ่งยากในการทำงานเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว หากเรากำลังมองหาธุรกิจที่จะลงทุน ก็ควรตรวจสอบว่า ธุรกิจนั้นมี Economic Moat เป็นอย่างไรบ้าง

ซึ่งหากธุรกิจนั้นไม่มี Economic Moat ก็คงยากที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว..
╔═══════════╗
🔥โค้งสุดท้ายก่อนงาน "StockRadars Day 2023 ติดเรดาร์การลงทุน หาหุ้นสร้างโอกาสในวิกฤต"

🚩 เตรียมตัวให้พร้อม และมาร่วมค้นหาคำตอบพร้อมคว้าโอกาสในการลงทุนไปด้วยกัน รับฟังวิธีคิด ประสบการณ์จริงจากนักลงทุนตัวจริงระดับประเทศ

📌 วันเสาร์ที่ 4 ก.พ. 2023
โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย สยามพารากอน
ลงทะเบียนรับบัตรที่นั่ง 10.00 น. เป็นต้นไป
งานเริ่ม 13.00 - 17.00 น.

ด่วน! บัตรมีจำนวนจำกัด > https://shop.radarspoint.com/?item=SREV0010200&pbid=REF_LTMContent


╚═══════════╝
References
-https://www.investopedia.com/ask/answers/05/economicmoat.asp
-https://www.morningstar.com/invglossary/economic_moat.aspx
-https://www.wallstreetprep.com/knowledge/economic-moat/

08/12/2022

ขอบคุณมากครับ
เครดิต : เพจ Thai Finlit

📍สรุปสิ่งที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร บรรยายในหลักสูตรอบรมการลงทุนเน้นคุณค่ารุ่นที่ 18 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2565
🧐 เรื่องหลักๆ ที่ ดร. กล่าวคือ
1. เรื่องยีนมนุษย์ที่มีโอกาสทำให้เกิด Megatrend
2. การเลือกอุตสากรรมในการลงทุน และวิธีการหาผู้ชนะ
3. เสาหลักที่ต้องศึกษาเพื่อการลงทุน

📍- ดร. เล่าว่าเรื่องที่ ดร.กำลังสนใจอ่านตอนนี้คือ "ประวัติศาสตร์ ยีนมนุษย์ และสังคม" ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนจะถามว่าศึกษาไปทำไม ดร. มองว่าทุกเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับคน และจริงๆ มันเป็นเรื่องเดียวกันหมด อะไรจะเกิด เราต้องอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าอธิบายได้ เราก็จะเข้าใจการลงทุนในหุ้น
- ดร. เชื่อว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องยีนมนุษย์ เราจะเข้าใจเรื่อง “จิตวิทยาการลงทุน” และยีนมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้สถานการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยน
ยกตัวอย่าง คนเจอเสือก็ต้องตกใจ วิ่งทันที ถ้ามัวแต่คิดมากเกินไปว่าจะเอาชนะเสืออย่างไร ก็มีโอกาสเสียชีวิต เหมือนเวลาหุ้นตกหรือมีวิกฤต คนก็จะไม่ทันคิด และต้องเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณก่อน หลายครั้งอย่าทำตามยีน คนอื่น panic เราอย่าไป panic ให้ทำตรงกันข้ามกับยีน ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย แล้วเราจะได้ไม่เหมือนคนอื่น

📍การเลือกอุตสาหกรรมที่ลงทุน คือ เลือกอุตสาหกรรมที่ ”เพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอด” ของมนุษย์ได้ เพราะมีโอกาสทำให้เกิด megatrend
ยกตัวอย่างธุรกิจเช่น รถไฟ ประโยชน์คือช่วยเพิ่มโอกาสการเดินทาง/สื่อสาร ลองสังเกตดูเวลามีเรื่องการสื่อสารรุ่นใหม่ๆ มา มี Megatrend มาตลอด
(เปรียบกับเรื่องยีน มนุษย์จะเอาตัวรอดได้ดีจากการรวมกลุ่ม พลังหมู่ การเข้าสังคม มนุษย์ที่ไม่ชอบเข้าสังคมจะตายหายจากไป ดังนั้น ยีนที่หลงเหลืออยู่ต่อๆ มาคือยีนที่เก่งการสื่อสาร ยีนต้องการเพื่อน ยีนที่ต้องการการยอมรับ)

แล้วในเมื่อ ยีนเหมือนกันหมด สิ่งที่ทำให้เราเกิดความแตกต่างคืออะไร?

คำตอบคือ “รายได้” เพราะเป็นตัวบอกว่าคุณสามารถใช้บริการอะไร สินค้าอะไร ท่องเที่ยวไปไหนมาไหนได้หรือไม่ หรือซื้อของแพงได้มั้ย และรายได้ก็มีความสามารถในการเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง รายได้เพิ่มเร็ว ก็มีการใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นต้นตอในการเกิด Megatrend นั่นก็คือ อุตสาหกรรมที่โตต่อเนื่อง/ยาวนาน/ราคาไม่แพง/sustain ถ้าเจอธุรกิจไหนเป็นแบบนี้ ก็เป็น superstock

เมื่อก่อนเราอาจเห็นว่าหุ้นโรงพยาบาล หุ้นห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือมีราคาแพง เมื่อคนมีรายได้เพิ่ม โรงพยาบาลก็ต้องมีเพิ่ม คนก็ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น
ดร.ซื้อหุ้นโรงพยาบาลเอกชนในเวียดนาม ซึ่งเวียดนามโตเร็วมาก ถึงตอนนี้ตกมา ก็กำลังจะซื้อเพิ่ม

ทั้งนี้ การเป็น megatrend ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป เพราะมันต้องมี super หรือผู้ชนะ เมื่อมีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้ (เปรียบกับเรื่องยีน คนเราก็แข่งกันมาตั้งแต่ยังเป็น s***m โอกาสชนะก็มีเพียงหนึ่งเดียว)

📍วิธีการหาผู้ชนะ
ทุกครั้งที่วิเคราะห์ ต้องคิดถึงการวิเคราะห์การแข่งขันเสมอ
1. คู่แข่งเป็นใคร เป็นอย่างไร
2. ธุรกิจนี้อยู่ใน industry อะไร โตมาอย่างไร ต้องอธิบาย Foundation ได้
3. ผู้ชนะจะเป็นคนที่มีความได้เปรียบ ได้เปรียบอย่างไร
อะไรคือปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ในธุรกิจ ถ้ามีปัจจัยในการต้อสู้ที่ดีกว่า (และถ้าไม่เกิดอะไร) มีโอกาสชนะสูงกว่า

ดร.บอกว่าชีวิต ดร. แพ้มาตลอดจนมาเข้าตลาดหุ้น เมื่อก่อนมี 3 ปัจจัยในการต่อสู้ในตลาดหุ้นของ ดร. คือ “สมอง อารมณ์ วินัย” เหมือนคนส่วนใหญ่

แต่ตอนนี้ต้องมีอีกปัจจัย คือ ต้องเป็นเบอร์หนึ่ง เราต้องเป็นคนรู้เกมส์ก่อน

📍เสาหลักที่ต้องศึกษาเพื่อการลงทุน
🔸เสาหลักแรก: ทฤษฎีการเงินและการลงทุน และ Behavior Finance พฤติกรรมมีส่วนในการลงทุน
ดร. กล่าวถึง Efficient Market Hypothesis คือเป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพสูง ราคาเหมาะสมของหุ้นทุกตัวคือราคาตลาด จึงไม่มีใครสามารถซื้อหุ้นถูกแล้วขายแพงได้ หรือมีก็มีแต่ระยะสั้นๆเท่านั้น หรือชนะบางครั้ง แพ้บางครั้งเท่านั้น แม้จะมีข้อมูลภายในก็ไม่สามารถชนะตลาดได้ ตลาดคือคนที่เก่งที่สุด ซึ่ง contradict กับเรื่องทั่วไปว่าถ้าทำดี เรียนรู้มากก็ชนะ เหมือนหมอผ่าตัด ยิ่งทำยิ่งเก่ง

ทั้งนี้ คนที่นักวิชาการยอมรับว่าเอาชนะตลาดได้จริงโดยคิดรวมความเสี่ยงแล้วคือ Warren Buffett ถือยาวววววววว ไม่ขาย ไม่ต้องถือจำนวนหุ้นมาก และเสริมว่าถ้าเราต้องแข่งกับพวกผู้บริหารกองทุนเก่งๆ เราจะชนะอย่างไร

นักเก็งกำไรที่ ดร.พูดถึงคือ Cathie Wood และ Jessy Livermore เผื่อใครอยากไปหาอ่านเพิ่มเติม

ประเทศที่เจริญแล้ว ผลตอบแทนประมาณ 10% ถือว่าสุดยอด ในไทยประมาณปี 2555-ปัจจุบัน ผลตอบแทนประมาณ 5-8% โดยการคิดผลตอบแทนต้องคิดผลตอบแทนแบบทบต้นด้วย และพึงระลึกว่า High Rick, High Return

🔸เสาหลักที่สอง: ประวัติศาสตร์
การศึกษาประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจอเมริกาเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นประเทศที่มีข้อมูลข่าวสารพร้อม การศึกษาประวัติศาสตร์จะบอกได้ว่าประเทศมี development มาอย่างไรในแต่ละช่วง ทุกช่วงมีขึ้นมีลง มีช่วงดี มีช่วงร้าย บางช่วงหุ้น growth ดี บางช่วงหุ้น value ดี หุ้นบางตัวนิ่งมา 10 ปี พอผ่านไปอีกยุคถึงจะขึ้น รวมทั้งมีปัจจัยอะไรที่ประเทศจะสู้กับโลกได้ เช่น หากดูประเทศเวียดนาม ดูค่าแรง คุณภาพของคน การศึกษา ฯลฯ

🔸เสาหลักที่สาม: จิตวิทยา
เราต้องเข้าใจ ไม่งั้นเราจะเป็นเหยื่อหรือเราจะเสียหาย ให้ลองศึกษาจิตวิทยาของคนหมู่มาก

🔸เสาหลักที่สี่: การเข้าใจธุรกิจ+บริษัท+การแข่งขัน
ไม่ว่าจะเป็น Marketing / Finance / Operation / Competitive Advantage ใครมียิ่งยั่งยืน ไม่ใช่มีแค่ช่วงใดช่วงหนึ่ง แบบดีเฉพาะช่วงโควิด หรือ ทำไมคนถึงติด brand นี้ / Competitors มีใครบ้าง อะไรคือปัจจัยในการต่อสู้ธุรกิจนี้ เช่น
Walmart เป็นบริษัทใหญ่ มี economy of scale
บริษัทกลุ่ม Digital มี networking effect แบบ Line ที่คนไทยเล่นทั้งประเทศ

การเทรนคนเพื่อเข้ามา ”ทำ” ธุรกิจ จะแตกต่างจากการเทรนคนเพื่อ “ดูหรือเลือก” ธุรกิจ ต้องแยกกัน
การดูหรือเลือกธุรกิจเราต้องมีข้อมูลเยอะ และต้องหมั่นศึกษา
ในตลาดมีทั้งผู้เล่นเก่าและใหม่ เมื่อผู้เล่นใหม่เข้ามาก็ต้องมีพลังมากกว่าผู้เล่นเก่าสองเท่าถึงจะชนะ

เวลาที่ใครพูดอะไรว่าจะทำสิ่งต่างๆ จะชิงตลาด…ต้องรู้จักฟังหูไว้หู อย่าไปเชื่อ story ที่คนอื่นพยายาม convince ดูว่าใครโม้

หุ้นขึ้นตาม Demand and Supply แต่ในระยะยาว “ตามตัวเลขและข้อเท็จจริง” และให้วิเคราะห์จากอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ยีน

ให้เราเข้าใจการทำงานของบริษัทจริงๆ มีความรู้และเข้าใจในเรื่องนั้นๆอย่างรู้จริง มีเหตุผลที่ถูกต้อง

ถ้าศึกษา “เสาหลัก” เหล่านี้นี้ดี เราจะปลอดภัยขึ้น และ ดร. คิดว่าจะดีในระยะยาว

โดยเพจ Thai Finlit
🙏แอดขอสรุปตามความเข้าใจของแอดนะคะ ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้
😍 แอดดีใจมากที่ได้มีโอกาสเจอ ดร. ตัวเป็นๆ และอยากเก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไว้เป็นที่ระลึก และแบ่งปันสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกูรูที่เคารพค่า
🙏ขอบคุณโครงการดีๆจาก สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) มากๆ และแนะนำมากๆค่า แต่ต้องใช้โชคในการสมัครเพราะเต็มความไวระดับวินาที ✌️

#ดรนิเวศน์ #นักลงทุน #ยีนมนุษย์ #การลงทุน #หุ้น #เวียดนาม

Photos from Pi Securities's post 26/11/2022
Photos 06/07/2022

เงินสด อาหารของเงินเฟ้อ
มีทางเดียว ย้ายเงินสด ไปอยู่ที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ไม่งั้น เงินสด จะด้อยค่าไปทุกๆปีด้วย เงินเฟ้อ ตัวร้ายของเงินในกระเป๋า ที่ไม่มีตัวตน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nakhon Ratchasima?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


999/206 ลากูน่าวิลล์2 หมู่ 3 ซอย. 1 ต. ตลาด อ. เมือง
Nakhon Ratchasima