Mathematics Teacher Professional Development
01/05/2022
📌ลูก 12 ก็จะมีความคิดความอ่าน อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความสามารถ แบบเด็ก 12
📌ลูก 15 ก็จะมีความคิดความอ่าน อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความสามารถ แบบเด็ก 15
📌ลูก 18 ก็จะมีความคิดความอ่าน อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความสามารถ แบบเด็ก 18
#ลูกเราโตขึ้นทุกวัน ลูกไม่เหมือนเดิม ความต้องการ สมอง ร่างกาย และความคิดความอ่านเปลี่ยนไปทุกวันที่เค้าตื่นขึ้นมา
#ให้ความคิดเรามันโตไปพร้อมกับลูก ตามให้ทัน เปลี่ยนตัวเองให้ทัน เปลี่ยนการเลี้ยงดู เพราะลูกไม่ได้เป็นเด็กเล็กๆ ตลอดไป
#ปล่อยให้ลูกโต ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำ ได้ลอง ได้ฝึก ได้ล้ม ได้พลาด ได้สะสมประสบการณ์ชีวิตตามวัยของเค้า
และหลายครั้งเค้าก็ทำในสิ่งที่วัยของเค้าเป็น แต่ใจเรายังรับ ยังตามไม่ทัน ไม่คิดว่าลูกเราถึงวัยแล้ว หรือ เราก็ยังบังคับให้ลูกทำอะไรที่มันเลยวัยเค้ามาแล้ว 😅
** อย่าปิดกั้น ปกป้องเค้ามากเกินไป ด้วยเพียงเพราะว่าเราติดกับความรู้สึกว่าเค้ายังเป็นเด็กคนเดิมเหมือนเมื่อวาน จนลืมสังเกตว่าลูกไม่ใช่แล้ว **
และสุดท้ายก็จะมีวันนึงที่เค้าจะบินออกจากบ้าน จากเราไปสู่โลกกว้าง ไปมีเส้นทางชีวิตของเค้าเอง ถ้าเราไม่ปล่อยให้ลูกโตวันนี้ เมื่อวันนั้นมาถึง ลูกก็อาจจะยังไม่พร้อม และคนที่เหนื่อยใจที่สุดก็คงจะเป็นตัวเราเองนะครับ 👶🧒👧👨👨🦱👩
#ดีต่อลูก
05/06/2021
INTERVIEW : 24,051 ล้านบาท คือตัวเลขงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่ถูกตัดไป จากร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 โดยในวันที่ 2 มิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ก็ได้ชี้แจงว่า งบประมาณที่ถูกตัดเป็นส่วนของบุคลากรทางการศึกษา และงบรายหัวของนักเรียน และยืนยันว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา
งบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา งบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา งบเด้กด้อยโอกาส งบเด็กพิการ และงบสื่อสารเรียนรู้ออนไลน์ นี่คือรายชื่องบทั้ง 5 ที่ถูกตัด ท่ามกลางปัญหาการเรียนออนไลน์และการเข้าไม่ถึงทรัพยากรของนักเรียน นี่หรือคือทางออกของรัฐบาลต่อปัญหาเหล่านี้
นักเรียนเลว ชวน อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พูดคุยกันเรื่องการตัดงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ และการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ภายใต้สถานการณ์ COVID-19
Q : ทำไมประชาชนถึงต้องสนใจเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล?
A : เพราะว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลคือการบอกว่า เขาจะเอาเงินภาษีของเราไปให้ความสำคัญกับเรื่องไหนบ้าง เรื่องไหนที่จะได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นหรือลดลง เราก็จำเป็นต้องคิดว่า มันควรจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไรดี ถ้าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนหรือคุณครูของเราจะได้รับงบประมาณมากน้อยเพียงใด ทรัพยากรก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้การศึกษามีคุณภาพ ผลจากการวิจัยก็ยังพบว่า ถ้ามีการจัดสรรซื้อทรัพยากรมากขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็จะดีมากขึ้นตามไปด้วย
Q : ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ยังหนักขนาดนี้ อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องใส่ใจเป็นอันดับแรก ๆ คะ?
A : รัฐบาลต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเราสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มของประชาชนทั่วไปที่มีรายได้น้อย กลุ่มที่สองก็คือผู้ประกอบการ ที่อยู่ในสาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบรุนแรง อย่างเช่น สาขาการท่องเที่ยวและร้านอาหาร กลุ่มที่สามก็คือคุณหมอพยาบาล ที่จะต้องดูแลผู้ป่วยผู้ติดเชื้อมากขึ้น รวมถึงอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ที่จะต้องไปทำงานในพื้นที่มากขึ้น ส่วนสุดท้ายก็คือคุณครูและนักเรียน ที่จะต้องทำงานในรูปแบบของการเรียนรู้ที่ยากลำบากขึ้นและมีประสิทธิภาพน้อยลง
Q : รัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือและเยียวยา 4 กลุ่มนี้อย่างไรได้บ้างคะ?
A : ในส่วนของงบประมาณ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ต ที่ควรจะมีให้กับเด็กทุกคน ให้ได้ใช้มากขึ้นและเร็วขึ้น รัฐบาลก็ไม่ได้ใส่เข้าไปในงบ หรือหลังจากที่พ้นช่วงการเรียนออนไลน์ไปแล้ว เราต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียน รัฐบาลก็อาจจะใส่งบคุณครูเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะช่วยทำให้การเรียนรู้ที่ขาดช่วงไปเร่งกลับขึ้นมาได้ แต่รัฐบาลทำตรงข้ามกัน งบประมาณในส่วนนี้กลับได้น้อยลงไปอีก รัฐบาลสามารถนำเงินที่มีอยู่เติมลงไปในงบประมาณเหล่านี้ได้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำ
ในส่วนที่นอกเหนืองบประมาณ รัฐบาลก็อาจจะไปเจรจากับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอินเทอร์เน็ตให้ลดค่าใช้จ่ายลง สำหรับนักเรียน หรือช่วยเหลือด้านการจัดเก็บค่าเทอม ที่รัฐบาลออกข่าวมาว่าให้โรงเรียนพยายามลดค่าเทอม แต่มันก็เป็นการออกข่าวแบบกว้าง ๆ โรงเรียนก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ผู้ปกครองก็สับสนไปด้วย
Q : จากงบประมาณของรัฐบาลล่าสุด เราจะเห็นได้ว่ามีการลดงบในหลาย ๆ ด้าน อาจารย์มองเรื่องนี้ยังไงคะ?
A : งบประมาณโดยภาพรวมลดลงไปประมาณ 5.7% เพราะฉะนั้นเวลาเราทำอะไร เราก็ต้องเอา 5.7% เป็นตัวตั้ง งบประมาณไหนที่ลดลงน้อยกว่า 5.7% พูดโดยเปรียบเทียบก็เหมือนกับเขาได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น อันไหนที่ลดมากกว่า 5.7% ก็จะได้รับความสำคัญน้อยลง อย่างกระทรวงศึกษาที่ลดลงไปประมาณ 24,000 ล้านบาท ก็คือลดลงไป 6.7% ถ้าเราเจาะลงไปว่า 24,000 ล้านบาทนี้ ไปลดส่วนไหนมากที่สุด เกือบ ๆ 60% หรือประมาณ 13,500 ล้านบาทลดลงตรงค่าใช้จ่ายบุคลากร พูดง่าย ๆ ก็คือเขาจะจ้างครูน้อยลง ในขณะที่แผนงานบุคลากรของภาครัฐลดลงไปเพียงนิดเดียว แต่กระทรวงศึกษาธิการโดนลดรายจ่ายบุคลากรไปจำนวนมาก บรรดาครูอัตราจ้างจำนวนหนึ่งก็จะต้องถูกเลิกจ้างไป ซึ่งสวนทางกับที่เราคุยกันว่า หลังจากพ้นช่วงโควิดเขาน่าจะจ้างครูเพิ่มขึ้น
Q : ที่เขาลดงบประมาณด้านบุคลากรทางการศึกษาตรงนี้ อาจารย์พอทราบไหมคะว่าเขาจะใช้ใครมาแทนครู?
A : ก็น่าจะใช้เท่าที่มีครับ สอน ๆ กันไปเท่าที่มี เอาจริง ๆ แล้วงบอัตราจ้างก็เป็นงบที่มีการวิเคราะห์กันแล้วว่าเป็นส่วนที่ขาดแคลน ส่วนใหญ่อัตราจ้างเขาจะจ้างเข้ามาสอนใน 3 วิชาสำคัญ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้บอกว่าวิชาอื่นไม่สำคัญนะ แต่ผมหมายความว่า 3 วิชานี้ยังขาดแคลน เรายังมีงบอีกตัวหนึ่งที่โดนตัดมากกว่า 5.7% นั่นก็คืองบพัฒนาครู ปี 2564 อยู่ที่ 469 ล้านบาท ปี 2565 อยู่ที่ 364 ล้านบาท ตัวเลขอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะลดลงไปกว่า 22% ก็กลายเป็นคำถามว่า นอกจากจำนวนครูจะน้อยลงแล้ว งบที่จะพัฒนาครูก็น้อยลงด้วย และอีกงบหนึ่งที่น่าตกใจก็คือ งบวิจัยและพัฒนาเรื่องการศึกษา ลดลงไปจาก 260.4 ล้านบาท เหลือ 193.4 ล้านบาท มันแปลว่าเรากำลังจะอยู่กับบุคลากรเดิม แล้วก็ตัดบุคลากรบางส่วนที่เคยจ้างออกไป งบที่จะพัฒนาบุคลากรและพัฒนาการศึกษาก็ลดน้อยลงไปอีก
Q : ทำไมรัฐบาลถึงเลือกตัดสินใจแบบนี้ อะไรที่ทำให้เขาเลือกลดงบประมาณพัฒนาบุคลากรหรืองบประมาณการวิจัย?
A : ถ้าพูดตามหลักการแล้ว รัฐจะอธิบายเหตุผลเฉพาะที่ของบในเอกสาร เขาก็จะพูดว่ามันสำคัญอย่างไร แต่ไม่เคยอธิบายเหตุผลที่ตัดงบ เพราะฉะนั้นคำอธิบายที่เป็นทางการจึงไม่มี แต่ถ้าเราดูภาพรวมว่า ทำไมบางอย่างถึงได้รับงบเพิ่มขึ้น เช่น บุคลากรของกระทรวงกลาโหมกลับได้รับงบเพิ่มขึ้น ในขณะที่บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการโดนตัดงบ ผมเลยคิดว่ามันไม่ได้เป็นการพิจารณาตามความสำคัญ แต่เนื่องจากว่าอำนาจต่อรองของข้าราชการที่อยู่ในกระทรวงกลาโหมเยอะกว่า เขาก็เลยไปเอาข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด เช่น เอาครูอัตราจ้างออก ถ้าถามความคิดเห็นผม ผมคิดว่าการตัดงบประมาณในประเทศไทยเป็นเรื่องของอำนาจต่อรองล้วน ๆ
Q : การตัดงบจำนวนมากขนาดนี้ และการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้เป็นไปตามลำดับความสำคัญ มีข้อกังวลหรือผลกระทบอะไรที่เราควรจับตามองไหมคะ?
A : ตอนนี้มันกลายเป็นว่า งบที่เพิ่มขึ้นมาคืองบสวัสดิการข้าราชการ ขึ้นมาเป็น 15% ซึ่งยังไม่รวมเงินเดือนอีก 25% เพราะฉะนั้นถ้าเราปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอำนาจต่อรองของคนที่อยู่ในวงการด้วยกัน ตัวเลขบางตัวจะเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่ได้มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ในขณะที่งบสวัสดิการของประชาชนโดนตัดลง แต่งบสวัสดิการของข้าราชการกลับเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ข้าราชการก็ยังได้เงินเหมือนปกติทุกประการในช่วงโควิดที่ผ่านมา ตัวที่จะเป็นประเด็นคือการแถลงงบประมาณ ต้องเปลี่ยนจากการแถลงเฉพาะงบประมาณที่ขอ เป็นแถลงงบประมาณทั้งหมด ว่าทำไมถึงเปลี่ยนโครงสร้างเป็นแบบนี้ ทำไมงบพัฒนาครูถึงลดลง แล้วครูจะสมบูรณ์ขึ้นเหมือนเดิมได้อย่างไร ทำไมงบวิจัยการศึกษาถึงลดลง ในปีที่เราคาดว่าเราจะใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ
Q : การจัดสรรงบประมาณควรจะเป็นไปยังไงคะ กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้?
A : ในด้านงบประมาณ เขาควรจะแยกหมวดให้ชัดเจนกว่านี้ อย่างเช่น หมวดสวัสดิการของประชาชนควรจะแยกเป็นก้อนนึงเลย แล้วเวลาอธิบายก็บอกเลยว่างบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ตอนนี้รัฐบาลไม่แยกหมวด เช่นเดียวกันกับสวัสดิการข้าราชการ เขาก็กระจาย เราก็ต้องมารวมกันเอง ทีนี้ถ้าเราแยกหมวดให้ชัดเจน ความโปร่งใสมันจะเกิด คำถามมันจะเกิดง่ายขึ้น และตอบคำถามได้ชัดเจนขึ้น
ทางด้านการศึกษา เขาไม่ควรต่อรองงบประมาณตามคำขอ แต่ต้องต่อรองตามผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราจะมีหลักสูตรฐานสมรรถนะ แล้วผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ถ้าคุณใส่เงินน้อยลงในด้านงานวิจัยและการพัฒนาครู แล้วมันจะเกิดผลขึ้นไหม ในปีหน้า เราก็ต้องเอาผลที่เขาสัญญาไว้ปีนี้เป็นตัวตั้ง ว่าผลเกิดขึ้นตามที่สัญญารึเปล่า
Q : เราในฐานะประชาชน นักเรียน หรือครูที่ได้รับผลกระทบจากการจัดสรรงบประมาณของรัฐในครั้งนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะให้รัฐบาลทบทวนงบประมาณคะ?
A : ในวาระที่ 2 เราควรจะถามเลยว่า 13,000 ล้านนี้จะเลิกจ้างใครบ้าง ซึ่งเราสามารถทำได้ผ่านส.ส. เราอาจจะฝากเขาถามว่า งบบุคลากรหายไปยังไง งบวิจัยและพัฒนาที่หายไปยังไง และผลจะออกมาดีได้อย่างไรถ้างบลดลง เราสามารถสอบถามในวาระ 2 ได้ แล้วก็นำข้อมูลนี้มาแผ่ ซึ่งถ้าเกิดว่าคลี่ออกมาดูแล้วไม่โอเค เราก็ไปคว่ำที่วาระ 3 ได้ ปัญหาของวาระ 2 มีอยู่อย่างเดียวก็คือ สมมติเรารู้ว่างบที่ตัดลงมีผลกระทบ เราเพิ่มเองไม่ได้ในวาระ 2 แต่เราต้องรอให้รัฐบาลเป็นคนเพิ่ม
ถ้าถามถึงปีต่อไป ผมคิดว่าแทนที่จะออกพระราชบัญญัติงบประมาณแล้วส่งไปที่สภาเป็นวาระที่ 1 ควรเปิดออกมาให้ประชาชนดูก่อนสัก 1 เดือน แล้วเราก็นั่งทำหน้าที่กันแบบนี้ แล้วส.ส.ค่อยมาพิจารณา ผมว่าแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า
——
#นักเรียนเลว
30/03/2021
Supermoon ช่วยเรือหลุดออกจากคลองสุเอซได้อย่างไร
ช่วงนี้หลายๆ คนน่าจะรู้เรื่องของเรือสินค้า Ever Given ที่ติดคลองสุเอซ ทำเอาการค้าขายและขนส่งทางเรือกว่าค่อนโลกเป็นอัมพาต ด้วยขนาดเรือกว่า 400 เมตรและน้ำหนักกว่า 200,000 ตัน บวกกับความเร็วทำให้เรือนั้นเอาท้องเรือไปติดอยู่กับพื้นทรายที่ตื้นเขิน และทำให้การลากจูงเรือทำได้ยากมาก
แต่เมื่อวานนี้ (29 มีนาคม 2021) หลังจากที่ติดขวางคลองสุเอซอยู่กว่า 6 วัน ในที่สุดเรือก็หลุดออกมาได้เสียที
แต่ทราบไหมว่า เมื่อวานนี้มีอีกปรากฏการณ์เกิดขึ้น นั่นก็คือ "Supermoon" แล้วว่าแต่ว่าสองเหตุการณ์นี้มันเกี่ยวกันยังไง?
Supermoon หรือ Super Fullmoon นั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เหตุการณ์สองอย่างเกี่ยวกับดวงจันทร์เกิดขึ้นพร้อมกันพอดี นั่นก็คือ ดวงจันทร์เต็มดวง กับดวงจันทร์ใกล้โลก
แท้จริงแล้วทั้งดวงจันทร์เต็มดวง และดวงจันทร์ใกล้โลกนั้นเกิดขึ้นอยู่ทุกเดือน เนื่องจากดวงจันทร์เต็มดวงเกิดขึ้นจากการที่ดวงจันทร์ไปอยู่ตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ จึงเกิดขึ้นทุกๆ 29.5 วัน แต่วงโคจรของดวงจันทร์นั้นเป็นวงรี จึงมีระยะห่างใกล้ไกลจากโลกเปลี่ยนไปตามวงโคจร ซึ่งใช้เวลา 27 วัน ด้วยเหตุที่สองคาบนี้ (เรียกว่า คาบ กับ คาบซินอดิก) ไม่เท่ากัน ทำให้สองปรากฏการณ์เกิดขึ้นเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ แต่จะกลับมาประจวบเหมาะกันอีกครั้งประมาณทุกๆ 14 รอบจันทร์เต็มดวง และเมื่อวานนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ทั้งสองเหตุการณ์นี้มาประจวบเหมาะกันพอดี
ปรากฏว่าสองเหตุการณ์นี้นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะมาก กับการพยายามที่จะกู้เรือ Ever Given ออกมาจากคลองสุเอซ ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าดวงจันทร์นั้นมีผลโดยตรงกับน้ำขึ้นน้ำลง และการเกิด Supermoon นั้นเป็นกรณีที่จะช่วยให้เกิดแรงน้ำขึ้นน้ำลงได้สูงที่สุดแล้ว
แรงน้ำขึ้นน้ำลงนั้น เกิดขึ้นจากแรงที่เรียกว่าแรงไทดัล ซึ่งก็มาจากแรงโน้มถ่วงนั่นเอง เนื่องจากแรงโน้มถ่วงนั้นจะเปลี่ยนแปลงตามระยะห่าง พื้นโลกส่วนที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์จะได้รับแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์มากกว่าศูนย์กลางของโลก ของเหลวจึงมักจะถูกดึงโย้ไปกองรวมกันส่วนที่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่า เกิดเป็นน้ำขึ้น ในขณะเดียวกัน ด้านตรงข้ามดวงจันทร์ได้รับแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์น้อยกว่าศูนย์กลางของโลก น้ำในบริเวณตรงข้ามดวงจันทร์จึงเปรียบได้กับการยืนอยู่บนพื้นที่กำลังตกลงด้วยอัตราสูงกว่า จึงมีระดับที่สูงกว่า เป็นเหตุให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงวันละสองรอบ
แต่นอกจากดวงจันทร์แล้ว อีกวัตถุท้องฟ้าหนึ่งที่ส่งแรงไทดัลต่อโลกด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ดวงอาทิตย์ แม้ว่าดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่าดวงจันทร์เป็นอย่างมาก แต่ว่าดวงอาทิตย์นั้นอยู่ไกลกว่าดวงจันทร์มาก แรงไทดัลที่มาจากดวงอาทิตย์จึงอ่อนกว่าจากดวงจันทร์ โดยมีแรงเพียงประมาณ 1 ใน 3
แต่สิ่งที่ทำให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกก็คือ แรงไทดัลจากวัตถุทั้งสองนี้นั้นไม่ได้ออกแรงไปในทิศทางเดียวกันเสมอ เปรียบได้กับเด็กสองคนที่พยายามจะดึงหนังยางไปในคนละทาง เมื่อไหร่ก็ตามที่แรงไทดัลจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เสริมกัน ก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "น้ำเกิด" (spring tide) ซึ่งจะเกิดน้ำขึ้น-น้ำลงได้สูงสุด แต่หากแรงไทดัลทั้งสองนั้นกระทำในทิศตั้งฉากกัน แรงไทดัลก็จะหักล้างกันในบางส่วน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "น้ำตาย" (neap tide) ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำขึ้น-น้ำลงต่างจากค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด
ปรากฏการณ์ "น้ำเกิด" จะเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ อยู่ในทิศทางเดียวกัน หรือตรงข้ามกันพอดี เช่น ในวันเพ็ญที่ดวงจันทร์อยู่ตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์พอดี นอกไปจากนี้ เนื่องจากระยะห่างของดวงจันทร์จากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์เป็นวงรี ดวงจันทร์จะส่งแรงไทดัลต่อโลกได้มากที่สุดเมื่อดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด
ซึ่งทั้งสองเงื่อนไขนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคมพอดี เนื่องมาจากเป็นปรากฏการณ์ supermoon ทำให้ทางทีมงานกู้เรือในคลองสุเอซ พยายามใช้โอกาสที่ระดับน้ำขึ้นลงสูงสุดในช่วงนี้ ในการพยายามกู้เรือเฮือกสุดท้าย
ด้วยระดับน้ำที่ขึ้นสูงกว่า 2 เมตรในช่วงน้ำขึ้นสูงสุด เมื่อคิดจากขนาดเรือ 400x56 เมตร เราจะพบว่าน้ำที่ขึ้นมา 2 เมตรนี้เทียบเท่าได้กับแรงลอยตัวที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 45,000 ตัน พูดง่ายๆ ว่าถ้าหากเราไม่สามารถลากเรือออกมาได้ในช่วงน้ำขึ้นสูงสุดในวัน supermoon แล้ว คงจะไม่มีวันที่จะสามารถลากเรือออกมาได้อีกต่อไป ซึ่งก็คงจะต้องหันไปใช้ทางเลือกอื่น เช่น การยกตู้คอนเทนเนอร์ออกจากเรือ ก่อนที่จะพยายามลากออกไปอีกครั้ง
แต่แล้วในที่สุด เรือ Ever Given ก็สามารถกลับมาลอยลำได้อีกครั้ง และในที่สุดคลองสุเอซก็สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้งหนึ่ง
แน่นอนว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้นั้น ไม่ได้มาจากผลของ supermoon เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการทำงานแก้ปัญหาไม่หยุดหย่อนของทีมงานกู้เรือ ตั้งแต่การขุดลองคลองบริเวณใต้เรือ การขุดดินด้วยรถตักคันจิ๋ว (ที่เรามักจะเอาไปทำเป็นมีมกัน) ไปจนถึงเรือลากจำนวนมากที่คอยผลักดัน
แต่อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ก็คือการที่ทีมงานมีความรู้ความเข้าใจทางด้านดาราศาสตร์เกี่ยวกับ supermoon และน้ำขึ้นน้ำลง นั้น ทำให้ทีมงานมั่นใจได้ว่าเขาสามารถใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ภาพ: © /Associated Press
อ้างอิง/อ่านเพิ่มเติม:
[1] https://www.wsj.com/articles/how-a-supermoon-helped-free-the-giant-container-ship-from-the-suez-canal-11617040923
[2] https://www.msn.com/en-us/news/world/how-a-supermoon-helped-free-the-suez-canal-ship/ar-BB1f5ODl
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Lop Buri