Image Inspiration

Image Inspiration

แชร์

22/05/2026

เรื่องรถ Volvo ไฟไหม้นี่แทบไม่ต้องวิเคราะห์เรื่องแบรนด์อะไรมากเลย... แบรนด์พังยิ่งกว่ารถที่ไฟไหม้อีกค่ะ เรื่องความปลอดภัยนั่นน่าจะขาดความน่าเชื่อถือไปเยอะ แต่เรื่อง Crisis Management นั้นก็ถือว่าเผาแบรนด์ตัวเองโดยไม่ต้องชาร์จเกิน 70% เลยจ้ะ

รถไฟฟ้า Volvo EX30 เกิดเหตุเพลิงไหม้ 2 คัน คันแรกเมื่อต้นปี และล่าสุดเมื่อ 15 พ.ค. เป็นกระแสดัง Volvo Car Thailand ออกแถลงการณ์ฉบับแรกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ซึ่งถือว่าช้า (เกิน 48 ชม.) ในแถลงการณ์ยอมรับว่าเหตุเกิดเพราะแบตเตอรี่ของรถ และจะมีการเปลี่ยนให้ลูกค้าฟรี แต่... มีประโยคเด็ดคือ "จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ามีการชาร์จแบตเตอรี่ในระดับที่สูงเกินกว่า 70% ซึ่งเกินกว่าระดับที่บริษัทฯ ได้แนะนำไว้..." อื้อหืมม์... ก็คือโยนความผิดให้ลูกค้าไปเลยค่ะ
(เพิ่มเติม: จริงๆ ตัดประโยคนี้ออกไปเลยได้ค่ะ เพราะว่าย่อหน้าถัดไปก็ได้มีการแจ้งเตือนว่า "ระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนแบตใหม่ ให้ระวังการชาร์จอย่าให้เกิน 70%" ก็ตอบโจทย์แล้ว โดยที่ไม่โยนความผิดให้ผู้เสียหายค่ะ)

แต่ยังไม่ทันจะเริ่มเปลี่ยนแบตฟรี ก็มีเหตุไฟไหม้รถ Volvo ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ค.อีก รอบนี้เป็นรถรุ่น XC60 Plug-in Hybrid คราวนี้แบรนด์รีบออกหนังสือชี้แจงวันที่ 22 พ.ค. ถือว่าปรับปรุงเรื่องระยะเวลา และรีบตัดฟืนออกจากกองไฟ พยายามหยุดกระแสเรื่องแบตเตอรี่ร้อนทำให้ไฟไหม้ โดยรีบบอกว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแบตเตอรี่ร้อน แต่ๆๆ... มีประโยคเด็ด(อีกแล้ว)ว่า "ได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นจากภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับการสอบถามข้อมูลจากบุคคลในที่เกิดเหตุ" เอ๊า ความน่าเชื่อถืออยู่ที่ใดคะเนี่ย... ที่สรุปมาให้ว่าไม่เกี่ยวกับแบตเตอรี่เนี่ย แค่ดูจากภาพและสอบถามเองเหรอคะ น่าจะแจ้งแค่ว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ จะแจ้งผลเมื่อไหร่ก็ว่าไป

ที่แย่สุดคือ แถลงการณ์นี้แห้งแล้งน้ำใจสุดๆ ไม่มีแม้แต่แสดงความห่วงใยใดๆ เลยค่ะ (ดูจดหมายแถลงการณ์ทั้งสองฉบับเต็มๆ ในคอมเม้นต์นะคะ)

Crisis Management ไม่ใช่แค่การชี้แจงข้อเท็จจริง (fact) อย่างเดียว แต่ต้องบริหารความรู้สึกด้วยค่ะ ทั้งสองเหตุการณ์ ถือว่าได้เผาแบรนด์ไปพร้อมกับรถเลยค่ะ

ปล. Volvo ไม่ได้ใช้สโลแกน ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่ มาตั้งแต่ประมาณปี 1990 ค่ะ (ไม่แน่ใจปีที่ชัดเจน แต่นานแล้วค่ะ) แต่ยังเป็นภาพจำของแบรนด์มาจนทุกวันนี้ แต่ตอนนี้คงจะจำเรื่องอื่นแทนแล้วค่ะ

ภาพประกอบจาก ข่าวสด

Photos from Image Inspiration's post 21/05/2026

คนตัวเล็ก สูงประมาณ 150-155 ซม. ใส่รองเท้าแบบเส้นๆ หนาๆ แล้วจะดูเตี้ยตันไหม??

จริงๆ แล้วความสูงไม่ใช่ประเด็นหลักค่ะ การเลือกรองเท้าให้ดูไ่ม่ตัน ขึ้นอยู่กับ

1. รูปขา และรูปเท้า
คนที่ใส่รองเท้าเส้นหน้า เส้นเยอะๆ เต็มหน้าเท้าแล้วดูไ่ม่ตัน ควรมีรูปขาที่โปร่ง ขาไม่อวบ เท้าบางพอดีๆ ไม่หนาอวบจนแน่น แต่ก็เท้าไม่บางเกินไป (ถ้าเท้าบางเกินไปจะดูหลวมโพรกเกินค่ะ)

2. การแต่งตัว
การแต่งตัวให้ดูไม่ตัน สำหรับรองเท้าที่มีลักษณะเกือบปิด (เส้นหนาเกือบเต็มหน้าเท้า) เสื้อผ้าท่อนล่าง ควรมีพื้นที่ปล่อยโล่งว่าง (space) ระหว่างชายกระโปรงหรือกางเกง ไม่ยาวปิดข้อเท้า เช่น กางเกง 5 ส่วนหรือสั้นกว่า

ทำรูปมาเป็นตัวอย่างนะคะ จะเห็นว่าคนทางซ้ายตัวสูงกว่านิดหน่อย รูปร่างสมส่วน แต่ลักษณะของขาและเท้ามีเนื้ออวบๆ หน่อย ใส่กางเกงแน่นยาวถึงข้อเท้า แทบไม่มีช่องว่างระหว่างกางเกงและรองเท้า ทำให้ดูตัน

แต่คนขวาเตี้ยกว่า รูปร่างสมส่วนเหมือนกัน แต่ขาเรียว เท้าเรียว กางเกงยาวไม่ถึงข้อเท้า มี space เปิดระกว่างชายกางเกง กับรองเท้า ทำให้ดูไม่ตันค่ะ

เป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่ทำให้เกิดความแตกต่างที่เห็นชัดค่ะ

#ภาพลักษณ์ #รองเท้า

Photos from Image Inspiration's post 21/05/2026

ทินีมีงานอดิเรกคือร้องเพลงค่ะ ในบรรดางานร้องเพลงที่เคยไปร่วมร้องด้วย มีงานนึงที่ทำให้ความสุขมากแบบไม่ได้คาดคิด คืองานที่วง SCALER BAND ไปร้องเพลงเล่นดนตรี entertain ให้นักโทษในเรือนจำ... โอ้โห เขาเต้นกันสะบัด หัวเราะกันสนุก และเมื่อถึงเพลงที่ให้กำลังใจ ก็น้ำตาท่วมเรือนจำรวมทั้งนักร้องนักดนตรีค่ะ...

เราอาจเคยรู้สึกไม่ดีตอนได้เห็นในข่าวคดีต่างๆ แต่วันนั้นได้มองนักโทษเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังมีความทุกข์จากการได้รับโทษ และเราไดัทำให้เขาคลายเครียด พ้นทุกข์ในขณะหนึ่ง วันนั้นได้เข้าใจธรรมะที่เคยได้ฟังมาว่า "เมตตากรุณาที่แท้จริงให้ได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนที่สูงกว่าหรือด้อยกว่าเรา ไม่ว่าเป็นคนดีหรือเป็นคนร้ายก็ตาม"

วันนี้ขอชวนชาวเพจร่วมบุญด้วยความเมตตาด้วยกันนะคะ ปีนี้ SCALER BAND จะจัดกิจกรรมนี้อีกครั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 69 ที่เรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยผบ.เรือนจำฯ อนุมัติให้จัดกิจกรรมสันทนาการดนตรีบำบัด เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิตให้แก่ผู้ต้องขัง

เรือนจำที่กบินทร์บุรีเป็นเรือนจำขนาดเล็ก ไม่ได้มีงบประมาณมาก ซึ่งได้ข้อมูลว่าขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในเรือนพยาบาล และของใช้จำเป็นของผู้หญิงต่างๆ ได้แก่

1. ชุดชั้นใน กางเกงชั้นในสตรี และผ้าอนามัย
2. เครื่องผลิตออกซิเจนขนาด 10 ลิตร
3. เครื่องวัดความดัน
4. เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว O2 SAT
5. ถุงมือแพทย์
6. MASK
7. ปรอทวัดไข้
8. ยา PARACETAMOL 500 mg. กระปุกใหญ่
9. ยา CPM 4 mg. กระปุกใหญ่
10. ชุดทำแผล ( ผ้าก๊อซ พลาสเตอร์ สำลี แอลกอฮอล์ เบทาดีน )

ถ้าเพื่อนๆ พี่น้อง สนใจร่วมทำบุญด้วยกัน สามารถส่งของใช้ หรือ บริจาคเป็นเงินเพื่อรวบรวมไปซื้อของในเรือนพยาบาลในเรือนจำที่ขาดแคลนได้ค่ะ

สำหรับสิ่งของสามารถติดต่อส่งไปที่ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด เลขที่ 427/26-27 อาคารไดมอนด์ ทาวเวอร์ ชั้น 2 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
ติดต่อคุณผึ้ง 097-920-8677
(ถ้าสั่งของออนไลน์ ก็ให้ส่งที่อยู่นี้ได้เลย ส่งให้ทันก่อน 28 พ.ค.นะคะ)

สำหรับร่วมสมสบทุนบริจาค สามารถโอนเข้าบัญชีของพี่ใหญ่ @โอภาส ใหญ่ Happy Investor ธนาคารกสิกรไทย บัญชีนายโอภาส ถิรปัญญาเลิศ เพื่อ สาธารณกุศล 013-8-96879-0

(รูปนี้จากกิจกรรมครั้งก่อน ที่เรือนจำธัญญบุรีค่ะ)

10/05/2026

หลายเพจพูดถึงเหตุ เพจนี้ขอพูดถึงผลนะคะ... ในทาง Personal Brand Strategy มองว่าการที่นาย ณภัทร แสดงความชัดเจนในเรื่องคุณแม่ ว่า "ตอนนี้อายุ 30 แล้วมีชีวิตของตัวเอง ต่างคนต่างใช้ชีวิตแล้ว" การเจ็บแต่จบ เพื่อแสดงตัวตน และสร้าง consistency (ความสอดคล้องของแบรนด์) ของตัวเองนั้น คุ้มในระยะยาวค่ะ แม้อาจจะต้องแลกมาด้วยการเสียฐานแฟนคลับบางส่วนก็ตาม

นาย ณภัทร เข้าวงการมาโดยมี branding "น้องนาย ลูกแม่หมู" ติดตัวมาด้วยตั้งแต่แรก แม้ว่าได้พิสูจน์ตัวเองด้วยหน้าตา รูปร่าง ฝีมือการแสดงโดดเด่น และบุคลิกน่ารักอ่อนน้อม ด้อมรักมาก ก็ยังคงความเป็น "น้องนาย ลูกแม่หมู" อยู่ดี... ซึ่งในทาง branding ถือว่ามีความเสี่ยงค่ะ เพราะเหมือนว่าแบรนด์ผูกติดกันมากับความเป็น "ลูกชายของแม่" ถ้าหนักๆ อาจมีภาพ "ลูกแหง่" ซึ่งเมื่ออายุถึงวัยนึงแล้ว ภาพลักษณ์นี้อาจทำให้มีปัญหากับตัวตนที่โตขึ้น...

1. การสัมภาษณ์ครั้งนี้ เหมือนการ re-branding ที่ชัดเจนและแข็งแรง การที่น้องนายยอมรับและประกาศความจริงแบบนี้ แม้จะเจ็บปวด แต่ก็เป็นการบอกชัดเจนว่า แบรนด์ นาย ณภัทร นี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

จากเดิมที่มีภาพลักษณ์เป็น ลูกแหง่ติดแม่ เปลี่ยนเป็น ชายหนุ่มที่วางขอบเขตตัวเองชัด และกล้าตัดสินใจ

การ re-branding แบบนี้ทำให้ scope งานกว้างมากขึ้น สามารถรับงานที่ดูเป็นผู้ใหญ่ (mature) งานมีมิติได้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการเป็นนักแสดงและพรีเซนเตอร์ในระดับสากลค่ะ

2. การพูดเรื่องแม่แบบนี้ อาจเสียฐานแฟนคลับกลุ่มที่ยึดคุณค่า (value) ความกตัญญูไปค่ะ แต่ก็จะได้ Brand Advocates กลุ่มใหม่ที่สนับสนุนเรื่อง Healthy Boundaries (จุดยืน หรือพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น และฐานแฟนกลุ่มนี้มักจะมี loyalty สูง เพราะเขารู้สึกว่าศิลปินเป็นพวกเดียวกับเขา

3. ที่สำคัญมากอีกเรื่องคือ แบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุดคือแบรนด์ที่ตัวตน ตรงกับสิ่งที่แสดงออกค่ะ หากน้องนายยังคงพยายามรักษาภาพลักษณ์ "ลูกกตัญญูในอุดมคติ" ในขณะที่ความจริงในใจแตกสลาย ก็จะเกิดการฝืน และแบรนด์จะดู ปลอม ซึ่งก็ทำให้คนดูและ FC ไม่อิน แบรนด์อ่อนแอลงและอาจจะพังได้ การพูดความจริงจึงเป็นการรักษา Brand Integrity (ความจริงใจของแบรนด์) ซึ่งเป็นมูลค่าที่สำคัญของแบรนด์ค่ะ

Personal Brand Strategy ที่ดีไม่ใช่การทำให้ทุกคนพอใจ แต่คือการ "ชัดเจนว่าเราคือใครและเราไม่ใช่ใคร" (What is and What is not) ในกรณีนี้ การยอมเจ็บเพื่อให้ได้ความสงบ น่าจะเป็นการปกป้องดูแลสุขภาพจิตนะคะ (นี่วิเคราะห์เองตามที่เห็นนะคะ) เพราะหากตัวตนภายในพังทลาย แบรนด์ภายนอกก็ไม่มีทางยั่งยืนได้ค่ะ

ขอให้กำลังใจน้องนาย แม่หมู และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนะคะ

01/05/2026

อย่าให้การแต่งตัวเบี่ยงประเด็นที่เราต้องการสื่อสาร

ในคลาสภาพลักษณ์ของ Image Inspiration บอกเสมอว่า แต่งตัวให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารจะดีที่สุดค่ะ ง่ายๆ แค่แต่งตัวให้ดูปรกติตามกาลเทศะนั้นๆ เพื่อที่การแต่งตัวจะไม่ต้องมาดึงความสนใจของผู้ฟังออกไปจากสิ่งที่กำลังนำเสนอ

ได้ลองให้ Gemini ai รวบรวมข่าวการอภิปรายของสส.ไอซ์ รักชนก ล่าสุด ปรากกฏว่าเรื่องการแต่งตัวมาแย่งความสนใจไปจากการอภิปรายประเด็นต่างๆ ถึง 35% เยอะมากนะคะ เสียดายนะคะเพราะประเด็นที่อภิปรายน่าสนใจทั้งนั้นเลย ไม่น่าให้เรื่องแต่งตัวมาแย่งน้ำหนักไปเลย

ส่วนการที่จะไปบอกให้ผู้คน focus อยู่ที่เรื่องการอภิปรายมากกว่าชุดที่ใส่นั้น เป็นไปไม่ได้ค่ะ เพราะชุดที่ใส่นั้นดึงดูดความสนใจได้ภายในเสี้ยววินาที จึงเสียความสนใจไปที่ชุดซะก่อนค่ะ

#หลักการแต่งตัว

28/04/2026

"ความเก่ง สู้ความมืออาชีพไม่ได้"

ต้องรีบเขียนถึง The Devils wear Prada ภาคที่แล้ว ก่อนที่ภาค 2 จะฉายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ค่ะ ขอพูดถึงฉาก "Cerulean Monologue" อันโด่งดัง แต่มองในมุมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพนะคะ

​recap ฉากนี้ (คลิปในคอมเม้นต์นะคะ) เป็นฉากในออฟฟิศของนิตยสารแฟชั่นที่ดังที่สุด "Runway" ขณะที่ทีมงานกำลังเลือกชุดสำหรับถ่ายแบบ มิรันด้า (บก.บห.) กำลังบ่นทีมงานเรื่องความไม่พร้อม จนเธอต้องเข้ามาดูเอง ส่วนแอนดี้(นางเอก) ซึ่งพนักงานเข้าใหม่ พอเห็นความวุ่นวายก็ทำสีหน้าแปลกๆ แล้วพอเห็นชุดก็แอบเบะปากเบาๆ

เรื่องมาพีคตรงที่ มิรันด้ากำลังไปเลือกเข็มขัดสีฟ้าสองเส้นที่สีใกล้เคียงกันมากๆ แต่หัวเข็มขัดต่างกัน ขนาดต่างกันเล็กน้อย

มิรันด้า: เลือกเส้นไหนดี?
ผู้ช่วย: โอ้ว... ตัดสินใจยากค่ะ สองเส้นนี้มันต่างกันมากเลยนะ
แอนดี้: (หลุดหัวเราะเบาๆ แล้วพยายามกลั้นไว้)
มิรันด้า: (หันมามองแอนดี้ช้าๆ) มีอะไรตลกเหรอ?
แอนดี้: เปล่าค่ะ... ไม่มีอะไร คือ... หนูแค่คิดว่าเข็มขัดสองเส้นนั้นมันดูเหมือนกันเป๊ะอะค่ะ คือหนูยังต้องเรียนรู้เรื่อง "อะไรประมาณๆ เนี้ยะ" อีกเยอะ (แอนดี้ใช้คำว่า this stuff ซึ่งแสดงถึงว่าไม่ได้สำคัญมาก)
มิรันด้า: (จ้องนิ่งๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา) "อะไรประมาณๆ เนี้ยะ" เหรอ?
แอนดี้: ค่ะ...
มิรันด้า: (ถอนหายใจยาว แล้วเดินเข้ามาหาแอนดี้นิ่งๆ ร่ายยาวด้วยเสียงเย็นๆ)
"เธอคิดว่าเรื่องนี้(มิรันด้าหมายถึงสีฟ้าที่ต่างกันในแฟชั่น) ไม่เกี่ยวกับเธอสินะ ที่เธอเลือก... เสื้อไหมพรมสีฟ้าย้วยๆ มาใส่เนี่ย เพราะเธอคิดว่าการใส่ชุดแบบนั้นจะสื่อว่า เธอเป็นคนจริงจังเกินกว่าจะมาแคร์ว่าใส่ชุดอะไรสินะ...
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ เสื้อสีฟ้านั่นไม่ใช่แค่สีฟ้านะจ๊ะ มันไม่ใช่สีเทอร์ควอยซ์ ไม่ใช่สีน้ำเงินลาพิสด้วย แต่มันคือสี 'เซรูเลียน' (Cerulean) และเธอก็คงไม่รู้อีกนั่นแหละว่า เมื่อปี 2002 ออสการ์ เดอ ลา เรนตา (Oscar de la Renta) ได้ทำคอลเลกชันชุดราตรีสีเซรูเลียนออกมา และต่อมา อีฟ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent) ก็ทำเสื้อแจ็กเก็ตทหารสีเซรูเลียน และจากนั้น สีเซรูเลียนก็ไปปรากฏอยู่ในคอลเลกชันของดีไซเนอร์อีกแปดคนอย่างรวดเร็ว แล้วมันก็ค่อยๆ ขยายความนิยมไปยังห้างต่างๆ จนกระทั่ง... มาสู่ร้านขายเสื้อผ้าลดราคาที่ดูธรรมดาๆ ที่เธอคงจะไปหยิบมันออกมาจากกระบะลดราคาน่ะแหละ

สีฟ้าเซรูเลียนนี้ มันคือเม็ดเงินมหาศาลและการจ้างงานนับไม่ถ้วนเลยล่ะ

แต่ก็ตลกดีนะ ที่เธอคิดว่า'เธอเป็นคนเลือกเสื้อผ้าที่แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแฟชั่น' ทั้งที่ในความจริงแล้ว... เธอกำลังใส่เสื้อผ้าที่วงการแฟชั่นเป็นคนเลือกไว้ให้เธอแล้ว จากกองของ 'ประมาณๆ เนี้ยะ (this stuff)' ที่เธอมองว่ามันไม่มีค่าอะไรนั่นแหละ"

แอนดี้อึ้ง... แล้วรู้สึกด้อยลงทันที

แอนดี้เป็นคนเรียนเก่ง เพิ่งจบจาก Northwestern University แอนดี้ภูมิใจในความเก่งทางวิชาการของตัวเองมาก เธอมองว่าความสามารถสำคัญกว่าการแต่งตัวสวย และมองว่าแฟชั่นคือความฉาบฉวยไร้สาระ ถึงได้ใช้คำว่า "เรื่องอะไรประมาณๆ เนี้ยะ" (this stuff)

ในฉากนี้ที่แอนดี้พลาดแรงคือ เธอมองว่ารายละเอียดอย่างเฉดสีหรือหัวเข็มขัดเป็นเรื่อง "ตลก" ซึ่งเป็นการไม่ให้เกียรติ (Disrespect) ต่ออุตสาหกรรมที่เธอสังกัดอยู่ ก็บริษัทเขาเป็นนิตยสารแฟชั่น แต่แอนดี้กลับแสดงภาพลักษณ์ให้เห็นว่า เธอมองรายละเอียดของแฟชั่นเป็นเรื่องที่ไม่ต้องให้ความสำคัญมาก

การที่คุณทำงานวงการนึง แต่คุณกลับสื่อสารภาพลักษณ์ตัวตนว่า ไม่สนใจมาตรฐานของวงการนั้น คุณก็ไม่เป็นมืออาชีพแล้วค่ะ

มิรันด้าสังเกตเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ จึงสอนแอนดี้ให้รู้ว่า คนเก่ง กับคนที่เป็นมืออาชีพนั้นต่างกัน

หนึ่งในความเป็นมืออาชีพ คือการรู้ลึกรู้จริงในเรื่องราวของงานที่คุณกำลังทำอยู่ค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Klong Toey?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Klong Toey

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 22:00
อังคาร 09:00 - 22:00
พุธ 09:00 - 22:00
พฤหัสบดี 09:00 - 22:00
ศุกร์ 09:00 - 22:00
เสาร์ 10:30 - 22:00
อาทิตย์ 10:30 - 22:00