The Process Design & Multimedia

The Process Design & Multimedia

แชร์

16/06/2020

จากประสบการณ์ของแอดเองที่ได้ให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา สิ่งที่ทำให้ผู้ที่เผชิญกับภาวะซึมเศร้า มีอาการที่แย่ลง คือ ทัศนคติ และคำพูดของคนรอบข้างค่ะ

-----

คนรอบข้าง ที่ไม่รู้ว่าภาวะซึมเศร้า คืออะไร และด้วยความที่ไม่เข้าใจก็นำไปสู่การตัดสิน ด้วยการไม่รับฟัง เหมือนเป็นการผลักให้เขาไปอยู่ขอบเหวมากขึ้น หรือที่เรียกว่า stigmatize

📌 กล่าวคือ การตีตรา การประทับตราทางจิตใจ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ขัดขวางไม่ให้ผู้ที่เผชิญภาวะซึมเศร้า ได้หาทางออกที่ถูกวิธี*

จากประสบการณ์ กรณี Stigmatize จะเกิดจาก 2 กรณีหลักๆ คือ

1).ไม่มีความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนั้น วิธีแก้ไขคือหาความรู้ค่ะ

2). ความเชื่อที่ผิดๆ เช่น คนที่เป็นมุสลิม ปฎิบัติตามหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด จะต้องไม่มีภาวะเศร้า, เหนื่อยหน่าย หรือ เสียใจ ตรงนี้เป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก และบางครั้งก็ตีความเป็นเรื่องไสยศาสตร์ 100% ซึ่งนำไปสู่การรักษาที่ผิดๆ

และอีกเรื่องที่สำคัญคือ คำพูด คำพูดที่ทำให้เกิด stiqmatize ที่ยังฝังลึกในการรับรู้ของคนใกล้ชิด ว่า "เป็นบ้า โรคจิต เป็นคนไม่ปกติ" ส่วนในเคสที่เป็นมุสลิมที่พบเจอ มักจะถูกกล่าวหาว่า "ไม่มีอีหม่าน หรือ อีหม่านอ่อน" ผลของผู้เผชิญสภาวะนี้ ที่ได้จากฟังคำพูดพวกนี้ จะทำให้ให้ รู้สึกว่าเป็นตัวปะหลาด สมควรโดนตำหนิ และต้องปลีกแยกตัวเองจากสังคมค่ะ ทำให้ความรู้สึก ถูกกดทับไว้ ซึ่งถ้าถูกกดไว้นานๆ ความรุนแรงจะพัฒนาขึ้น จนถึงขั้นเป็นโรค ทำร้ายตัวเอง ตลอดจนปลิดชีวิตตัวเองได้ค่ะ

----

📌 เพราะฉะนั้น คนรอบข้างที่เป็นตัวแปรสำคัญ สิ่งที่อยากจะแนะนำให้กับคนรอบข้าง

1). ศึกษาเรื่องซึมเศร้าและทำความเข้าเพื่อจะได้สำรวจตัวเองและคนรอบข้าง

2). เมื่อเข้าใจแล้วฝึกเป็นผู้รับฟังที่ดี โดยไม่มีการตัดสิน

3). สนับสนุน ส่งเสริม ให้พลังบวก (social support)* ตรงนี้เป็นกำลังใจที่สำคัญมากค่ะ

4). ไม่ปล่อยให้อยู่เพียงลำพัง ชักชวนทำกิจกรรม

5). ให้คำแนะนำ ช่องทาง ในการให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้อง เช่น รพ.จิตเวชที่ใกล้ที่สุด การเข้าพบจิตแพทย์ หรือ การเข้าพบนักจิตวิทยา นักบำบัด

ซึ่งแนะนำว่า ควรจะพาเพื่อน หรือคนใกล้ชิด ยิ่งดีเลยค่ะ จะได้เข้าใจและแนะแนววิธีการปฎิบัติตัวของคนใกล้ชิดกับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าได้ค่ะ

----

📌 สุดท้ายจะบอกว่าซึมเศร้าหายได้ ส่วนนึงก็ด้วยความรัก เอาใจใส่ และรับฟังจากคนใกล้ชิด ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังประสบสภาวะนี้ทุกๆคนนะคะ 🙂

#นักจิตวิทยาการปรึกษา


*อ้างอิงงานวิจัย:
https://www.researchgate.net/publication/40732247_Stigma_social_support_and_depression_among_people_living_with_HIV_in_Thailand
https://www.google.com/url?sa=t&source=web&rct=j&url=https%3A%2F%2Ftci-thaijo.org%2Findex.php%2Fjmht%2Farticle%2Fdownload%2F40642%2F46289%2F&ved=2ahUKEwi3n97dzv_gAhXMP48KHZiJDwgQFjAGegQIBxAB&usg=AOvVaw0fLgpdl-MQeuyQPvNjlvXr&cshid=1552497762744

31/05/2020

#อิสระแห่งตน

เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมบางครั้งเราเชิญชวน คนๆหนึ่งให้ทำความดี หรือเราหวังดี อยากให้ทำตามคำแนะนำ ในสิ่งที่ดี แต่พูดไปก็เหมือนกับว่า สิ่งนั้นไม่ระแคะระคายไปในหัวใจของผู้ฟังเลย อีกทั้งคนๆนั้นยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมไม่มีพยายามเปลี่ยนแปลง

-----

สิ่งนี้ในทางจิตวิทยาเราจะเรียกว่า Sense of autonomy หรือเรียกอีกอย่างว่า อิสระแห่งตน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจตัวเองและสิ่งรอบตัวได้ เมื่อเค้ารู้สึกมีอิสระในการเล่น ค้นหา เรียนรู้ การที่เค้ามีอิสระหรือรู้สึกได้ถึงอิสระ ในการคิด ในความสามารถที่จะเลือกทำตัดสินใจ จะก่อให้เกิดแรงจูงใจจากภายในที่อยากจะทำ อยากจะเปลี่ยนแปลง

-----

ในอัลกุรอานซูเราะห์ An-Naml (92):

‎وَأَنْ أَتْلُوَ الْقُرْآنَ فَمَنِ اهْتَدَىٰ فَإِنَّمَا يَهْتَدِي لِنَفْسِهِ وَمَن ضَلَّ فَقُلْ إِنَّمَا أَنَا مِنَ الْمُنذِرِينَ

“และฉันได้รับพระบัญชาให้อ่านอัลกุรอาน”ดังนั้นผู้ใดได้ตามแนวทางที่ถูกต้อง แท้จริงเขาก็จะดำเนินตามแนวทางที่ถูกต้องเพื่อตัวของเขาเอง และผู้ใดหลงผิดก็จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) “แท้จริงฉันเป็นเพียงผู้หนึ่งในหมู่ผู้ตักเตือน”

เมื่อได้อ่านผ่านอายะห์ข้างต้น ทำให้เราตระหนักรู้ว่า ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ภรรยา สามี พ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อน เราเป็นเพียงแค่ผู้ตักเตือน ผู้ชักชวน แต่เราไม่สามารถจะไปบังคับใครให้เป็นไปดั่งใจเราต้องการ เพราะมนุษย์นั่นมี sense of autonomy หรือ ความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ทำเอง เลือกเอง ตัดสินใจเองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ กดดัน และ มนุษย์ปรารถนาที่จะรู้สึกถึงอิสระ ในการเลือกตัดสินใจและเลือกกระทำ

-----

ในบางครั้งที่เราได้รับโอกาสในการแนะนำ ชักชวน ตักเตือนใครไปสู่ความดี สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังของเราเอง ว่าเค้าจะต้องทำตาม เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์คาดหวังในตัวมนุษย์ด้วยกันเองว่าสิ่งที่เราตักเตือนหรือบอกกล่าวนั้นจะต้องปรับเปลี่ยนและเป็นผลทันที มันกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง สิ่งที่ย้อนกลับมาหาตัวเราก็คือความทุกข์ใจ

“เราเตือนเค้าแล้ว เราบอกเค้า ทำไมเค้าไม่ยอมทำตาม”

ให้ตระหนักไว้เถิดว่า เราอยู่ฐานะผู้ตักเตือน ผู้เชิญชวน ชักชวน เท่านั้น เมื่อเราได้ทำดีแล้ว ก็จงตักเตือน เชิญชวนต่อไป และทำจิตใจให้ปล่อยวาง อย่าเพิ่งท้อถอย หากเค้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งนึงที่ควรให้กลับไปคือ "เวลา"

ลองมองย้อนกลับไปมองตัวเราเองในอดีต กว่าจะเข้าใจอะไรสิ่งๆนึง กว่าจะตกผลึกเรื่องๆนึง เราเองก็ต้องการเวลาในการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

-----

ในหลายๆสถานการณ์ ที่เราอาจจะต้องผันตัวมาเป็นผู้ฟัง ผู้ให้คำแนะนำ เช่น แม่เตือนลูก น้องตักเตือนพี่ ภรรยาชักชวนสามีทำความดี เพื่อนแนะนำเพื่อน ในฐานะ adviser, care giver ก็จงเป็นผู้ฟังที่ดี ผู้ตักเตือนที่ดี ผู้เชิญชวนที่ดี และเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน เช่น เราอยากให้เค้าอ่านกุรอาน ก็ชวนเค้ามาอ่านด้วยกัน และคอยสนับสนุนให้เค้ามีกำลังใจว่าเค้าทำได้

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการดุอาอ์ควบคู่กับความหวัง หวังว่าวันหนึ่ง เค้าจะได้การฮิดายะห์ (ทางนำ)จากอัลลอฮ

-----

บทความนี้เขียนเพื่อให้กำลังใจกับคนทำงาน ที่เสียสละเวลาทำความดี เพื่อชักชวนคนทำความดีว่า ให้ลองมองในอีกแง่มุมนึงว่า เราเป็นเพียงแค่คนผู้ส่งสาร ฉะนั้น หากเราต้องการตักเตือนหรือเชิญชวนใคร ลองโฟกัสไปที่การเสริมพลังเค้าให้รู้สึกว่าเค้ามีความสามารถทำได้ และให้อิสระในการเลือก มากกว่าการบังคับหรือมุ่งแต่จะให้เค้าทำพฤติกรรมที่เราต้องการในทันทีทันใด ก็จะทำให้เราเหนื่อยน้อยลงนะคะ

*เจตนาของบทความนี้ ไม่ได้ต้องการที่จะเปรียบเทียบฐานะมนุษย์ กับฐานะท่านบี เพียงแต่เป็นการนำข้อคิดจากอัลกุรอาน มาปรับใช้ สำหรับผู้ที่อยู่ในฐานะผู้ตักเตือน ผู้เชิญชวนและผู้แนะนำไปสู่สิ่งที่ดีค่ะ

อ้างอิง: Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2010). Intrinsic Motivation. The Corsini Encyclopedia of Psychology.

27/05/2019

#อิสติกอมะฮฺการงานที่เป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺ

เชื่อว่าในชีวิตของแทบทุกคน อย่างน้อยก็ต้องมีสักครั้งนึง ที่หวังว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องต่างๆ เช่น ชั้นอยากจะผอม ชั้นอยากพูดภาษาอังกฤษเป็น ชั้นอยากนู้นนี่นั่น แต่จะมีซักกี่คนที่สามารถไปถึงฝั่งฝันความสำเร็จนั่นได้หล่ะ ถูกมั้ย?

-------

ในเรื่องนี้ก็มีคำอธิบายจาก คุณ James ผู้ที่เขียนหนังสือ Atomic Habits และเป็นผู้ที่ก่อตั้ง Habits Academy
เค้าบอกว่า

หากเราเองทำสิ่งหนึ่งให้ดีขึ้นวันละ 1% ในเวลา 1 ปี ตัวเราจะดีขึ้น 37 เท่าจากจุดเริ่มต้น

การปรับปรุงสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีขึ้น 1% เป็นเรื่องที่คนแทบจะสังเกตไม่เห็นสิ่งที่ดีขึ้น แต่มีความหมายมากในระยะยาว

เช่นเดียวกับ นิสัยของมนุษย์ “นิสัยเปรียบเสมือนกับดอกเบี้ยทบต้น ที่เกิดจากการปรับปรุงตัวเอง”
และเป็นแบบเดียวกับเงินฝากประจำ ที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณจากดอกเบี้ยทบต้น

สิ่งเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ (Atomic Habits) จึงสำคัญ และก่อให้เกิดผล มากกว่า สิ่งใหญ่ ที่เกิดเพียงฉาบฉวยชั่วครั้งชั่วคราว

--------

แล้วอิสลามได้กล่าวเรื่องราวของความสม่ำเสมอไว้อย่างไรบ้าง?

أَحَبُّ الْأَعْمَالِ إِلَى اللَّهِ تَعَالَى أَدْوَمُهَا وَإِنْ قَلَّ

“การงานที่เป็นที่รักยิ่ง ณ อัลลอฮฺนั้น คือ การงานที่ทำอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเล็กน้อยก็ตาม...”
(บันทึกโดยมุสลิม : 783)

ทำไมการงานที่สม่ำเสมอ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่เป้าหมาย ได้มากกว่าการงานที่ใหญ่ แต่ชั่วครั้งชั่วคราว ?

เจมส์ได้อธิบายว่า

“Every action is a vote for the type you wish to become”

นั่นคือ การกระทำเล็กน้อยๆ มันจะเป็นหลักฐาน ที่จะมาสนับสนุนความเชื่อของเรา มันจึงมีผลต่อความคิดของเรา

เราเชื่อ ... เพราะเราได้ทำมันจริงๆในทุกๆวัน และความสำเร็จในการเปลี่ยนความเชื่อของตนครั้งนี้ จะเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

-------

ตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้ บังเอิญมีคนมาถามคุณว่า “คุณเป็นมุสลิมที่ดีหรือปล่าว ?”

คำตอบที่ได้ คงไม่ได้อ้างอิงจากสิ่งใหญ่ๆที่เราทำในชีวิตเช่น การเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นผู้ร่ำเรียนด้านศาสนามา แต่เรามักจำได้คำตอบจากการที่เราสำรวจตนเอง

ว่าที่ผ่านมา เราได้ละหมาดอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
จากอดีต มาจนถึงปัจจุบัน เรายังทำปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮหรือไม่

นั่นก็เพราะ สิ่งเล็กๆที่เราทำประจำ มีผลต่อการที่เราจะบอกตนเอง ว่าเราคืออะไร เป็นอะไร ทำอะไร

-------

"The more evidence that we have for a belief, the more likely we are to believe it"

สมมุติว่า เราอยากเป็นคนที่มีสุขภาพดี แต่เราไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เราแค่ออกกำลังกายนานๆครั้ง

แถมเราทานบุเฟ่ ชาไข่มุกตลอด การกระทำเหล่านั้น จึงเป็นหลักฐานที่ไม่เพียงพอ ที่จะโน้มน้าวความคิดเรา ให้เชื่อว่า เรานั้นเป็นคนที่มีสุขภาพดี

เมื่อเกิด conflict หรือ ความไม่คล้องจองกัน ระหว่างความเชื่อ และการกระทำ เราจึงล้มเลิกอะไรเอาได้ง่ายๆ ออกกำลังกายแค่อาทิตย์เดียวก็จอด อ่านหนังสือวันละสิบๆเล่ม แต่พอวันนึง รู้สึกเหนื่อย ก็ล้มเลิก

เจมส์ อธิบายตรงนี้ไว้ว่าว่า มันเป็นเพียงแค่การหลอกตัวเอง หรือ การเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง (delusion)

เพราะความเชื่อเหล่านั้น ปราศจากหลักฐานหรือข้อสนับสนุน เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำ ว่าเราเป็นคนมีสุขภาพดี และ การเปลี่ยนแปลง (transformation) จึงไม่เกิดขึ้น

เพราะเราไม่เชื่อว่าเราจะเป็นอย่างนั้นจริง

สรุปคือ
การกระทำเล็กน้อย ประจำ ซ้ำๆ ------->ก่อให้เกิดความเชื่อ ว่าเราเป็นจริงๆ ----------> เมื่อเราเชื่อว่าเราเป็น เราก็จะทำพฤติกรรมนั้นมากขึ้น

-------

"The true change is identity change กล่าวคือ becoming someone is to doing something"

เราอยากเปลี่ยนแปลงอย่างไร อยากเห็นตัวเราเป็นยังไง ให้ทำสิ่งนั้น แล้วสิ่งนั่น ที่เราทำเป็นประจำ จะเป็นสิ่งที่บอกตัวเรา ว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

มันจะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

-------

มันเป็นเรื่องง่าย ที่จะตั้งเป้าหมาย (set goal) อะไรสักอย่างไว้ในชีวิต

แต่ goal จะไม่สามารถเป็นจริงได้เลย ถ้าหากปราศจาก ความสอดคล้องกัน ในการความเชื่อ คำพูด และ การกระทำ ที่เล็กๆน้อยๆ แต่สม่ำเสมอ

เพราะมันจะเป็นสิ่งที่มาตอกย้ำความเชื่อในตัวเองว่า เราเป็นสิ่งนั้นจริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรารู้จักคำว่า “เล็กน้อย แต่มหาศาล”

อ้างอิง
- Atomic Habits, James Clear, Penguin Random House, 2018.
- https://thaipublica.org/2019/01/pridi130/

#อิสติกอมะฮฺ

#นักจิตวิทยาการปรึกษา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท โฆษณาและการตลาด ใน Hat Yai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


The Process Design & Multimedia
Hat Yai
90110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 17:00
อาทิตย์ 08:00 - 17:00