D.S. SMART MONEY
13/03/2024
8 วิธีออมเงินอย่างชาญฉลาด
เริ่มจากน้อยๆ แล้วค่อยขยายเพิ่ม มัดรวม 8 วิธีที่จะช่วยให้คุณ ออมเงินได้อย่างชาญฉลาด
ถ้าพูดถึงการออมเงิน หลายคนคงนึกถึงการค่อยๆ เก็บสะสมเงินตามจำนวนที่ตั้งใจไว้ใช่ไหมครับ ความจริงก็ใช่ครับ แต่มันยังมีขั้นตอนอื่นอีกมากมายเลยครับที่จะทำให้การออมเงินของเราบรรจุตามเป้าหมายที่วางไว้
วันนี้เราจึงเสนอ 8 วิธีที่จะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างชาญฉลาด ที่รับรองได้เลยครับว่าสามารถนำไปทำตามได้ เราได้ดูพร้อมกันเลยครับ
➡️วิธีแรก #เริ่มจากน้อยแล้วค่อยๆ ขยายเพิ่ม
คิดว่าการออมเงินคือต้องเก็บเงินจำนวนมากอย่างเดียวใช่ไหมครับ ลองเริ่มจากแบ่งเงินเพียง 5 % ของเงินเดือนไปเก็บออมดูครับ เริ่มจากเงินจำนวนน้อยก่อนแล้วค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น
แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องจำนวนเงินแต่เป็นการสร้าง #นิสัยออมเงิน ครับ เช่นหากคุณมีเงินเดือน 30,000 บาท ให้แบ่งเงิน 5% หรือ 1,500 บาทจากเงินเดือนไปเก็บออมครับ
➡️วิธีที่สอง #ผ่อนหมดแล้วไม่เป็นไรผ่อนกับตัวเองต่อ
การสมมติว่าเป็นหนี้อาจมีประโยชน์นะครับ ถ้าคุณเพิ่งผ่อนรถยนต์หมดไป ลองผ่อนกับตัวเองต่อสิครับ เช่นถ้าคุณเคยผ่อนรถยนต์งวดละ 12,000 บาทต่อเดือน
แม้ว่าจะผ่อนจนครบกำหนดแล้วแทนที่จะเอาเงิน 12,000 บาทไปใช้จ่ายเฉยๆ ลองออมเงินจำนวนนั้นต่อทุกๆเดือนเหมือนการผ่อนรถยนต์ดูสิครับ รับรองว่าได้เงินออมเยอะแน่ๆ
➡️วิธีที่สาม #มองดูผลลัพธ์
ลองหมั่นตรวจสอบจำนวนเงินออมที่ทำได้ในแต่ละเดือนดูครับว่าใกล้ถึงเป้าหมายหรือยัง มันจะช่วยให้คุณมีกำลังใจในการเก็บเงินมากขึ้น และยังทำให้คุณมองเห็นปัญหาและช่องโหว่ในการเก็บเงินด้วยนะครับว่ายังมีทางไหนที่จะช่วยเก็บเงินได้มากขึ้นอีก
เช่น ถ้าคุณต้องการออมเงินเพื่อดาวน์บ้าน 5 แสนบาท คุณอาจจะยังขาดอีก 1 แสนบาท คุณจะรู้สึกว่าเป้าหมายของคุณอยู่ไม่ไกลแล้ว
➡️วิธีที่สี่ #ทำผิดเมื่อไรหยอดเหรียญลงกระปุกเลย
วิธีนี้ง่ายมากเลยครับ ลองหากระปุกออมสิน หรือขวดโหลมาตั้งไว้ในจุดที่เห็นได้ง่าย แล้วตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ
เช่น ฉันจะเลิกพูดคำหยาบ เมื่อไรที่คุณหลุดพูดหยาบคายคุณก็หักเงินตัวเองเสีย คำละ 10 บาท 20 บาท
ผมจะไม่ทานขนมหวานหรืออาหารขยะ ผมจะออกกำลังกายทุกวัน ถ้าเมื่อไรที่ทำไม่ได้ตามที่ตกลงกับตัวเองไว้ ก็ให้หยอดเงินใส่กระปุกเลยครับ 20 หรือ 50 บาทก็ได้
ยิ่งถ้ามีเพื่อนมาเล่นด้วยกันยิ่งสนุกและเก็บเงินได้มากขึ้นนะครับ
➡️วิธีที่ห้า #เก่าของเราใหม่คนอื่น
เชื่อว่าหนุ่มสาวหลายคนคงมีของใช้อะไรบางอย่างที่ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม โดยเฉพาะเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าใช่ไหมครับ แทนที่จะเอาของพวกนั้นวางไว้เฉยๆ ลองเปลี่ยนเป็นเอาไปขายในเว็บไซต์ขายของมือสองดูสิครับ บางครั้งของเก่าของเราอาจกลายเป็นของใหม่ที่มีค่าสำหรับคนอื่นนะครับ
ทั้งนี้ผลวิจัยพบว่า คนยุคมิลเลนเนียลคือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปีพ.ศ. 2524-2543 มักจะมองหาเครื่องมือที่จะช่วยติดตาม ควบคุมค่าใช้จ่าย และเพิ่มการออม ดังนั้น อีกสามวิธีจึงเหมาะอย่างยิ่งกับคนยุคมิลเลนเนียล จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปชมกันเลยครับ
➡️วิธีที่หก #โอนเงินอัตโนมัติ
แอพพลิเคชันของหลายธนาคารมีฟังก์ชันโอนเงินอัตโนมัติ อย่าง K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย Bualuang mBanking ของธนาคารกรุงเทพ หรือ SCB Easy App ของธนาคารไทยพาณิชย์
ลองตั้งเวลาโอนเงินจากบัญชีเงินเดือนไปบัญชีสำหรับการออมโดยอัตโนมัติทุกเดือน นอกจากจะช่วยให้ออมเงินได้เป็นประจำแล้ว ยังช่วยลดความรู้สึกอยากใช้เงินเวลาเห็นจำนวนเงินในบัญชีเยอะๆด้วยนะครับ
➡️วิธีที่เจ็ด #ดาวน์โหลดแอพช่วยออมเงิน
คุณสามารถออมเงินได้ทุกที่ เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันที่ช่วยในการออมเงินอย่าง Money Lover ซึ่งจะบันทึกรายรับ รายจ่าย และวางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้
Weple Money ที่มีปฏิทินแสดงข้อมูลค่าใช้จ่ายและแสดงผลเป็นกราฟให้เห็นชัดเจน หรือจะเป็น Piggipo ที่จะช่วยจัดการการใช้บัตรเครดิตก็ได้ครับ
➡️วิธีสุดท้าย #ลองใช้ธนาคารดิจิทัล
ธนาคารดิจิทัลก็เหมือนธนาคารทั่วไปนี่แหละครับ เพียงแต่ทำธุรกรรมทั้งหมดผ่านโทรศัพท์มือถือหรืออินเทอร์เน็ตทั้งหมด
ต้นทุนของธนาคารจึงต่ำกว่าเลยให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าได้ ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารดิจิทัลให้เลือกใช้หลายธนาคารเลยครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับ 8 วิธีที่จะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างชาญฉลาด แต่อย่าลืมนะครับว่า 8 วิธีนี้จะไม่ได้ผลเลยถ้าคุณขาดวินัยและความอดทนที่จะทำมัน รับรองว่าถ้าคุณมีวินัยในการออม เป้าหมายของคุณจะไม่ใช่เรื่องยากเกินตัวเลยครับ
#การเงิน #ลงทุน #วางแผนการเงิน #ใช้จ่าย #บทเรียนการเงิน
09/12/2023
อยากรู้ ต้องอ่านเอง
"จากเงิน 5 แสนกลายเป็น 1 ล้าน" รู้จัก กฎของตัวเลข 72 ของ "ไอน์สไตน์" ที่จะทำให้เงินต้นเพิ่มเป้น 2 เท่า
กฎของตัวเลข 72 คือ สูตรคำนวณเบื้องต้นที่ใช้หาค่าประมาณ “ระยะเวลาในการลงทุน” และ “อัตราผลตอบแทน” ที่จะทำให้เงินต้นของเราเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากการลงทุน ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังระดับโลกอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากการศึกษาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยทบต้น เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพราะมีวิธีคิดที่ง่ายและไม่ซับซ้อน
โดยวิธีการคำนวณนั้น จะมี 2 สูตรให้เราเลือกใช้
สูตรที่ 1
ใช้คำนวณหาระยะเวลาในการลงทุนเพื่อให้ได้เงินเพิ่ม 2 เท่า
➤ ระยะเวลาการลงทุน = 72 / อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน
สูตรที่ 2
ใช้คำนวณหา อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อให้ได้เงินเพิ่ม 2 เท่า
➤ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน = 72 / ระยะเวลาการลงทุน
#ตัวอย่างแรก
นาย A มีเงินต้น 500,000 บาท ลงทุนด้วยกองทุนที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ถ้านาย A อยากให้เงินเติบโตเป็น 1,000,000 บาท จะต้องใช้ระยะเวลาการลงทุนเท่าไหร่?
อยากทราบระยะเวลาการลงทุน
สูตรที่ใช้ในการคำนวณ คือ สูตรที่ 1
ระยะเวลาการลงทุน คือ 72 / 6 = 12
เพราะฉะนั้นนาย A ต้องลงทุนกองทุนเป็นระยะเวลา 12 ปี
ในการพลิกเงิน 500,000 ให้กลายเป็นเงิน 1,000,000 บาท
จากตัวอย่างข้างบน จะเห็นได้ว่าถ้านาย A อยากได้เงินล้านเร็วกว่านี้ นาย A ก็ต้องมองหาการลงทุนที่ได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี เพื่อร่นระยะเวลาการลงทุนให้สั้นลง
#ตัวอย่างสอง
นาย B มีเงินต้น 500,000 บาท อยากลงทุนภายใน 10 ปี ให้ได้เงิน 1,000,000 บาท นาย B จะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไหร่?
อยากทราบอัตราผลตอบแทน
สูตรที่ใช้ในการคำนวณ คือ สูตรที่ 2
อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน คือ 72 / 10 = 7.2
เพราะฉะนั้นนาย B ต้องลงทุนให้ได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2% ต่อปี
เพื่อพลิกเงิน 500,000 ให้กลายเป็นเงิน 1,000,000 บาท ใน 10 ปี
จากกฎของตัวเลข 72 ของ ไอน์สไตน์ aomMONEY จะขอสรุปง่ายๆ ดังนี้
1.ถ้าเราทำอัตราผลตอบแทนต่อปีได้สูงเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งได้เงินทบต้นเร็วและไปถึงเป้าหมายเร็วเท่านั้น
2.ถึงแม้เราจะทำอัตราผลตอบแทนได้ไม่สูงมาก แต่ถ้าเราให้เวลา สามารถรอคอยได้นาน เงินลงทุนของเราก็สามารถเติบโตได้เช่นกัน
ทั้งนี้อย่าลืมว่า กฎของตัวเลข 72 เป็นเพียงการหาค่าประมาณ และในความเป็นจริง เราไม่สามารถทำอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยให้เท่ากันได้ทุกปี สิ่งสำคัญที่สุด จึงเป็นการปรับพอร์ตระหว่างการลงทุน เพื่อพาเงินในกระเป๋าของคุณเติบโตไปให้ถึงเงินล้านตามที่หวังครับ
#ออมเงิน #เงินล้าน #มหัศจรรย์เลข72
21/11/2023
ไม่ใช่แฟน ก็เป็นหนี้แทนได้ หากไม่คิดให้ดี
ถึงการช่วยเหลือจะเป็นสิ่งที่ดี ... แต่สตางค์อยากให้คิดก่อนว่า
”ถ้าเค้าหายไป เราใช้หนี้แทนไหวมั้ย?“
เพราะผลที่ตามมา อาจไม่ได้ทำให้เราลำบากแค่คนเดียว แต่ครอบครัวและคนใกล้ชิดก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.bot.or.th/th/satang-story/managing-debt/before-you-help-others.html
#สตางค์story_managingdebt
09/11/2023
ผิดแล้วให้รีบแก้ไข #ออมก่อนใช้ #ค่ายการเงินทิสโก้
พอพูดถึงเรื่องเงิน เชื่อว่าภาพในหัวของหลายๆ คนคือตัวเลขในบัญชี กองทุน หุ้น หนี้ ฯลฯ บางคนอาจจะคิดถึงเรื่องการทำงาน หาเงินเยอะๆ เก็บเงินซื้อของต่างๆนานา
นั่นคือเรื่องปกติครับ มันคือสิ่งที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่มักมองข้ามคือ Mindset หรือ “มุมมอง” ความคิดเกี่ยวกับเรื่องเงินในชีวิตก็สำคัญ และมันส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของเราอย่างมากด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างเงินและมุมมองที่เรามีต่อเงินจึงเป็นประเด็นที่สำคัญมากๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมหนังสือ “จิตวิทยาว่าด้วยเงิน” (The Psychology of Money) ที่เขียนโดย มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) จึงเป็นหนังสือการเงินเล่มหนึ่งดีที่สุดในรอบหลายปี ไม่ว่าคุณจะมีความรู้เกี่ยวกับการเงินระดับไหนก็ตาม
วันนี้จะขอหยิบบทเรียนทางการเงิน 4 ข้อจากหนังสือเล่มนี้ที่จะช่วยปรับมุมมองเกี่ยวกับเรื่องการเงินของคุณใหม่อีกครั้ง
[[ 1. โชคและความเสี่ยงเป็นญาติกันและมันก็ส่งผลกับทุกอย่าง ]]
ในเรื่องการเงิน มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะโฟกัสไปที่การกระทำของใครสักคนหนึ่งและลืมไปว่าพื้นหลัง ครอบครัว คนรู้จัก หรือสิทธิพิเศษของแต่ละคนนั้น ‘ไม่เท่ากัน’ และนั่นก็ส่งผลกระทบด้านการเงินในชีวิตของเราด้วย
วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงและรำ่รวยที่สุดคนหนึ่งของโลกเคยพูดถึงประเด็นนี้ว่าเขาเองประสบความสำเร็จมามากขนาดนี้ได้เพราะ “ถูกหวยรังไข่” (Ovarian Lottery) ซึ่งเขาหมายความว่าตัวเองเกิดถูกที่ถูกเวลา ถ้าเป็นครอบครัวอื่น เพศอื่น ผิวสีอื่น หรือยุคอื่นๆ ผลลัพธ์ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้
เฮาเซิลเล่าถึงกรณีของบิล เกตส์ (Bill Gates) ชายผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เขามีโอกาสได้ไปโรงเรียนมัธยมปลายแห่งแรก ๆ ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต การงาน และการเงินของเขาไปตลอดกาล นั่นคือเรื่องของความโชคดี
แต่ชีวิตของแต่ละคนก็เดินบนเส้นทางที่แตกต่างกัน เคนท์ อีแวนส์ (Kent Evans) เพื่อนสนิทของเกตส์ในช่วงมัธยมปลาย เป็นหนึ่งในเด็กนักเรียนที่มีความสามารถรอบด้าน หัวไว เก่งที่สุดในชั้นเรียนและเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีไม่แพ้เกตส์เลย แต่กลับต้องมาเสียชีวิตระหว่างที่ไปปีนเขา นั่นคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในชีวิต
เราไม่มีทางรู้เลยว่าชีวิตนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างและเส้นทางที่เราเลือกเดิน การตัดสินใจ โอกาสที่เข้ามา คนที่พบเจอ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนกระทบกับชีวิต การงาน และการเงินของเราทั้งสิ้น
เฮาเซิลเขียนว่า
“โชคและความเสี่ยงนั้นล้วนเป็นความจริงที่บ่งบอกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นถูกชี้นำด้วยอำนาจที่เหนือกว่าความพยายามของแต่ละบุคคล มันคล้ายกันมากจนคุณไม่สามารถจะเชื่อในสิ่งหนึ่งโดยไม่เคารพในอีกสิ่งหนึ่งเท่าๆ กัน ทั้งคู่เกิดขึ้นเพราะโลกนี้ซับซ้อนเกินไปกว่าที่การกระทำ 100% ของคุณจะสร้างผลลัพธ์ 100% กลับมา”
การเปิดใจรับรู้เรื่องโชคและความเสี่ยงจะช่วยให้เราสามารถดึงตัวเองออกมาจากการแบกทุกปัญหาเรื่องการจัดการเงินหรือการลงทุนไว้บนบ่า เราไม่มีทางรู้หรอกว่าตลาดพรุ่งนี้จะเป็นยังไง อีก 5 ปี 10 ปี จะเกิดอะไรขึ้น ใครจะทำสงครามกับใคร ประเทศไหนจะแบนประเทศไหน เราได้แต่ตัดสินใจให้ดีที่สุด ณ เวลานั้นกับชุดข้อมูลทุกอย่างที่เรามีเพียงเท่านั้น
[[ 2. เรื่องเงินอย่ายึดกับเหตุผล ขอให้สมเหตุสมผลก็โอเคแล้ว ]]
เฮาเซิลบอกว่า “การตั้งเป้าเป็นคนที่มีความสมเหตุสมผลนั้นดีกว่าการยึดเหตุผลโดยไม่มีข้อแม้”
สิ่งที่เขาพยายามจะสื่อก็คือว่าเมื่อพูดถึงเรื่องเงินทุกคนเคยผิดพลาดมาก่อนทั้งสิ้น เรามีอารมณ์ ความรู้สึกมากมายที่จะกระทบกับการจัดการบริหารเงินของเราเอง
“เราไม่ใช่ไฟล์เอกสาร คุณคือคนคนหนึ่ง คนที่ผิดพลาดที่มีอารมณ์ ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าผมจะเข้าใจจุดนี้ แต่พอเข้าใจแล้วเข้าใจว่านี่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งทางด้านการเงินเลย”
ในโลกของการเงินเราอาจจะเคยได้ยินว่า อายุเท่านี้ต้องมีเงินเท่าไหร่ ลงทุนเท่าไหร่ถึงจะพอเกษียณ หรือ อายุต้องเก็บออมเท่านี้ถึงจะเรียกว่าเหมาะสม ฯลฯ มันจะมีตัวเลขทางคณิตศาสตร์ที่เป็นกลยุทธ์ให้ทำตามอยู่ตลอดเวลา
แต่สิ่งที่เฮาเซิลอธิบายก็คือว่า “คนไม่ต้องการกลยุทธ์ที่เหมาะสมทางคณิตศาสตร์ พวกเขาต้องการกลยุทธ์ที่ทำให้สามารถนอนหลับสนิทตลอดคืนได้ดีที่สุดต่างหาก”
ยกตัวอย่างกลยุทธ์การเคลียร์หนี้ก็ได้ บางคนบอกว่าให้จ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน บ้างก็บอกว่าให้จ่ายหนี้ที่ก้อนน้อยที่สุดก่อนแล้วค่อยๆ ขยับไปก้อนถัดไป สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีบนกระดาษแต่ถ้าเราอยากเคลียร์หนี้ที่เราอยากเคลียร์ก่อนไม่ได้เหรอ? มันก็ได้ครับ ตราบใดที่คุณเดินไปทิศทางที่ถูกต้อง สมเหตุสมผล มันก็สร้างความแตกต่างแล้ว
มีประโยคหนึ่งจากพี่หนุ่ม-The Money Coach ที่ผมจำได้ขึ้นใจสำหรับคนที่เป็นหนี้บอกว่า “คุณแค่เป็นหนี้ คุณไม่ได้ไปฆ่าใครตาย”
สำหรับคนที่เป็นหนี้ ก็ค่อยๆ แก้ไขไป ทำอย่างสมเหตุสมผล ไม่ต้องยึดติดกลยุทธ์ ผิดไป ก็แก้ไขได้
[[ 3. เวลาคือส่วนประกอบสำคัญของความมั่งคั่ง ]]
เรื่อง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ถือว่าเป็นความรู้ที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้ว
ยิ่งลงทุนเร็ว ผลตอบแทนที่ได้มาก็จะไปทบกับเงินต้น แล้วทำให้ผลตอบแทนโตขึ้นเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยทบต้นคือระยะเวลาในการลงทุนนั้นสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลเลย
เฮาเซิลยกตัวอย่างบัฟเฟตต์ว่าเริ่มลงทุนตั้งแต่ 10 ขวบ เพราะฉะนั้นเงินของเขาจึงมีเวลาได้เติบโตหลายสิบปีเลย ยิ่งอยู่ในตลาดนานยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เฮาเซิลบอกว่า
“วอร์เรน บัฟเฟตต์เป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่คุณจะพลาดประเด็นสำคัญไปหากไปยึดว่าความสำเร็จของเขาทั้งหมดมาจากความฉลาดหลักแหลม กุญแจสำคัญของความสำเร็จของเขาคือการเป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยมมาตลอด 3/4 ของศตวรรษต่างหาก”
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้คือเวลาถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเราเลย เริ่มหาความรู้และลงทุนโดยไว้ ค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆ นี่คือเส้นทางที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งอย่างแท้จริง
[[ 4. คำว่า ‘พอ’ ของเราคืออะไร? ]]
เราคิดว่าหากมีปัญหาเรื่องเงิน วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือหาเงินให้มากขึ้นก็พอแล้ว บางทีนั่นอาจจะไม่จริงเสมอไปครับ เพราะสำหรับหลายๆคน มีเงินมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่พอ เป้าหมายทางการเงินมักขยับขึ้นไปไกลออกไปเรื่อยๆ
พอมีเงินเดือน 30,000 บาท เราก็คิดว่าถ้าได้ 50,000 บาทก็พอแล้ว แต่พอได้ 50,000 บาทเราก็ขยับเป้าหมายออกไปเรื่อยๆ
ไม่ได้หมายความว่าการได้เงินมากขึ้นเป็นสิ่งที่ผิดนะครับ เพียงแต่คำว่า ‘พอ’ ของเราจริงมันคือเท่าไหร่กันแน่? เรายังเปรียบเทียบรายได้ ความมั่งคั่ง ชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งของ การใช้ชีวิต ฯลฯ กับคนอื่นๆ อยู่ตลอดรึเปล่า?
เฮาเซิลบอกว่า
“ความคิดของการมี ‘พอ’ อาจดูเชย เป็นการปล่อยโอกาสและศักยภาพทิ้งเอาไว้บนโต๊ะ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ถูก ‘พอ’ นั้นคือการตระหนักได้ว่าความกระหายที่ไม่รู้จักพอในด้านตรงกันข้ามจะผลักให้คุณไปอยู่ในจุดที่คุณจะต้องเสียใจ”
“ถ้าความคาดหวังของเราโตไปพร้อมๆกับผลลัพธ์ที่ได้ มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพยายามมากขึ้นเพราะคุณก็จะรู้สึกเหมือนเดิมหลังจากใส่ความพยายามมากขึ้นไปอีก มันเป็นเรื่องที่อันตรายมากเมื่อความต้องการที่จะมีมากขึ้น (เงินมากขึ้น อำนาจมากขึ้น ความหรูหรามากขึ้น) เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความรู้สึกพึงพอใจ”
อย่างที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้ช่วยปรับมุมมองเกี่ยวกับเรื่องการเงินของเราได้เป็นอย่างดี มีหลายๆ อย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเสียดายน่าจะอ่านให้เร็วกว่านี้ มันช่วยทำให้เราเห็นมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่ได้มุ่งแต่จะทำงานหาเงิน ทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา และในหลายๆ ช่วงก็ทำให้รู้สึกน้ำหนักของความคาดหวังทางด้านการเงินที่แบกเอาไว้เบาลงไปด้วย
จิตวิทยาว่าด้วยเงินช่วยทำให้เห็นว่าเรื่องเงินคือเกมที่เราต้องเล่นเอง อย่าไปทำตามแบบของคนอื่น ใช้การตัดสินที่ดี เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นก็ค่อยๆ แก้ไข ที่สำคัญคือการวิ่งตามเปรียบเทียบกับคนอื่นนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ชีวิตเราเหนื่อยมากแล้ว ไม่ว่าเราจะวิ่งเร็ว ไปได้ไกล หรือ อึดแค่ไหน สุดท้ายถ้าเราไม่รู้จักคำว่า ‘พอ’ ก็ไม่มีวันหยุดวิ่งได้อยู่ดี
- โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการ )
#จิตวิทยาว่าด้วยเงิน #การเงิน #หนังสือ #อยากรวยต้องอ่านเล่มไหน
[อ้างอิงในคอมเมนต์]
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์
Chiang Rai
57000