The Isaander

The Isaander

แชร์

03/06/2026

“สวัสดีครับ ผมดิมครับ จากแทททู คัลเลอร์ครับ”

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถตู้สีดำคันนั้น กล่าวแก่เครื่องอัดเสียง ทันทีที่ผมกดปุ่มอัด ผมมีความเก้ๆ กังๆอยู่ไม่น้อย เพราะชายหนุ่มที่ผมเพิ่งขอสัมภาษณ์เป็นศิลปินรุ่นกลางที่ใช้ชีวิตอยู่ในวงการบันเทิงมาไม่น้อยหนาว-ร้อน-ฝน

“มึงอยู่มากี่ปีแล้วนะในวงการ” ผมถามคำถามแรกด้วยสติที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เพราะ นอนน้อยก็เหตุผลหนึ่ง ฤทธิ์ของสิ่งมึนเมาก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มีน้ำหนัก

“ถ้าเป็นวงการดนตรีก็ 15 ปีครับ แต่ถ้าวงการตลกก็ตั้งแต่เกิด” เขาตอบคำถามแรกของผมอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องนับนิ้วมือ แน่นอนแหละเขานับนิ้วไม่ถนัด เพราะต้องกุมพวงมาลัยรับผิดชอบชีวิตหลายชีวิตที่อยู่บนรถคันนี้

รถตู้สีดำสัญชาติเยอรมันคันเขื่อง กำลังมุ่งหน้าจากกาฬสินธุ์สู่ขอนแก่น ผู้โดยสารบนรถถือว่าได้รับเกียรติไม่น้อย ที่อดีตพระเอกหนังร้อยล้านบ้าง ไม่ร้อยล้านบ้างรายนี้อาสาเป็นสารถีขับขี่มันให้ ขณะที่หลายเรากำลังนั่งกระดิกตีนเล่นอย่างสบายใจ

หมอกจางๆ ระหว่างทาง ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาเคลื่อนที่ช้าลง บทสนทนาร่วงหล่นระหว่างทางบ้าง กระดอนกระเด้งตกหลุมพร้อมกับรถบ้าง แต่ผมก็ยังพอหยิบฉวยมาได้ในจำนวนที่น่าพอใจ

---

หลังจากนับนิ้วตีน และมืออย่างถี่ถ้วนก็พบว่า ผมรู้จักดิมมาเป็นเวลาถึง 20 ปี มันไม่ได้ยาวนานมากนักหรอก หากเทียบกับอายุของมิตรภาพระหว่างประวิตร วงษ์สุวรรณ และประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ถ้าเทียบกับอายุในสภาผู้แทนราษฎรของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แน่นอนมันยาวกว่าหลายเท่าตัว

สนามบาสเก็ตบอลของโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน น่าจะเป็นที่แรกที่ผมพบเขา แค่พบเฉยๆแต่ยังไม่ใช่เพื่อน แค่คนเล่นบาสเก็ตบอลด้วย แต่ยังไม่รู้จักชื่อกันและกัน นั่นน่าจะเป็นตอน ม. 3 ดิมเป็นนักเรียนเข้าใหม่ ที่หน้าตาไม่คุ้นเท่าไหร่สำหรับผมในตอนนั้น

เมื่อขึ้น ม.4 ผมและเขาได้อยู่ห้องเดียวกันร่วมกับเพื่อนอีกกว่า 50 ชีวิต พวกเราอยู่ในห้อง 4/4 ตง แทททู คัลเลอร์ก็เป็นเพื่อนอีกคนในห้องนี้ พวกเรามีกิจกรรมร่วมกันมากมาย ทั้งเรียนหนังสือ เตะฟุตบอล ลอกข้อสอบ หรือแม้กระทั่งโดดเรียน

ในวัยที่ลิ้นยังไม่ทานทนกับของขม และปอดยังไม่คุ้นชินกับควันไฟ หนึ่งกิจกรรมที่สนุกที่สุดของห้องเราคือ การย่างหมูบนเตาถ่าน วัฒนธรรมเกาหลีอยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่ อิแทวอน คลาส ยังไม่ได้สร้าง เถ้าแก่พัค เซรอย ยังไม่กลายเป็นขวัญใจสาวๆ

การร้องคาราโอเกะ เป็นกิจกรรมที่เราทำควบคู่กับการย่างหมู วัฒนธรรมญี่ปุ่นก็แทรกซึมเข้าสู่ภาคอีสานแล้วเช่นกัน ในสมัยนั้น สมัยที่โลกยังไม่สนิทสนมกับสมาร์ทโฟน อย่าว่าแต่สมาร์ทโฟนเลย โทรศัพท์มือถือธรรมดา ยังเป็นของมีราคาเกินกว่าวัยรุ่นจะเอื้อมไหว

พาร์ที่หมูกระทะที่บ้านดิม น่าจะเป็นครั้งแรกที่ ผมและเพื่อนๆ อีกหลายหูได้ฟังเขาร้องเพลง ผมจำได้ว่า ดิมใส่แว่นดำ ทำมือแป“ชาวนากับงูเห่า” ของวง Fly คือเพลงที่เขากำลังเปล่งเสียง คืนนั้นน่าจะมี “คนเดินถนน” ของพลพล พลกองเส็ง ด้วยอีกเพลง นั่นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการคัฟเวอร์ แค่ตอนนั้น บังเอิญว่า วงการเพลงไทยยังไม่นิยมเรียกการกระทำดังกล่าวว่า Cover เท่านั้นเอง

หลังจากนั้นไม่นาน ตง ชวนดิมร่วมวงดนตรีที่มีเพื่อนจากหลายๆ ห้องรวมกัน และวงนั้นเป็นวงที่มี รัฐ และจั๊ม เป็นสมาชิกอยู่ด้วย

---

เมื่อครั้งยังเยาว์ ดิม ตง รัฐ จั๊ม ต๊ะ และหมอบ ทำวงดนตรีร่วมกันในชื่อ I-Scream แต่

นักเรียนโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนจำนวนไม่น้อยเรียกพวกเขาว่า ไอติม ในวัยเห่อขนเพชร วงไอติมเล่นเพลงร็อคหนักไปจนถึงเมทัล Red Hot Chili Peppers บ้าง Limp Bizkit บ้าง Slipknot กับ Korn ก็เห็นพวกเขาพูดถึงอยู่ด้วย แต่วงขวัญใจอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น Linkin Park ด้วยยุคสมัย ดนตรีแบบ ร็อคๆ แร็พๆ จึงเป็นที่นิยม

แม้จะเข้ามาทีหลังแต่ รัฐ มีอิทธิพลกับวงไม่น้อย ถ้านึกภาพไม่ออก ผมขอเปรียบอิทธิพลของรัฐที่มีต่อ I-Scream กับบารมีของ ประวิตร ที่มีต่อพรรคพลังประชารัฐ

“ตรงนี้ มึงหยุดเล่นเลย หยุดให้เหมือนกับสับคัทเอ้าท์” ผมจำประโยคนี้ของรัฐได้ดี เขาพูดในห้องซ้อมดนตรีหลังหอประชุมของโรงเรียน นั่นเป็นช่วง ม.6

ในปี 2543-2545 I-Scream พาตัวเองไปอยู่บนหลายเวที ทั้งเวทีโชว์ และเวทีประกวด แม้จะไม่เคยได้กล่อง ได้ถ้วยชนะเลิศ แต่พวกเขาก็โด่งดังระดับมีแฟนคลับติดตามกรี๊ดกร๊าด

ก่อนจะเรียนจบมัธยมปลาย สมาชิกทั้ง 6 คน ได้ทำอัลบัมออกมาหนึ่งชุด มันเป็นอัลบัมนูเมทัลพ็อพ ชื่อ I-Scream 479 เครื่องดนตรีทุกชิ้นถูกอัดที่ห้องเก็บของในบ้านรัฐ ปกอัลบัมพิมพ์ในโรงพิมพ์ท้องถิ่นซึ่งเป็นกิจการครอบครัวของเพื่อนชื่อ ก้อ เปิดตัวและวางจำหน่ายครั้งแรกหน้าห้องอุตสาหกรรมของโรงเรียน iScream 479 ถูกขายก่อนที่โลกจะรู้จักกับ iPhone ตั้งหลายปี แม้ระยะเวลากว่าที่มันจะขายหมด มิได้เร็วรี่กับเท่าตั๋ว “อิน ยั่ว แอ่เหรีย” แต่ก็ไม่ช้าเหมือนความชั่วของรัฐบาลเผด็จการ

ผมได้อัลบัมนั้นมาหนึ่งแผ่น จำได้ไม่ชัดว่า จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับบริจาคจากสมาชิกวง แต่ที่แน่ๆ อัลบัมปกสีกรมท่าอัลบัมนั้นได้หายไปจากการครอบครองของผม คราวที่หยิบไปอวดรุ่นน้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

“มีชายอยู่คนหนึ่งชื่อเขาคือบุญรอด
เข้าบ่อนเป็นประจำ ไฟการพนันไม่เคยมอด
ป๊อกเด้งตาละพันเจ้ามือดันป๊อกตลอด
ซวยแล้วบุญรอด วันนี้มึงคงไม่รอด

หันเหอาชีพ มาแทงบอลทุกวัน
ได้ทีครั้งสองร้อย แต่เสียทีเป็นพัน
เล่นเสียทุกวันกลายเป็นที่โจษจัน
เพื่อนๆถามว่าได้ไหม มันบอกมันเล่นเอามัน

วันนี้แหละทีเด็ด คุณต้องเล่นแมนยู
คุณฉุยเขาบอกมาว่า ดวงคงไม่จู๋
แต่คู่แข่งมันสูสี มันคือลิเวอร์พูล
ซวยแล้วบุญรอด ขายรถเล่นแมนยู”

นั่นคือ ไรม์ ที่ดิมเป็นคนแต่ง เพื่อนหลายคนแซวว่า เขาแต่งจากชีวิตจริงของตัวเองในฐานะแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้หลงไหลตัวเลขมาตั้งแต่เป็นทีนเอจ อัลบัมนั้น ดิมเป็นคนเขียนไรม์ ขณะที่เนื้อร้องส่วนอื่นเป็นหน้าที่ของ รัฐ เมื่อครั้งยังเป็นวงไอติม ดิม มีหน้าที่แร็พ ขณะที่ รัฐ แม้จะเล่นกีต้าร์เก่งอย่างหาตัวจับยาก ก็ยังมีหน้าที่แค่เป็นนักร้อง ด้วยเหตุผลว่า เพื่อนๆได้จับจองตำแหน่งกีต้าร์ไปเสียก่อนที่เขาจะเข้ามาสู่วงแล้ว

แต่ยังไงก็ตาม วง I-Scream น่าจะเปรียบได้กับสนามซ้อมการเป็นนักแต่งเพลงของรัฐ อัลบัม I-Scream 479 ก็น่าจะไม่ต่างจากแมทช์อุ่นเครื่องในฐานะโปรดิวเซอร์ของเขา เช่นกัน

---

“อัลบัมกูจะวางที่งานแฟตนะ” ดิม บอกผมคราวที่เจอกันโดยบังเอิญ ณ ร้านเติมรมณ์ ขอนแก่น อัลบัมที่เขาพูดถึงคือ Hong Ser อัลบัมแรกของ Tattoo Colour คราวนั้น เขายังเป็นนักร้องกลางคืน และยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะวิทยาการจัดการ เราเจอกันไม่บ่อยนัก หลังจาก จบ ม.6

แม้จะไม่ได้เจอกันเป็นประจำ แต่ผมก็ยังได้รับเรื่องราวของ ดิมและวง อยู่เป็นระยะ จากคำบอกเล่าของเพื่อนคนโน้น คนนี้ แต่เอาเข้าจริงตอนนั้น ผมเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พวกเขาจะใช้ชื่อวงว่าอะไร ตงเคยบอกว่าวงอยากใช้ชื่อ “Her” แต่ผู้บริหารค่าย Smallroom ไม่เห็นด้วย มีชื่อจำนวนมากถูกเสนอ Tattoo Colour เป็นหนึ่งในนั้น ต้นคิดของชื่อเป็นเพียงแค่ “ความกวนตีน” ของวงที่ต้องการล้อกับคำว่า “ศักดิ์ศรี” เท่านั้น ไม่ได้คิดจริงจังอะไร

แต่สุดท้ายก็อย่างที่รู้กัน พี่รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ผู้บริหารค่ายกลับเลือกชื่อขำๆ ชื่อนั้น

ดิม เล่าว่า ตอนที่ทำอัลบัม Hong Ser เขากับเพื่อนในวงต้องนั่งรถทัวร์ ยี่ห้อ “นครชัยแอร์” จากขอนแก่นไปกรุงเทพฯ อยู่หลายครั้ง การอัดเสียงกลองช่วงเริ่มต้นก็มีความทุลักทุเลพอประมาณ เพราะตง ร้างการตีกลองชุดไปนาน ด้วยช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย ตงหันมาร้องเพลงเพื่อหาเงินค่าขนม แทนการเหยียบกระเดื่อง ตีสแนร์ อย่างที่ถนัดตอนมัธยม

Hong Ser วางจำหน่าย และ Tattoo Colour เริ่มเป็นที่รู้จักของนักฟังเพลง “ฝากที” ไต่อันดับได้สูงพอสมควรบนชาร์ต Fat Radio แต่พวกเขายังไม่ใช่ Bodyslam หรือ Potato หลังจากเรียนหนังสือจบ ดิม จึงต้องเข้าทำงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ณ บริษัทโทรศัพท์สัญชาติไทยแห่งหนึ่ง คำพูดที่ว่า เข้าแก๊งค์ไหนหัวหน้าตายหมด อาจจะจริงสำหรับดิมเพราะไม่นาน บริษัท ชื่อย่อ อ.ม.บ. ก็ต้องปิดตัวลง หลังจากที่ ดิม ลาออกมาประกอบอาชีพนักดนตรีเต็มตัวได้ไม่นาน

เรื่องยังไม่จบ อ่านต่อในคอมเมนท์

Photos from The Isaander's post 15/05/2026

The Isaander กลับมาแล้ว!

สวัสดี ผู้อ่านบ้างไม่อ่านบ้างทุกท่าน The Isaander มีความภูมิใจที่จะแจ้งว่า พวกเรากำลังพยายามกลับมาผลิตงานให้สม่ำเสมอเช่นที่เคยทำได้ในอดีต เพื่อการนำเสนอมุมมองของคนต่างจังหวัดอย่างที่เราเคยทำ

และยินดีที่จะแจ้งว่าเว็บไซต์ www.theisaander.com ได้ปรับโฉมใหม่ เพื่อให้สามารถเป็นพื้นที่ของนักเขียนทุกท่านที่ต้องการเผยแพร่ผลงาน และแบ่งรายได้จากโฆษณาอันน้อยนิดที่พวกเราอาจจะหาได้

และ เรายังยินดีที่จะแจ้งว่า เราได้รับเกียรติจากนักเขียน 3 ท่าน ได้แก่ พี่เจี๊ยบ-วิทยากร โสวัตร แห่งร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย อุบลราชธานี, พี่โจว ชิงหมาเกิด แห่งสำนักสื่อสาธารณะหมูหลุมของน้องๆ และ พี่หมิว ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ ที่จะมาร่วมเขียนผลงานกับพวกเรา

ขอให้ท่านสนุกกับการอ่าน-เขียน และขอบคุณที่สนับสนุนเราเสมอมา
The Isaander

24/03/2026

เธอมองไม่เห็น แต่รู้ดีกว่าใครว่าสังคมนี้ตาบอดแค่ไหน: สนทนากับ ‘ชนิกูล’ ผู้แทนคนพิการทางสายตาแห่งอุบลฯ
ในห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเอกสารและหน้าจอ ชนิกูลนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีสิ่งเหล่านั้น แต่เธอฟังทุกคำ จดจำทุกเรื่องราว และรู้ดีกว่าใครว่าความเงียบของคนที่ ‘ไม่มีใครเข้าใจ’ นั้นหนักแค่ไหน เพราะเธอเติบโตมากับมันมาตลอดชีวิต
ชนิกูลคือผู้แทนผู้พิการทางการมองเห็นจังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยิน แต่มีอยู่จริง มาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 4 ปี และแบกรับงานที่หนักกว่าที่ตัวเลขบนกระดาษจะบอกได้
ชื่อตำแหน่งนี้ไม่เคยปรากฏในข่าวการเมืองกระแสหลัก ไม่มีใครพูดถึงในโต๊ะอาหารค่ำ ไม่มีใครถกเถียงว่าใครควรได้รับเลือกในช่วงเลือกตั้ง แต่กระบวนการของมันไม่ต่างจาก สส. แม้แต่น้อย มีการลงคะแนน มีสัดส่วนผู้แทน และมีภาระรับผิดชอบต่อผู้คนที่มอบความไว้วางใจให้ เพียงแต่คนเหล่านั้นมองไม่เห็น และสังคมก็มักเลือกที่จะไม่มองเห็นพวกเขาเช่นกัน
‘ภาระ’ ที่เลือกจะกลับมาดูแล
ครอบครัวของเธอเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งหมด พวกเขาเติบโตมาในโลกที่ต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นมาตลอด และนั่นเองที่จุดประกายให้เธออยากพลิกสมการ จากผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภาระ ให้กลายเป็นผู้ที่มอบประโยชน์ต่อผู้อื่น
งานในแต่ละวันของเธอไม่ได้เริ่มที่โต๊ะทำงาน แต่เริ่มที่ประตูบ้านคนอื่น เธอลงพื้นที่สำรวจ พูดคุยกับผู้พิการทางการมองเห็นในชุมชน ชี้แจงสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ มอบสิ่งอำนวยความสะดวก และพยายามผลักดันให้แต่ละคนค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง
แต่บางบ้านก็ปิดประตูด้วยความกลัวว่าเธอจะเป็นมิจฉาชีพ ครอบครัวของผู้พิการบางส่วนไม่ยินยอมให้เข้าพบ เธอต้องใช้คำพูดเป็นกุญแจ อาศัยความอดทนและการเจรจาให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน บางครั้งสำเร็จ บางครั้งก็ไม่ และเธอก็ยอมรับมันโดยไม่ขอโทษใคร
ในอุบลราชธานีมีผู้พิการทางสายตามากกว่า 300 คน แต่ละคนมีอายุต่างกัน มีความต้องการต่างกัน มีความเข้าใจโลกต่างกัน บางคนตาบอดมาตั้งแต่เกิด และเติบโตมากับการสร้างชีวิตในความมืด บางคนสูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุในวันที่ไม่ทันตั้งตัว วันหนึ่งยังมองเห็นท้องฟ้า วันต่อมาทุกอย่างหายไป และยังไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตใหม่จากตรงไหน
และในกลุ่มหลังนี้เอง ที่ชนิกูลพบคำพูดที่หนักที่สุดในชีวิตการทำงาน “ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่ต้องเจอ”
การสูญเสียการมองเห็นโดยไม่มีใครรับฟัง ไม่มีใครที่เข้าใจได้จริง ๆ อาจนำไปสู่ภาวะทางจิตที่ซับซ้อนได้ง่าย ชนิกูลจึงไม่ได้เป็นแค่ผู้แทนที่คอยจัดการสิทธิบนกระดาษ แต่เธอเป็นคนที่นั่งฟัง เป็นคนที่เข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย และบางครั้งนั่นคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด
โอกาสที่ซ่อนอยู่ในคนที่ระบบมองข้าม
แม้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ชนิกูลบอกว่าเธอยินดีที่จะทำ เพราะในทุกการลงพื้นที่ เธอมักพบสิ่งที่ระบบไม่เคยมองเห็น ศักยภาพที่หลบซ่อนอยู่ในคนที่ถูกตีตราว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
เธอทำหน้าที่เป็นตัวกลาง จัดหาอาชีพ ผลักดันผู้พิการทางสายตาเข้าสู่ระบบแรงงาน และส่งต่อพวกเขาไปยังกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพที่มีอยู่ในภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นที่กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น หรือนครราชสีมา
แต่ตรงนี้เองที่เธอรู้สึกเสียดายที่สุด อุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ มีผู้พิการทางสายตามากกว่า 300 คน แต่กลับไม่มีศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับกลุ่มนี้โดยตรงแม้แต่แห่งเดียว ใครที่อยากเรียนรู้และพัฒนาทักษะต้องเดินทางออกนอกจังหวัด ออกจากบ้าน ออกจากครอบครัว และสำหรับหลายคนที่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ระยะทางไม่กี่ร้อยกิโลเมตรนั้นก็เป็นกำแพงที่ทะลุไม่ได้
ผลลัพธ์คือคนที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ กลับต้องทิ้งโอกาสนั้นไว้ข้างหลัง เพียงเพราะระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับพวกเขาในบ้านของตัวเอง
กฎหมายที่มีอยู่ แต่ช่องว่างที่กว้างกว่า
แม้จะมีมาตรา 33 ที่กำหนดให้สถานประกอบการที่มีพนักงานเกิน 100 คนต้องรับผู้พิการเข้าทำงาน แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายบรรทัดเดียวกันนั้นกลับกลายเป็นช่องให้ผู้พิการทางสายตาถูกกันออกจากตลาดแรงงานอย่างเป็นระบบ
หลายบริษัทเลือกที่จะ รับผู้พิการก็จริง แต่ไม่ใช่ผู้พิการทางสายตา เหตุผลที่ให้คือพวกเขาต้องการการดูแลมากกว่ากลุ่มอื่น ใช้เวลาสอนงานนานกว่า และเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องตัวเท่า การตีความคำว่า ‘ผู้พิการ’ ที่กว้างพอให้ความเหลื่อมล้ำแทรกตัวเข้าไปได้อย่างสบายใจ
ชนิกูลจึงต้องทำงานในสองสนามพร้อมกัน สนามแรกคือการช่วยผู้พิการทางสายตาพัฒนาตัวเอง สนามที่สองคือการโน้มน้าวให้สังคมและองค์กรยอมรับว่า การลงทุนเวลากับคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ภาระ แต่คือทรัพยากรที่รอการมองเห็นและนั่นคืองานที่ยากกว่า เพราะมันไม่ได้แค่เปลี่ยนทักษะ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีที่คนมองกัน
เรื่องโดย: ขจรยศ นิลดา
#อุบล #พิการทางสายตา #แรงงานพิการ #แรงงานมาตรา33

Photos from MAEW - สัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน's post 24/03/2026

🔊 ชวนเยาวชนนักสื่อสารรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำโขง สมัครทีมเข้าร่วมโครงการ “Mekong Youth Lab นักสื่อสารรุ่นใหม่กับอาหารแม่น้ำโขงที่หายไป” เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง Mekong Visual Field Lab สนับสนุนโดยสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และ Food Youth Lab สนับสนุนโดย โปรเจกต์เสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างพื้นที่ร่วมฝึกทักษะเทคนิคสื่อสาร เติมประเด็นแลกเปลี่ยนประเด็นอธิปไตยทางอาหารร่วมกับผู้คนในลุ่มน้ำโขง
♦️ใคร ๆ ก็สมัครได้เพียงเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ปี 1-4 ที่กำลังศึกษาอยู่ หรือนักศึกษาจบใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี รวมกลุ่มเป็นทีม ทีมละ 2-4 คน และสะดวกเข้าร่วมกิจกรรม สามารถผลิตชิ้นงานจนจบตลอดทั้งโครงการ
👉 สนใจคลิ๊กลิงก์สมัครได้ที่: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfGYQlCyfd7GGmkvJMhA-EjH7c0AIZxXVOw_5Y0Vv1Q817_mQ/viewform
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่: ​​https://docs.google.com/document/d/1ak5ZPag-WZEdI2zJe7jakvJTCPTEzbb2dfvboVejubw/edit?tab=t.0
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : [email protected]
#อาหารแม่น้ำโขงที่หายไป

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Buriram?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


444 Buriram-Prakhonchai Rd.
Buriram
31000