BRANDisign
30/10/2015
จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์ episode 3
เราจะใช้สีเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อย่างไร
สำหรับในบทความนี้ผมจะต่อยอดมาจากบทความที่แล้วที่อธิบายถึงการใช้สีเพื่อกระตุ้นความรู้สึกคน และสำหรับบทความนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องการใช้สีลงไปอีกภายใต้หัวข้อ “เราจะใช้สีเพื่อโน้มน้าวใจคนได้อย่างไร?”
คุณรู้ไหมครับว่าผลกระทบจากการใช้สีนั้นย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบริบท เช่น ความแตกต่างทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรม ดังนั้นการเลือกใช้สีจึงขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายหลัก (Target audience) ของแบรนด์นั้นๆ ตัวอย่างที่จะกล่าวถึงด้านล่างนี้ ก็คือ
หลักการเลือกใช้สีบนเว็บไซด์ของแบรนด์ยอดนิยมส่วนใหญ่เพื่อโน้มน้าวใจผู้ใช้งาน
การเลือกใช้สีของปุ่มต่างๆ
สีแดง เหลือง น้ำเงิน เขียว นับเป็นสีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำให้เกิด lead generation (ช่องทางที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก) ต่อปุ่ม CTA บนเว็บไซต์ (ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณด้วย) สีเหลืองมีแนวโน้มที่จะเหมาะสมกับเว็บไซต์ shopping มากกว่าสีอื่นๆ ในขณะที่เราจะเห็นการใช้สีน้ำเงินบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ และบนปุ่มลงทะเบียน (sign up) มากกว่า
การเลือกใช้สีของตัวอักษรและลิงค์ต่างๆ
การใช้สีดำบนพื้นขาว เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวอักษรเพื่อการอ่าน (plain text) ในขณะที่ลิ้งค์ต่างๆ ควรใช้สีฟ้าหรือน้ำเงิน (light blue) สาเหตุที่เกือบทุกเว็บไซต์ใช้หลักการดังกล่าว ก็คือเพื่อสร้างความคุ้นเคยต่อการใช้งานให้กับผู้ใช้
การเลือกใช้สีของแบนเนอร์และโปสเตอร์
ไม่มีอะไรจะเอาชนะพลังของป้าย SALE สีแดงที่แสนจะเตะตาได้ แม้กระทั่งบนเว็บไซต์ หากคุณต้องการกระตุกความสนใจจากผู้อ่าน คุณสามารถใช้สีขาวบนพื้นแดง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรียกความสนใจเท่านั้น แต่มันยังไปเพิ่มจังหวะการเต้นของหัวใจ (heart rate) และโน้มน้าวใจผู้เข้าใช้งานให้เกิดการกระทำโดยฉับพลัน (immediate action) ได้
การเลือกใช้สีเพื่อเพิ่มความสามารถในการอ่านออก
คุณสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณอ่านง่ายขึ้น ด้วยการเลือกสีที่ง่ายต่อการใช้สายตา ควบคู่ไปกับการ highlight ข้อความที่สำคัญ เช่น การใช้แบคกราวน์ (background) สีมืดกับรูปภาพที่เบลอเล็กน้อย และมีพื้นที่พักสายตาพอประมาณ ควบคู่ไปกับตัวหนังสือขนาดใหญ่ในส่วนของHeader เพื่อเป็นการเน้นข้อความ ปุ่ม และเนื้อหาอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้อ่านกวาดสายตาหาจุดสำคัญบนเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น
เพิ่มเติมกันอีกซักนิดเพื่อความสะดวกกับเครื่องมือสำหรับการเลือกใช้สีที่เหมาะกับคุณ มีเครื่องมือมากมายให้คุณเลือกใช้ในการจัดการกับสีสันบนเว็บไซต์ Adobe Color CC ก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณสามารถเลือกสีตามความสนใจของคุณใน theme ต่างๆ ได้
และยังมี option อีกมากมายที่จะทำให้คุณสามารถ customize สีได้เอง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือออนไลน์อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น Flat UI Color Picker, Material Palette และ Paletton
ทั้งหมดนี้ผมยกมาเป็นตัวอย่างคร่าวๆ สำหรับหลักในการเลือกใช้สีให้เหมาะสมกับแบรนด์และจุดสัมผัสต่างๆ ของคุณ แต่ทว่าก็อย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาให้ดีก่อนนะครับ ควรทำความรู้จักกับกลุ่มผู้บริโภคและแบรนด์ของตัวเองให้ดีก่อนที่จะนำสีต่างๆ ไปใช้งาน เพราะสีบางสีอาจจะไม่เหมาะกับ Target audience บางกลุ่มอยู่เหมือนกัน เช่น จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่าผู้ชายเกลียดสีม่วง และเห็นว่าสีดำ น้ำเงิน และเทาน่าดึงดูดใจมากกว่า
Source: Hifluence Webmaster 2015
ติดตามกันต่อได้ที่ #จิตวิทยาการใช้สีกับการสร้างแบรนด์Theseries
15/10/2015
4 ข้อควรรู้เพื่อการออกแบบโลโก้ที่ดีเยี่ยม จาก Siegel+Gale
ทำไมโลโก้ที่ดีที่สุดคือโลโก้ที่เรียบง่ายที่สุด และทำไมเสียงตอบรับที่ไม่ดีนักต่อโลโก้ใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ควรจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า BRIAN RAFFERTY แห่ง Siegel+Gale (บริษัทสร้างแบรนด์ระดับโลกที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1969) จะอธิบายให้นักออกแบบสร้างแบรนด์ทุกคนได้เข้าใจ
ในกรณีของ Siegel+Gale พวกเขาทำการวิจัยโดยรวบรวมผลจากผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 3,000 คน ทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร แล้วนำตัวเลขดังกล่าวมาตีความ เพื่อค้นหาว่าอะไรทำให้โลโก้เป็นที่น่าจดจำ และสิ่งที่ได้นั้นก็คือ
1. โลโก้ที่ดีที่สุดคือโลโก้ที่เรียบง่ายที่สุด (SIMPLE LOGOS ARE BEST)
Rafferty กล่าวว่า โลโก้ที่ดีที่สุดคือโลโก้ที่เรียบง่ายที่สุด “ความเรียบง่าย (Simplicity) คือสิ่งที่อยู่ในความคิดของผู้คนในตอนนี้” ผลจากงานวิจัยกล่าวว่า โลโก้ที่คนจดจำได้มากที่สุดคือโลโก้ของแบรนด์ Nike, Apple, McDonald's, และ Coca-Cola ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นโลโก้ที่เรียบง่าย ทั้งที่อยู่ในรูปทรงเรขาคณิตอย่างง่าย และในรูปแบบ wordmark (โลโก้ที่ใช้ตัวหนังสือเป็นหลัก)
จริงอยู่ที่ว่าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือโลโก้ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ แต่ Rafferty ยังได้กล่าวต่อว่า ถึงแม้ผู้เข้าร่วมโครงการจะจดจำแบรนด์ไม่ได้ โลโก้ที่เรียบง่ายที่สุดก็ยังคงถูกจดจำได้มากที่สุดอยู่ดี โดยพวกเขาได้โชว์โลโก้กว่า 100 โลโก้ให้ผู้เข้าร่วมโครงการดู และถามว่าจดจำโลโก้นั้นๆได้หรือไม่ และในตอนท้ายของการทดสอบ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเลือกโลโก้ที่พวกเขาได้เห็นก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ท่ามกลางโลโก้อีกมากมายที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งโลโก้ที่เรียบง่ายนั้นจึงถูกจดจำได้มากกว่า
2. โลโก้ที่น่าจดจำคือทำให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัย
MEMORABLE LOGOS MAKE CONSUMERS CURIOUS
ในขณะที่สถิติของดีไซน์เนอร์โน้มเอียงไปในการพยายามที่จะทำให้โลโก้มีความซับซ้อน เพื่อสื่อสารแบรนด์ให้ได้มากที่สุด แต่ Siegel+Gale กลับพบว่าผู้บริโภคสนใจในโลโก้ที่เรียบง่ายและน่าจดจำมากกว่าถึง 13%
นอกจากนั้นโลโก้ที่น่าจดจำยังทำให้ 7% ของผู้บริโภคเกิดความสงสัยเกี่ยวกับแบรนด์ และ 6% เห็นว่าแบรนด์นั้นมีความเป็นเอกลักษณ์ (unique) แตกต่างจากคู่แข่ง
3. ความน่าเชื่อถือไม่ได้สื่อสารผ่านโลโก้เสมอไป
TRUSTWORTHINESS ISN'T NECESSARILY COMMUNICATED BY A LOGO
จากผลการวิจัยนี้ พบว่าโลโก้ที่ใช้ตัวหนังสือแบบมีเชิง (Sans serif wordmark) และแบบที่ใช้ตัวหนังสือเป็นหลัก (Font-based wordmark) สามารถทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดความรู้สึกเชื่อใจ (trustworthiness) และพึ่งพาได้ (reliability) มากกว่าโลโก้แบบอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม Rafferty ก็ได้กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือและพึ่งพาได้ ไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถออกแบบลงไปบนตัวโลโก้ได้ มันเป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก และเกี่ยวข้องกับการรับรู้ที่มีต่อแบรนด์ (Brand percetion)
ซึ่งนั่นไม่สามารถส่งผ่านทางโลโก้ได้เพียงช่องทางเดียว หากคุณต้องการให้แบรนด์ของคุณน่าเชื่อถือ โลโก้ที่ใช้ตัวหนังสือแบบ sans serif อาจจะสามารถหยิบยืมความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ที่น่าเชื่อถืออื่นๆ ที่มีโลโก้ลักษณะเดียวกัน มาได้เพียงชั่วคราว แต่ความเชื่อถือนั้นก็จะหายไปตามกาลเวลา หากคุณไม่สร้างมันขึ้นมาเอง
4. คุณสามารถวัดปริมาณเสียงตอบรับที่ไม่ดีได้
YOU CAN QUANTIFY NEW-LOGO BACKLASH
สิ่งหนึ่งที่เราได้จากผลการวิจัยนี้ คือนอกจากค่านิยมทั่วไปแล้ว ความคุ้นเคยไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกแย่ๆ (*ดังคำกล่าวที่ว่า familiarity breed contempt คือ เมื่อเราคุ้นเคยกับใครซักคน เราอาจจะเห็นด้านแย่ๆของเขาทั้งหมดจนเราหมดศรัทธา)
เมื่อเป็นเรื่องของโลโก้ตามความเป็นจริงแล้วยิ่งคนคุ้นเคยกับโลโก้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งก่อให้เกิดความเชื่อมโยงลักษณะเฉพาะของแบรนด์ไปในทางบวกมากเท่านั้น ทั้งรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา การพึ่งพาได้ สิ่งที่เป็นนวัตกรรม และความเป็นมิตร ในขณะที่เมื่อโลโก้ดูไม่คุ้นตา ผู้คนจะสรรหาคำพูดในทางลบมาอธิบายมัน เช่น เสแสร้ง (pretentious) ดูไม่มีรสนิยม (tacky) หรือน่าเบื่อ (boring)
แล้วมันหมายความว่าอย่างไรล่ะ? ถ้าคุณเริ่มคิดที่จะออกแบบโลโก้ของคุณใหม่ (redesign) ก็ให้คาดการณ์ไว้ก่อนเลยว่าจะได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ดีกลับมา อย่างไรก็ตามเราสามารถวัดระดับเสียงตอบรับเหล่านั้นได้ เช่น ถ้าคุณกำลังกังวลว่า 10% ของเสียงตอบรับต่อโลโก้ใหม่ของคุณบอกว่ามัน “น่าเบื่อ” นั่นแปลว่ามันค่อนข้างดี เพราะไม่ว่าอย่างไรผู้บริโภคกว่า 14.69% ก็จะพูดถึงโลโก้ที่เขาไม่รู้จักว่า “น่าเบื่อ” อยู่แล้ว
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นส่วนเล็กๆ ของผลการวิจัยจาก Siegel+Gale เท่านั้น แต่เราก็หวังว่าการวิจัยนี้จะทำให้เหล่านักออกแบบสร้างแบรนด์มีหลักการและข้อเท็จจริงพื้นฐานในการออกแบบโลโก้
Sources: Siegelgale, fastcodesign.
24/09/2015
"Infographic" อีกหนึ่งงานออกแบบเพื่อใช้ในการสร้างแบรนด์
สวัสดีครับนักสร้างแบรนด์ทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะเป็นการจุดประกายนักสร้างแบรนด์ทุกท่านให้หันมาใช้ Infographic ในการสื่อสารกับผู้บริโภค เราจะเริ่มจุดประกายด้วยคำถามที่ว่า Infographic เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเหล่านักออกแบบในการสร้างแบรนด์?
แต่ก่อนอื่นทุกๆ คนคุ้นหูกันบ้างไหมกับคำว่า “Infographic” ยิ่งถ้าทำงานสายออกแบบก็ยิ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ถ้ามองไปถึงกลุ่มผู้บริโภคแบรนด์ต่างๆ เขาจะทราบไหมครับว่า กว่าที่นักออกแบบจะผลิต Infographic ออกมาสารตั้งต้นเป็นอย่างไร
กว่าจะออกมาเป็น Infographic นักออกแบบจะต้องมีการผ่านกระบวนการคิดหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการแปลงข้อมูล รวบรวมข้อมูลที่มากมายให้มาอยู่แค่ในภาพเดียว หรือทำให้ความยากของข้อมูลสามารถสื่อสารผ่านภาพให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังต้องทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจดึงดูดสายตาของผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์และกลายเป็นตัวจุดประกายให้ผู้อ่านนำกลับไปคิดต่อได้
เนื่องด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจึงทำให้ Infographic เหมาะสมกับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน แล้ว Social network เองก็มีแนวโน้มผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อองค์กรและแบรนด์ต่างตระหนักถึงความสำคัญของ Infographic จึงนำมาใช้ในการโปรโมทสินค้า การบริการ ผลการรายงานของโครงการ หรือแคมเปญต่างๆ ฯลฯ ผ่านช่องทาง Social Network
เพื่อต้องการสื่อสารบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเข้าใจได้ยาก หรือบางข้อมูลที่มากมายให้สามารถเข้าใจได้ง่ายและกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้าถึง รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้พบเห็น
และคาดหวังว่ามันจะถูกนำไปแชร์ต่อ กระจายข่าว ประชาสัมพันธ์ออกไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น unicef องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ และ Coke แบรนด์ธุรกิจเครื่องดื่มใช้ Infographic ในการรายงานผลของกิจกรรมโครงการ และนวัตกรรมของตนเอง ซึ่งแต่ละเนื้อหาก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ว่าต้องการจะสื่อสารเกี่ยวกับอะไร
นอกจากนั้น Infographic ก็เปรียบเสมือนอีก 1 ช่องทางในการส่งเสริมภาพลักษณ์และจุดประสงค์ของแบรนด์กับบุคคลภายนอกที่ได้พบเห็น หรือสร้างการจดจำกับตัวแบรนด์นั่นเอง
จึงกล่าวได้ว่า Infographic เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเหล่านักออกแบบในการสร้างแบรนด์ เพราะถ้าใน 1 Infographic สามารถที่จะรวบรวมเรื่องราวต่างของแบรนด์คุณได้ทั้งหมด! แล้วนักสร้างแบรนด์ทุกๆท่านหละ อยากให้ Infographic มีบทบาทอะไรในตัวแบรนด์บ้าง เอามาแชร์กันได้นะครับ
11/09/2015
3 ความรู้สึกที่น่าทึ่งเมื่อสมองรับรู้ผ่าน Brand Logo
นักประสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า “logo” ของแบรนด์นั้นทุกภาคอุตสาหกรรมธุรกิจต้องตระหนัก เพราะมันทำหน้าที่ได้มากกว่าการสื่อสารถึงชื่อ สินค้าหรือตราบริษัท “โลโก้” สามารถกระตุ้นถึงการทำงานของสมองในระดับที่ลึกซึ้ง จากการทดสอบด้วยครื่อง fMRI หรือ เครื่องมือวัดการทำงานของสมองจากค่าความต่างของระดับออกซิเจนและเลือด สมองแสดงผลสามความรู้สึกที่แตกต่างกันเมื่อมองเห็นโลโก้แบรนด์
1. “ความรู้สึกชื่นชอบ”
เมื่อเราเห็นโลโก้ของแบรนด์ที่เราชื่นชอบ สมองส่วน Ventral medial frontal pole หรือส่วนที่ส่งผลต่อความมั่นใจและการมองเห็นตัวเองจะถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อเราใช้สินค้าจากแบรนด์ที่เราชื่นชอบเราจะรู้สึกว่าเรามีความมั่นใจสูงขึ้น
2. “ความรู้สึกคุ้นเคย”
เมื่อเราเห็นโลโก้ของแบรนด์ที่เราคุ้นเคย สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ในแง่บวกและการให้รางวัลจะถูกกระตุ้นทันที (Pallidum, Posterior cingulate and Frontal cortex) แต่ถ้าโลโก้นั้นมาจากแบรนด์ที่เราไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นมาก่อน สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ในแง่ลบ (Insula) เช่น ความกลัว จะถูกกระตุ้นแทน การค้นพบนี้สรุปได้ว่าคนเรามักใช้ประสบการ์ณที่ตัวเองเคยมีกับแบรนด์มาใช้ในการประเมินแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. “ความรู้สึกใกล้ชิด”
หากเรารู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์ใด การเห็นโลโก้ของแบรนด์นั้นจะสามารถกระตุ้นการทำงานในสมองที่ทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคลลใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนหรือครอบครัว การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า แบรนด์สามารถยกระดับความสัมพันธ์จากสินค้ากลายไปเป็นคนสนิท คนรู้ใจได้ หากสามารถสร้างความสันพันธ์ในระดับใกล้ชิดกับผู้บริโภคได้
จากผลการทดลองกระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วกว่า 400 มิลลิวินาทีหรือน้อยกว่าครึ่งวินาทีเท่านั้น
สุดท้ายนี้นอกจากโลโก้ของแบรนด์ที่สามารถสร้างความรู้สึกได้แล้ว ยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของเราอย่างเห็นได้ชัด มากกว่ามีหน้าที่แค่ทำให้เราจดจำ และมองเห็น นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นักสร้างแบรนด์ผ่านงานออกแบบต้องคำนึงถึงเพื่อเป็นการสนับสนุนแบรนด์ของคุณให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างดีที่สุด
Source: posted by Rob Marsh from Logomaker
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10260