Illuminations Editions
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่าง #ชาวฮินดูและชาวมุสลิม ในอินดียยุคกลาง
ประวัติศาสตร์นิพนธ์อินเดียในยุคกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 𝟏𝟏–𝟏𝟖) มีลักษณะเฉพาะตัวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งเชิงจารึกและความเหลื่อมล้ำของข้อมูล โดยสามารถแบ่งแยกแง่มุมและโครงสร้างสำคัญในการศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในยุคนี้ออกเป็นประเด็นหลักได้ดังนี้:
𝟏. #ความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างแหล่งข้อมูลมุสลิมและอินเดียดั้งเดิม
บันทึกประวัติศาสตร์อินเดียในยุคกลางเกือบทั้งหมดมาจากพงศาวดารภาษาอาหรับ เปอร์เซีย และเติร์ก ซึ่งเขียนขึ้นจากมุมมองของชนชั้นปกครองมุสลิมเป็นหลัก ในทางตรงกันข้าม กลับแทบไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์จากฝั่งอินเดียดั้งเดิม (ฮินดูและพุทธ) เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในยุคนี้เลย แม้แต่เหตุการณ์สำคัญอย่างการรุกรานและทำลายล้างเมืองอย่างรุนแรงของมาห์มูดแห่งกัซนี ก็ไม่มีการกล่าวถึงเลยในคัมภีร์ของชาวอินเดียร่วมสมัย ซึ่งนักปราชญ์อย่างอัลบิรูนี (𝐀𝐥-𝐁𝐢𝐫𝐮𝐧𝐢) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า " #ชาวอินเดียให้ความสำคัญกับลำดับก่อนหลังของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์น้อยมาก" และมักหลีกเลี่ยงความจริงในโลกีย์เพื่อไปเขียนวรรณกรรมแนวเพ้อฝัน (𝐢𝐧𝐚𝐧𝐞 𝐫𝐨𝐦𝐚𝐧𝐜𝐞𝐬) หรือเรื่องราวเชิงอภิปรัชญาแทน
𝟐. #ข้อจำกัดและอคติของนักพงศาวดารประจำราชสำนัก (𝐂𝐨𝐮𝐫𝐭 𝐂𝐡𝐫𝐨𝐧𝐢𝐜𝐥𝐞𝐫𝐬)
นักเขียนประวัติศาสตร์ยุคกลางส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นข้าราชสำนัก (𝐂𝐨𝐮𝐫𝐭𝐢𝐞𝐫𝐬) ของสุลต่าน ซึ่งความก้าวหน้า ความมั่งคั่ง หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยในชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของกษัตริย์
#การบิดเบือนความจริง: ซิยาอุดดีน บารานี (𝐙𝐢𝐚-𝐮𝐝-𝐝𝐢𝐧 𝐁𝐚𝐫𝐚𝐧𝐢) นักพงศาวดารคนสำคัญ ยอมรับตรงๆ ว่าตนเองและนักเขียนร่วมสมัยทำตัวเป็นผู้ทรยศที่พร้อมจะเขียนเปลี่ยนดำให้เป็นขาว และละทิ้งการพูดความจริงต่อหน้ากษัตริย์เนื่องจากความกลัวในชีวิตและความโลภในทรัพย์สิน
#การเขียนอวดอ้างเกินจริงเชิงศาสนา: นักพงศาวดารมุสลิมที่เคร่งครัดมักจงใจเขียนขยายความและแต่งเติมเหตุการณ์เข่นฆ่าหรือทำลายเทวสถานฮินดูให้เกินจริง เพื่อยกย่องผู้ปกครองของตนว่าเป็น #วีรบุรุษผู้พิทักษ์ศาสนา (𝐇𝐨𝐥𝐲 𝐰𝐚𝐫𝐫𝐢𝐨𝐫𝐬) เช่น การอ้างตัวเลขการทำลายเทวสถานจำนวนนับพันนับหมื่นแห่ง ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของศิลปะการเขียนพงศาวดารเพื่อเชิดชูอำนาจราชสำนัก
#อิลลูมิเนชันส์ #ปัญญาชนกับการเมือง
ประวัติของบักทิยาร ขิลจิ : ผู้สั่งเผา #นาลันทามหาวิหาร
บัคติยาร์ คัลจี (𝐁𝐚𝐤𝐡𝐭𝐢𝐲𝐚𝐫 𝐊𝐡𝐚𝐥𝐣𝐢) เป็นแม่ทัพและผู้ช่วยคนสำคัญของกุตบุดดีน อัยบัก (𝐐𝐮𝐭𝐛-𝐮𝐝-𝐝𝐢𝐧 𝐀𝐢𝐛𝐚𝐤) โดยเขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำทัพชาวเติร์กเพื่อพิชิตดินแดนบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาฝั่งตะวันออก ในขณะที่อัยบักเน้นการทำศึกในภาคกลางและภาคตะวันตก
บัคติยาร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนฉลาด กล้าหาญ มีความสามารถและเปี่ยมไปด้วยพลังทางกายอันมหาศาล แม้ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่ค่อยดีนัก โดยถูกอธิบายว่ามีลักษณะคล้ายกอริลลาและมีแขนยาวถึงน่องก็ตาม
ผลงานและวีรกรรมที่สำคัญของกองทัพภายใต้การนำของบัคติยาร์ คัลจี
#การพิชิตแคว้นพิหารและการทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา: การรุกรานของเขาประสบความสำเร็จอย่างมากแต่ก็มาพร้อมกับความพินาศอย่างรุนแรง กองทัพของเขาได้ทำลายมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานาลันทา (𝐍𝐚𝐥𝐚𝐧𝐝𝐚) อันยิ่งใหญ่ในแคว้นพิหารจนย่อยยับ เนื่องจากเขาเข้าใจผิดคิดว่ามหาวิทยาลัยที่มีกำแพงล้อมรอบคือป้อมปราการ และคิดว่าพระสงฆ์ที่โกนศีรษะคือพราหมณ์ กองทัพของเขาได้สังหารผู้คนจำนวนมากและยึดเอาตำราเรียนจำนวนมหาศาล โดยกว่าจะทราบว่าสถานที่แห่งนั้นคือมหาวิทยาลัย ผู้คนก็ถูกสังหารไปจนหมดสิ้นแล้ว
#การยึดครองแคว้นเบงกอลด้วยทหารเพียง 𝟏𝟖 นาย: หลังจากพิชิตพิหาร เขาได้รุกคืบเข้าสู่แคว้นเบงกอลซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ #ราชวงศ์เสนะ (𝐒𝐞𝐧𝐚 𝐝𝐲𝐧𝐚𝐬𝐭𝐲) ด้วยความหุนหันพลันแล่นอันเป็นเอกลักษณ์ เขาได้บุกเข้าไปยังเมือง #นาเดีย (𝐍𝐚𝐝𝐢𝐚) ซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น พร้อมกับทหารม้าคุ้มกันเพียง 𝟏𝟖 นายเท่านั้น โดยทิ้งกองทัพหลักไว้เบื้องหลัง กลุ่มของเขาพรางตัวเป็นพ่อค้าม้าเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย และสามารถบุกเข้าถึงหน้าประตูปราสาทได้อย่างง่ายดาย การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ทำให้ #ราชาลักษมัณเสนะ (𝐋𝐚𝐤𝐬𝐡𝐦𝐚𝐧𝐚-𝐬𝐞𝐧𝐚) ที่กำลังเสวยพระกระยาหารอยู่ต้องวิ่งหนีเท้าเปล่าออกทางประตูหลัง ปล่อยให้กองทัพเติร์กยึดครองทรัพย์สมบัติ ช้างศึก และดินแดนเบงกอลส่วนใหญ่ไปได้อย่างง่ายดาย
#อิลลูมิเนชันส์ #ปัญญาชนกับการเมือง
#พุทธศาสนา เป็น ‘ #ปรัชญา’ หรือไม่? : ท่าน ป.อ. ปยุตฺโต #กับ ริชาร์ด กอมบริค
ในหนังสือ "พุทธธรรม" สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไม่ได้พยายามจัดกรอบให้พระพุทธศาสนาเข้าไปอยู่ในหมวดหมู่ของ "ปรัชญา" (𝐏𝐡𝐢𝐥𝐨𝐬𝐨𝐩𝐡𝐲) ศาสนา (𝐑𝐞𝐥𝐢𝐠𝐢𝐨𝐧) หรือวิถีชีวิต (𝐀 𝐰𝐚𝐲 𝐨𝐟 𝐥𝐢𝐟𝐞) อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ท่านมีมุมมองที่ชัดเจนในประเด็นนี้ดังต่อไปนี้ครับ:
𝟏. พุทธธรรม ก็คือ พุทธธรรม; ท่านกล่าวว่าคนสมัยใหม่มักตั้งคำถามและถกเถียงกันว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา ปรัชญา หรือวิถีครองชีวิต #ซึ่งการถกเถียงเช่นนี้มีแต่มติที่แตกต่างและหาข้อยุติไม่ได้ ดังนั้น ท่านจึงเลือกที่จะไม่พิจารณาปัญหานี้เลย โดยมุ่งเน้นอธิบายเพียงว่า "พุทธธรรมสอนว่าอย่างไร" เท่านั้น
ท่านสรุปอย่างชัดเจนว่า "พุทธธรรม ก็คือพุทธธรรม และยังคงเป็นพุทธธรรมอยู่นั่นเอง" ส่วนคำถามที่ว่าพุทธธรรมจะเป็นปรัชญาหรือไม่นั้น ให้เป็นเรื่องของวิชาปรัชญาเองที่จะพิจารณาว่าขอบเขตของตนสามารถตีความครอบคลุมมาถึงพุทธธรรมได้หรือไม่
𝟐. ปฏิเสธแนวคิดที่มุ่งเพียง "ตอบสนองความต้องการทางปัญญา" แม้ท่านจะเปิดกว้างให้วิชาปรัชญามาตีความพุทธธรรมได้ แต่ท่านได้วางข้อจำกัดที่เด็ดขาดไว้อย่างหนึ่งว่า หลักการหรือคําสอนใดก็ตามที่เป็นเพียงการคิดค้นหาเหตุผลเพื่อสนองความต้องการทางปัญญา โดยไม่ได้มุ่งหมายหรือไม่มีแนวทางสําหรับให้นำไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตจริงได้ ให้ถือว่าสิ่งนั้น "ไม่ใช่พระพุทธศาสนา"
อนึ่ง ริชาร์ด กอมบริค (𝐑𝐢𝐜𝐡𝐚𝐫𝐝 𝐆𝐨𝐦𝐛𝐫𝐢𝐜𝐡) น่าจะมีความเห็นพ้องและชื่นชมกับจุดยืนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อย่างมากในแง่ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ
แต่ในขณะเดียวกัน กอมบริค ก็พร้อมที่จะรับคำเชิญชวนนั้น โดยยืนยันว่า "วิชาปรัชญา" มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายขอบเขตมารวบรวมเอาพุทธธรรมเข้าไปไว้ในระดับแนวหน้าของประวัติศาสตร์ความคิดมนุษยชาติ
คุณค่าเชิงปฏิบัติของพุทธธรรม ถูกรองรับด้วย "ความจริงเชิงประจักษ์" ที่ลึกซึ้ง แม้พุทธธรรมจะเน้นการปฏิบัติ แต่ กอมบริค อธิบายเสริมว่า ปฏิบัตินิยมของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ตัดขาดจาก #ความจริงเชิงประจักษ์ (𝐂𝐨𝐠𝐧𝐢𝐭𝐢𝐯𝐞 𝐟𝐚𝐜𝐭𝐮𝐚𝐥 𝐭𝐫𝐮𝐭𝐡) พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้ทำตามเพียงเพราะ "มันได้ผล" โดยปราศจากการมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ดังนั้น ภายใต้คำสอนที่ดูเรียบง่ายและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาชีวิต จึงมี #โครงสร้างทางปรัชญา อันหนักแน่นสอดคล้องกันรองรับอยู่เสมอ
#อิลลูมิเนชันส์ #ปัญญาชนกับการเมือง
ถ้าพรรคคองเกรส ยอดลดความมุ่งมั่นที่จะสร้างรัฐอินเดียที่เป็นเอกภาพและรวมศูนย์?
#มีความเป็นไปได้สูงมากที่การเจรจาจะมีทางออกและสามารถหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกประเทศได้
#นักประวัติศาสตร์แนวแก้ไข (𝐑𝐞𝐯𝐢𝐬𝐢𝐨𝐧𝐢𝐬𝐭) อย่าง 𝐀𝐲𝐞𝐬𝐡𝐚 𝐉𝐚𝐥𝐚𝐥 ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วข้อเรียกร้องในการสร้าง "ปากีสถาน" ของจินนาห์และพรรคสันนิบาตมุสลิม เป็นเพียง " #เครื่องมือต่อรอง" (𝐁𝐚𝐫𝐠𝐚𝐢𝐧𝐢𝐧𝐠 𝐜𝐡𝐢𝐩) เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่เท่าเทียมกันในการบริหารรัฐบาลกลางที่กระจายอำนาจ
จินนาห์ไม่ได้ต้องการแบ่งแยกประเทศอย่างเด็ดขาด แต่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของเขาคือการรักษาสิทธิของชาวมุสลิมภายใต้โครงสร้าง #สมาพันธรัฐที่หลวมๆ (𝐋𝐨𝐨𝐬𝐞 𝐜𝐨𝐧𝐟𝐞𝐝𝐞𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧)
#อิลลูมิเนชันส์ #ปัญญาชนกับการเมือง
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
ที่อยู่
4288/1203 Aspire Rama 4, Rama 4 Road, Phra Khanong, Klong Toey
Bangkok
10110
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |
| เสาร์ | 08:00 - 17:00 |
| อาทิตย์ | 08:00 - 17:00 |