Maximum Life

Maximum Life

แชร์

21/03/2016

ดูแล "ลำไส้" อย่างไรไม่ให้เป็นโรคร้าย ?
ครั้งก่อนเราได้พูดถึงความสำคัญของระบบย่อยอาหารกันไปแล้วนะคะ ว่ามันมีความมหัศจรรย์ สามารถเปลี่ยนอาหารต่างๆให้เป็นพลังงานที่จำเป็นสำหรับร่างกายของเราได้
อวัยวะหลักๆที่ร่างกายใช้ย่อยอาหารเริ่มตั้งแต่ ปาก(โดยฟัน) สู่กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก ซึ่งเราใช้อวัยวะเหล่านี้ทุกวันและเป็นส่วนที่สัมผัสกับอาหารทุกชนิด ทุกหมู่ และแน่นอนมันย่อมเกิดสิ่งตกค้างอยู่ในกระบวนการต่างๆ
ทว่าโชคดีที่เราสามารถทำความสะอาดช่องปากด้วยการแปรงฟัน กระเพาะอาหารก็เป็นที่ที่มีกรดอย่างแรง ยากที่จะมีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ แม้ว่าจะมีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดสามารถทนกรดในกระเพาอาหารได้ก็ตาม แต่หากมันมีปริมาณที่เหมาะสมและถูกควบคุมไว้โดย “โปรไบโอติก”(จุลินทรีย์ชนิดดี) มันก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด
แต่อวัยวะที่ดูเหมือนว่าจะทำความสะอาดยากที่สุดก็เห็นจะเป็น “ลำไส้” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ลำไส้เล็ก” ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญในกระบวนการย่อยอาหาร ที่ลำไส้เล็กนั้นจะเป็นที่ที่สารอาหารต่างๆถูกลำเลียงเข้าสู่ร่างกาย โดยในผนังของลำไส้เล็กนั้นจะมีขนเล็กๆลักษณะคล้ายปากแตรอยู่นับล้านๆเส้นเรียกว่า “Villi” (วิลไล)
ขนเล็กๆเหล่านี้นี่เองที่คอยทำหน้าที่เป็นตัวดูดซึมเอาสารอาหารให้แก้ร่างกาย แต่พอนานวันเข้าขนหรือท่อเล็กๆเหล่านี้ก็จะเกิดการสะสมของสิ่งที่เกิดจากอาหารเหล่านั้น ทั้งที่เป็นไขมันและสารอาหารอื่นๆก็ตาม เกิดเป็นคราบไคลสะสมอยู่ตามซอกของ Villi นั่นเอง เมื่อเกิดการสะสมของคราบเหล่านี้มากขึ้นๆ จึงเป็นเหตุให้ผนังลำไส้สกปรก ซึ่งผลกระทบโดยตรงที่เกิดจากการที่ลำไส้ของเราสกปรกก็คือ อัตราการดูดซึมสารอาหารของร่างกายลดลง นั่นหมายถึงเราต้องรับประทานอาหารในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นหากเราต้องการได้รับสารอาหารเท่าเดิม ในขณะเดียวกันสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่ในลำไส้ ก็เป็นปัจจัยเชื้อเชิญให้เชื้อโรคเข้ามาอาศัยอยู่ หากพวกมันเข้ามาอาศัยอยู่เฉยๆก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกนะคะ หากแต่เชื้อโรคที่มาอาศัยอยู่นั้นมันสร้างผลเสียร้ายแรงต่อชีวิตของเราเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่
1. เข้าไปรบกวนกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารในร่างกายของเรา
2. เป็นที่ทราบกันดีว่าลำไส้นั้นเป็นบริเวณหลักที่ “โปรไบโอติก”หรือจุลินทรีย์ที่ดีชนิดต่างๆใช้เป็นที่แตกตัวและทำงาน เมื่อไรก็ตามที่ลำไส้เกิดความสกปรกนั่นหมายถึงบ้านของเค้าก็จะถูกทำลายไปด้วย ความสมดุลระหว่าง จุลชีพชนิดดีที่คอยควบคุมเชื้อโรคจึงสูญเสียไป ทำให้เชื้อโรคต่างๆสามารถก่อโรคได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
3. เมื่อสมดุลของลำไส้ถูกทำลาย ร่างกายก็จะเสียสมดุลไปด้วย ตั้งแต่ระบบการขับถ่าย ไปจนถึงภาวะทางสมองเลยทีเดียว เนื่องจากลำไส้นั้นเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อไปถึงสมองโดยตรง
4. ของเสียที่เกิดจากเชื้อโรคในลำไส้นั้นมีฤทธิ์เป็นกรด สามารถกัดกร่อนให้ผนังลำไส้เป็นแผลได้อย่างง่ายได้ นานเข้าเกิดเป็นภาวะแผลเรื้อรังและลุกลาม และหากมีปัจจัยอื่น อย่าง “อนุมูลอิสระแท้จริง” เข้ามาเกี่ยวข้องจึงเป็นเหตุก่อให้เกิดโรค “มะเร็งลำไส้” ในที่สุด
ภาวะต่างๆที่ยกตัวอย่างมานั้น ขณะที่มันกำลังก่อตัวขึ้นเราแทบไม่สามารถรับรู้ได้เลย ก็ต่อเมื่อเกิดสภาวะของโรคขึ้นมาแล้ว เช่น ท้องอืดบ่อยๆ การย่อยและขับถ่ายเริ่มผิดปกติ ไปจนถึงอาการปวดท้องอย่างรุนแรงนั่นเอง และด้วยเหตุที่เรามักไม่รู้ตัวถึงการก่อโรคจึงเป็นเหตุให้พบว่าโรคร้ายแรงอย่าง “มะเร็งลำไส้” นั้นมีจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งชนิดนี้ในอันดับต้นๆ และการมองข้ามการทำให้ลำไส้สะอาดอยู่เสมอนั่นเองจึงเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาในที่สุด
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการแนะนำให้รับประทานผักและผลไม้อยู่เป็นประจำและในปริมาณที่มากพอ เพราะไฟเบอร์ ที่มีอยู่ในผักผลไม้นั้นจะเป็นตัวกวาดเอาสิ่งสกปรกต่างๆในลำไส้ออกไปด้วย และไฟเบอร์เหล่านี้ยังมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นที่ให้โปรไบโอติกทำการฟักตัวและแตกตัว ช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ของเรานั่นเองค่ะ
กระนั้นก็ตามแม้เราจะรับประทานผักผลไม้อยู่เป็นประจำ แต่เนื่องจากซอกหลืบของ Villi นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก และยากที่ไฟเบอร์จากผักผลไม้จะเข้าไปทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพมากในการทำความสะอาดลำไส้ก็คือ กลุ่มจุลชีพ “โปรไบโอติก” ที่มีคุณสมบัติเข้าไปทำความสะอาดลำไส้ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มจุลชีพที่ถูกฝึกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และมีการเสริมประสิทธิภาพด้วยการติดเครื่องมือทำความสะอาดที่จำเป็นให้กับเหล่าหน่วยนักทำความสะอาดตัวจิ๋วเหล่านี้ ทำให้เค้าสามารถเข้าไปทำความสะอาดได้ไม่ว่าจะเป็นซอกหลืบที่เล็กขนาดไหนก็ตาม รวมไปถึงการกำจัดเชื้อโรคต่างๆที่อาศัยอยู่ตามคราบสกปรกเหล่านั้นให้มีอยู่ในปริมาณที่ควบคุมได้ นอกจากนี้กลุ่ม โปรไบโอติก ดังกล่าวยังสามารถเดินทางไปยังทำความสะอาดในระบบท่อต่างๆ เช่น ท่อปัสสาวะ ท่อไตที่เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับไต (การดีท็อกส์ทั่วไปทำไม่ได้)
หากเราคอยหมั่นดูแลทำความสะอาดลำไส้และระบบท่อต่างๆอยู่เป็นประจำ (ทุกๆ 6 เดือน) ก็จะทำให้ระบบการย่อยอาหาร การดูดซึม การขับถ่าย รวมไปถึงสมดุลในร่างกายนั้นสมดุล ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆได้อย่างไม่ยากเย็น

21/03/2016

“ไขมันพอกตับ” หรือภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง มักมาพร้อมกับภาวะ ไขมันในเลือดสูง ความดัน และเบาหวาน รวมไปถึงในผู้ที่ดื่มสุราอยู่เป็นประจำ และพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35-55 ปีขึ้นไป
สาเหตุของการเกิดขึ้นของไตรกลีเซอไรด์นั้น มาจากการที่ตับไม่สามารถจัดการกับ “ไขมัน” ส่วนเกินที่ภาคส่วนต่างๆลำเลียงมาเพื่อให้ตับนั้นทำลายทิ้งได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าเราจะทานอาหารที่มีไขมันเยอะขนาดไหน แต่หากกระบวนการจัดการไขมันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่จะเกิดไขมันเกาะตับได้ค่ะ
ในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับนั้น เราพบว่ามีปัจจัยอย่างหนึ่งที่แปรตามกับภาวะดังกล่าว นั่นก็คือ “อัตราการเผาผลาญ” ของร่างกาย และในผู้ที่เริ่มมีอายุสูงขึ้นอัตราการเผาผลาญก็ลดต่ำลงไปด้วยนั่นเอง เนื่องจากภาวะฮอร์โมนต่างๆในร่างกายเริ่มบกพร่องทีละน้อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งตรงกับงานวิจัยที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของไขมันพอกตับหรือไตรกลีเซอไรด์ว่า ตับ นั้นต้องอาศัยฮอร์โมนชนิดหนึ่งจากต่อมหมวกไต เพื่อใช้ในการจัดการกับไขมันส่วนเกิน เมื่อไรก็
ตามที่กระบวนการเหล่านี้ทำงานบกพร่อง เช่น ตับได้รับฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตในปริมาณที่น้อยหรือไม่เหมาะสม ก็จะเกิดการสะสมของไขมันที่ตกค้างในบริเวณตับนั่นเองค่ะ
ก็คล้ายกับการที่เราใช้ภาชนะใส่อาหารมันๆ หลังจากนั้นเราก็ทำความสะอาดภาชนะนั้นด้วยน้ำเปล่า แน่นอนไม่มีทางจะกำจัดคราบไขมันที่ติดอยู่ได้ เราจึงต้องใช้ตัวช่วยอย่าง “น้ำยาล้างจาน” ยังไงล่ะคะ ซึ่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตก็ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกันกับน้ำยาล้างจาน ที่จะต้องส่งให้ตับทำการจัดการกับไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นอง
ส่วนในผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำทำไมถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่า อยากทำความเข้าใจกับคุณๆตรงนี้ค่ะว่า จริงๆแล้วแอลกอฮอล์นั้นไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการเกิดไตรกลีเซอไรด์ เพียงแต่ผู้ที่เป็น “ตับแข็ง” จากการดื่มสุรานั้นหากลองไปสืบประวัติในการดื่ม พบว่าผู้ป่วยมักจะมีการรับประทานของเปรี้ยวเป็นของแกล้ม เช่น มะขาม หรือของหมักดองต่างๆ ควบคู่ไปกับการดื่ม ซึ่งกรดจากสิ่งเหล่านี้ จะไปทำการยับยั้งกระบวนการกำจัดแอลกอฮอล์ของตับ แทนที่ตับจะสามารถจัดการแอลกอฮอล์เหล่านั้นได้ กลับกลายเป็นเกิดการสะสมในรูปของไขมันที่ตับแทนค่ะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงของเปรี้ยว ของหมักดองในขณะดื่มนะคะ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงกับแกล้มประเภทยำนะคะ อันนั้นถือว่ายังรับได้ค่ะ
ความน่ากลัวของภาวะไขมันพอกตับอยู่ที่ เรามักไม่รู้ตัวถึงการเกิดขึ้นของภาวะดังกล่าว ก็ต่อเมื่อแสดงอาการออกมาอย่างเช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือกระทั่งลุกลามเป็น “มะเร็งตับ” ไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำกันนะคะ
กระนั้นก็ตามแม้บางท่านจะพยายามป้องกันด้วยการออกกำลังกายอยู่เสมอ กลับพบว่าในบางรายก็ยังมีปัญหาไขมันพอกตับอยู่ดี นั้นก็เพราะเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้วถึงการบกพร่องของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตนั่นเอง
ดังนั้นในผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว มักจะต้องได้รับยาเคมีประเภท ยาลดไขมัน และยาลดไตรกลีเซอไรด์ เป็นต้น ซึ่งในบางรายอาจไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยมาก เนื่องจากไม่ได้ไปจัดการกับต้นเหตุของการเกิดปัญหาที่แท้จริง
การใช้ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพเป็นที่น่าพอใจมากก็คือ การใช้ “จุลชีพ” ในกลุ่มยีสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยีสต์แดง” ที่มีคุณสมบัติในการจัดการกับไขมัน รวมไปถึงไตรกลีเซอร์ไรด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามในผู้ที่มีค่าไตรกลีเซอร์ไรสูงระดับเกิน 300 ขึ้นไปและต่อเนื่องเป็นเวลานาน นั้นบ่งบอกถึงภาวะผิดปกติของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับฮอร์โมนเพื่อไปกระตุ้นการทำงานและเป็นวัตถุดิบให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนให้ตับใช้จัดการกับไขมันส่วนเกิน สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านอาหาร ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


40 Tessabanrungsannur Road Ladyao Jatujack
Bangkok
10900