CDC ONLINE
09/09/2021
โรงพยาบาลเปาโลพหลโยธินก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 แห่งความสำเร็จ สู่การเป็นผู้นำด้านการแพทย์วิถีใหม่ “new normal” ไปสู่ “new future”
เป็นเวลาเกือบ 2 ปีได้ ที่ประเทศไทยรวมถึงทั่วโลกได้พบกับศึกใหญ่หลวงนัก นั่นคือ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรง จนกลายเป็นมหาวิกฤตทางสาธารณสุขโลก ภาครัฐในหลายประเทศ และแม้แต้ประเทศไทยเอง วิกฤตครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายในวงกว้าง เศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป แต่นั่นก็นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนสนใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน และถึงแม้ว่าเศรษฐกิจช่วงนี้จะชะลอตัวลงก็ตาม โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เรายังคงเตรียมความพร้อมและยกระดับศักยภาพในเชิงการแพทย์อยู่ตลอดเวลา
ผศ.นพ.วีรยะ เภาเจริญ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน กล่าวว่า “เราอาจจะต้องอยู่กับ COVID-19 กันไปปีกว่าหรือสองปี เราจึงต้องรักษาสุขภาพให้ดีและแข็งแรง เพื่อรับมือกับการอาศัยในสภาวะที่โรคระบาดนี้ยังคงดำเนินอยู่”
ฉะนั้น การรักษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและครอบคลุมทั้งระบบ เชื่อมโยงตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย ให้คำปรึกษา เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม จนถึงการติดตามผลหลังการรักษา จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญการของแพทย์แต่ละสาขา ทั้งยังจำเป็นต้องมีบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายสาขาวิชาชีพที่ชำนาญการเฉพาะทาง คอยสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้ยาวนานมากขึ้น
ผศ.นพ.วีรยะ กล่าวต่อว่า โควิด-19 นับเป็นวิกฤตที่สอนให้เราได้เรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนา จนเกิดเป็น ‘New Normal’ หรือความปกติใหม่นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตหลายด้าน ในหลายวงการสาขาอาชีพ รวมถึงวงการแพทย์ และ New Normal ที่ว่านี้ สำหรับ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ได้มีการพัฒนายกระดับการให้บริการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องรับกับพฤติกรรมของผู้มาใช้บริการที่เปลี่ยนไปอย่างครอบคลุมในทุกๆ มิติ ได้แก่
1.การแยกพื้นที่บริการเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ สำหรับผู้มาใช้บริการ ภายใต้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย
2.Homecare services เช่น บริการฉีดวัคซีน บริการจัดส่งยา (Drug delivery) เพื่อให้ผู้ป่วย ได้รับบริการอย่างรวดเร็ว ถึงง่าย และปลอดภัยสูงสุด
3.Virtual Care โทรเวช หรือ Telemedicine โรงพยาบาล เปาโล พหลโยธิน ได้นำ Telemedicine มาใช้เพื่อตอบโจทย์การรักษาพยาบาลผู้ป่วย ถือเป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยสูง การดูแลรักษาที่มีทั้งผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว หรือผสมผสานออนไลน์เข้ากับ offline ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกหรือพฤติกรรมการใช้บริการของผู้รับบริการทุกช่วงอายุ บางท่านสะดวก online บางท่านยังต้องการแบบ offline อยู่ หรือบางท่านก็เป็นแบบผสม เรียกได้ว่าเราสามารถที่จะให้บริการได้หมดทุกวิถีทาง เข้าถึงความต้องการของลูกค้าต้องการทุกกลุ่มอายุ กลุ่มประเภท โดยมีบริการต่างๆ อาทิ บริการเจาะเลือดที่บ้านแล้วสามารถฟังผลออนไลน์ การให้คำปรึกษาทางการแพทย์แบบออนไลน์ การนัดการดูแลติดตามอาการผู้ป่วยเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นต้น
4.การจัดสัมมนาออนไลน์ ถ่ายทอดองค์ความรู้และความชำนาญทางการแพทย์ให้กับทีมแพทย์ จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลฯ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้งไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน มีการการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge sharing) ต่างๆ ทางด้านประสบการณ์ด้านการแพทย์ เช่น ทันตกรรมดิจิทัล ของ Digital Dental Center ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะ สาขาทันตกรรมรากเทียม โรงพยาบาลฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญขึ้น จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้แก่ทันตแพทย์ที่สนใจทั้งภายในและนอกโรงพยาบาล เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสบการณ์ พัฒนาความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนับว่าเป็นภาพลักษณ์อันดีต่อองค์กร
และในอนาคต ด้วยศักยภาพของทีมแพทย์สาขากระดูกและข้อ โรงพยาบาลฯ มีวางแผนไว้ว่าเราจะตั้งเป็นสถาบันกระดูกและข้อขึ้นมา ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์ ที่ได้ดูแลรักษาคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่มารับบริการจะมาด้วยปัญหา office syndrome การเจ็บปวดจากความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง โดยจุดเด่นของสถาบันของเราคือ จะครอบคลุม ทั้งด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยทั่วไป การศึกษาวิจัยทางการแพทย์ และการฝึกอบรมแก่แพทย์ โดยจะมีแพทย์ผู้ชำนาญการของโรงพยาบาลฯ เป็นผู้ให้การฝึกอบรมให้แก่แพทย์จากทั่วประเทศรวมถึงต่างประเทศด้วย โดยจะเน้นไปที่การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope การผ่าตัดแบบแผลเล็กที่ใช้เวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นไม่นาน ช่วยลดข้อจำกัดทุกด้านของการผ่าตัดแบบเก่า รวมถึงผลข้างเคียงที่แทบไม่ปรากฏ ทำให้ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการแพทย์ทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชีย นับว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความชำนาญการของแพทย์ไทยในระดับสากล ในด้านวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน
ผศ.นพ.วีรยะ กล่าวต่ออีกว่า โรงพยาบาลฯ ให้บริการทางการแพทย์ครอบคลุมทุกมิติ กว่า 24 สาขา โดยหลักๆ จะเน้นให้บริการกลุ่มโรคหลัก ดังนี้ 1. โรคหัวใจ 2. โรคกระดูกและข้อ 3. ทันตกรรม รากเทียม ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 4. โรคมะเร็ง 5. โรคระบบประสาทและสมอง 6. การดูแลสุขภาพจิต (Let’s Talk Center) 7. การผ่าตัดแผลเล็ก 8. เทคโนโลยีการรักษาด้วยออกซิเจนบรรยากาศสูง (HBO)
นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ Networking ที่มีระบบเครือข่ายร่วมกันกับโรงพยาบาลในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลพญาไท 1 และ โรงพยาบาลพญาไท 2 ในด้านการรักษาโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) การรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น โดยมีเจตนาในการส่งมอบคุณภาพการรักษาที่ได้มาตรฐานที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วย เพื่อเสริมพลัง สร้างศักยภาพให้มีการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ในกลุ่มลูกค้าระดับกลาง ไปจนถึงระดับบน ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยแบ่งเบาภาระแก่โรงพยาบาลภาครัฐ และเกิดผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอีกด้วย
ประเทศไทยผ่านหลายวิกฤต เราไม่เคยเป็นผู้แพ้ แต่ตรงกันข้ามเราพยายามสู้เอาตัวรอดมาได้อย่างสวยงามทุกครั้งจนมาถึงการระบาดของโควิด-19 หากมองว่าโควิด-19 เป็นวิกฤต วิกฤตนี้ก็นับเป็นโอกาส ความท้าทายให้กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ การเดินหน้าต่อยอดให้บริการด้านการแพทย์อย่างมุ่หงมั่น ปรับมุมมองให้โรงพยาบาลฯ เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มารับการรักษา ท่ามกลางการแข่งขันที่เกิดขึ้นแบบรอบทิศ การดูแลรักษาพยาบาลที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และน่าประทับใจ ตลอดจนความใส่ใจในรายละเอียดเพื่อมาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เราสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปี
“เชื่อว่าทุกโรงพยาบาลต่างเฟ้นหานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและดีที่สุด มาใช้รักษาผู้ป่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สำคัญและเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ ในการดูแลผู้ป่วยในแบบที่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ทำก็คือการทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ระหว่างแพทย์ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ และบุคลากรที่ทำงานด้วยความทุ่มเท รวมถึงเทคโนโลยีที่คัดสรรอย่างดีที่สุด โดยทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเพื่อให้การรักษาผู้ป่วยได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม และความตั้งใจเขาเรา คือ ต้องคำนึงถึง ‘Value-based care’ คือ การมุ่งเป้าไปสู่ผู้ป่วยทุกราย จะต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและคุ้มค่า ภายใต้มาตรฐาน เปาโล พหลโยธิน ผู้ป่วยแต่ละรายจะได้รับการรักษาในราคาที่สมเหตุผล ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน ไม่ต้องกลับมารักษาซ้ำโดยไม่จำเป็น” ผศ.นพ.วีรยะ กล่าวสรุป
กล่าวได้ว่านับตั้งแต่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เปิดบริการในปี พ.ศ.2515 จนมาวันนี้ได้ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 การพัฒนาในทุกด้านอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เปาโล พหลโยธิน กลายโรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้มารับบริการทั้งชาวไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ในอนาคตมองว่าอุตสาหกรรมทางการแพทย์ มีแนวโน้มเติบโตรวมถึงธุรกิจโรงพยาบาล จะถูกยกระดับความสำคัญและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่โรงพยาบาลฯ ยึดมั่น เป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน นั่นคือ การพัฒนาด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย และนี่คือบทพิสูจน์ที่แสดงถึงศักยภาพทางการแพทย์ อย่างมืออาชีพ กับความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยประสบการณ์โรงพยาบาลเปาโลพหลโยธินก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 แห่งความสำเร็จ สู่การเป็นผู้นำด้านการแพทย์วิถีใหม่ “new normal” ไปสู่ “new future”
เป็นเวลาเกือบ 2 ปีได้ ที่ประเทศไทยรวมถึงทั่วโลกได้พบกับศึกใหญ่หลวงนัก นั่นคือ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรง จนกลายเป็นมหาวิกฤตทางสาธารณสุขโลก ภาครัฐในหลายประเทศ และแม้แต้ประเทศไทยเอง วิกฤตครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายในวงกว้าง เศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป แต่นั่นก็นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนสนใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน และถึงแม้ว่าเศรษฐกิจช่วงนี้จะชะลอตัวลงก็ตาม โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เรายังคงเตรียมความพร้อมและยกระดับศักยภาพในเชิงการแพทย์อยู่ตลอดเวลา
ผศ.นพ.วีรยะ เภาเจริญ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน กล่าวว่า “เราอาจจะต้องอยู่กับ COVID-19 กันไปปีกว่าหรือสองปี เราจึงต้องรักษาสุขภาพให้ดีและแข็งแรง เพื่อรับมือกับการอาศัยในสภาวะที่โรคระบาดนี้ยังคงดำเนินอยู่”
ฉะนั้น การรักษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและครอบคลุมทั้งระบบ เชื่อมโยงตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย ให้คำปรึกษา เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม จนถึงการติดตามผลหลังการรักษา จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญการของแพทย์แต่ละสาขา ทั้งยังจำเป็นต้องมีบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายสาขาวิชาชีพที่ชำนาญการเฉพาะทาง คอยสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้ยาวนานมากขึ้น
ผศ.นพ.วีรยะ กล่าวต่อว่า โควิด-19 นับเป็นวิกฤตที่สอนให้เราได้เรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนา จนเกิดเป็น ‘New Normal’ หรือความปกติใหม่นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตหลายด้าน ในหลายวงการสาขาอาชีพ รวมถึงวงการแพทย์ และ New Normal ที่ว่านี้ สำหรับ โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ได้มีการพัฒนายกระดับการให้บริการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องรับกับพฤติกรรมของผู้มาใช้บริการที่เปลี่ยนไปอย่างครอบคลุมในทุกๆ มิติ ได้แก่
1.การแยกพื้นที่บริการเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ สำหรับผู้มาใช้บริการ ภายใต้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย
2.Homecare services เช่น บริการฉีดวัคซีน บริการจัดส่งยา (Drug delivery) เพื่อให้ผู้ป่วย ได้รับบริการอย่างรวดเร็ว ถึงง่าย และปลอดภัยสูงสุด
3.Virtual Care โทรเวช หรือ Telemedicine โรงพยาบาล เปาโล พหลโยธิน ได้นำ Telemedicine มาใช้เพื่อตอบโจทย์การรักษาพยาบาลผู้ป่วย ถือเป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และปลอดภัยสูง การดูแลรักษาที่มีทั้งผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว หรือผสมผสานออนไลน์เข้ากับ offline ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกหรือพฤติกรรมการใช้บริการของผู้รับบริการทุกช่วงอายุ บางท่านสะดวก online บางท่านยังต้องการแบบ offline อยู่ หรือบางท่านก็เป็นแบบผสม เรียกได้ว่าเราสามารถที่จะให้บริการได้หมดทุกวิถีทาง เข้าถึงความต้องการของลูกค้าต้องการทุกกลุ่มอายุ กลุ่มประเภท โดยมีบริการต่างๆ อาทิ บริการเจาะเลือดที่บ้านแล้วสามารถฟังผลออนไลน์ การให้คำปรึกษาทางการแพทย์แบบออนไลน์ การนัดการดูแลติดตามอาการผู้ป่วยเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นต้น
4.การจัดสัมมนาออนไลน์ ถ่ายทอดองค์ความรู้และความชำนาญทางการแพทย์ให้กับทีมแพทย์ จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลฯ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้งไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน มีการการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge sharing) ต่างๆ ทางด้านประสบการณ์ด้านการแพทย์ เช่น ทันตกรรมดิจิทัล ของ Digital Dental Center ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะ สาขาทันตกรรมรากเทียม โรงพยาบาลฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญขึ้น จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้แก่ทันตแพทย์ที่สนใจทั้งภายในและนอกโรงพยาบาล เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสบการณ์ พัฒนาความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนับว่าเป็นภาพลักษณ์อันดีต่อองค์กร
และในอนาคต ด้วยศักยภาพของทีมแพทย์สาขากระดูกและข้อ โรงพยาบาลฯ มีวางแผนไว้ว่าเราจะตั้งเป็นสถาบันกระดูกและข้อขึ้นมา ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์ ที่ได้ดูแลรักษาคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่มารับบริการจะมาด้วยปัญหา office syndrome การเจ็บปวดจากความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง โดยจุดเด่นของสถาบันของเราคือ จะครอบคลุม ทั้งด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยทั่วไป การศึกษาวิจัยทางการแพทย์ และการฝึกอบรมแก่แพทย์ โดยจะมีแพทย์ผู้ชำนาญการของโรงพยาบาลฯ เป็นผู้ให้การฝึกอบรมให้แก่แพทย์จากทั่วประเทศรวมถึงต่างประเทศด้วย โดยจะเน้นไปที่การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope การผ่าตัดแบบแผลเล็กที่ใช้เวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นไม่นาน ช่วยลดข้อจำกัดทุกด้านของการผ่าตัดแบบเก่า รวมถึงผลข้างเคียงที่แทบไม่ปรากฏ ทำให้ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการแพทย์ทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชีย นับว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความชำนาญการของแพทย์ไทยในระดับสากล ในด้านวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน
ผศ.นพ.วีรยะ กล่าวต่ออีกว่า โรงพยาบาลฯ ให้บริการทางการแพทย์ครอบคลุมทุกมิติ กว่า 24 สาขา โดยหลักๆ จะเน้นให้บริการกลุ่มโรคหลัก ดังนี้ 1. โรคหัวใจ 2. โรคกระดูกและข้อ 3. ทันตกรรม รากเทียม ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 4. โรคมะเร็ง 5. โรคระบบประสาทและสมอง 6. การดูแลสุขภาพจิต (Let’s Talk Center) 7. การผ่าตัดแผลเล็ก 8. เทคโนโลยีการรักษาด้วยออกซิเจนบรรยากาศสูง (HBO)
นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ Networking ที่มีระบบเครือข่ายร่วมกันกับโรงพยาบาลในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลพญาไท 1 และ โรงพยาบาลพญาไท 2 ในด้านการรักษาโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) การรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น โดยมีเจตนาในการส่งมอบคุณภาพการรักษาที่ได้มาตรฐานที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วย เพื่อเสริมพลัง สร้างศักยภาพให้มีการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ในกลุ่มลูกค้าระดับกลาง ไปจนถึงระดับบน ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยแบ่งเบาภาระแก่โรงพยาบาลภาครัฐ และเกิดผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอีกด้วย
ประเทศไทยผ่านหลายวิกฤต เราไม่เคยเป็นผู้แพ้ แต่ตรงกันข้ามเราพยายามสู้เอาตัวรอดมาได้อย่างสวยงามทุกครั้งจนมาถึงการระบาดของโควิด-19 หากมองว่าโควิด-19 เป็นวิกฤต วิกฤตนี้ก็นับเป็นโอกาส ความท้าทายให้กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ การเดินหน้าต่อยอดให้บริการด้านการแพทย์อย่างมุ่หงมั่น ปรับมุมมองให้โรงพยาบาลฯ เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มารับการรักษา ท่ามกลางการแข่งขันที่เกิดขึ้นแบบรอบทิศ การดูแลรักษาพยาบาลที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และน่าประทับใจ ตลอดจนความใส่ใจในรายละเอียดเพื่อมาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เราสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปี
“เชื่อว่าทุกโรงพยาบาลต่างเฟ้นหานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและดีที่สุด มาใช้รักษาผู้ป่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สำคัญและเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ ในการดูแลผู้ป่วยในแบบที่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ทำก็คือการทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ระหว่างแพทย์ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ และบุคลากรที่ทำงานด้วยความทุ่มเท รวมถึงเทคโนโลยีที่คัดสรรอย่างดีที่สุด โดยทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเพื่อให้การรักษาผู้ป่วยได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม และความตั้งใจเขาเรา คือ ต้องคำนึงถึง ‘Value-based care’ คือ การมุ่งเป้าไปสู่ผู้ป่วยทุกราย จะต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและคุ้มค่า ภายใต้มาตรฐาน เปาโล พหลโยธิน ผู้ป่วยแต่ละรายจะได้รับการรักษาในราคาที่สมเหตุผล ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน ไม่ต้องกลับมารักษาซ้ำโดยไม่จำเป็น” ผศ.นพ.วีรยะ กล่าวสรุป
กล่าวได้ว่านับตั้งแต่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เปิดบริการในปี พ.ศ.2515 จนมาวันนี้ได้ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 การพัฒนาในทุกด้านอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เปาโล พหลโยธิน กลายโรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้มารับบริการทั้งชาวไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ในอนาคตมองว่าอุตสาหกรรมทางการแพทย์ มีแนวโน้มเติบโตรวมถึงธุรกิจโรงพยาบาล จะถูกยกระดับความสำคัญและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่โรงพยาบาลฯ ยึดมั่น เป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน นั่นคือ การพัฒนาด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย และนี่คือบทพิสูจน์ที่แสดงถึงศักยภาพทางการแพทย์ อย่างมืออาชีพ กับความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยประสบการณ์
02/04/2021
เครือรพ.พญาไท’ ก้าวสู่ผู้นำดิจิทัลเฮลธ์แคร์ ฮับ ใหญ่ที่สุด ผนึกกำลัง ‘ช้อปปี้’ สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อเข้าถึงบริการเพื่อสุขภาพ
เครือรพ.พญาไทเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำตลาดดิจิทัลเฮลธ์แคร์ ฮับ ใหญ่ที่สุด จับมือ ‘ช้อปปี้’ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดตัวออฟฟิเชียลสโตร์ Phyathai Hospital เพิ่มช่องทางการซื้อแพ็กเกจสุขภาพออนไลน์ สะดวก ง่าย ประเดิมครั้งแรกในงานเมกะแคมเปญ Shopee 4.4 Mega Shopping Day ภายใต้แนวคิด Healthy Easy ที่มาพร้อมกับหลากหลายแพ็กเกจตรวจสุขภาพ ลดราคาพิเศษสูงสุดถึง 88%
รศ.คลินิก พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการแพทย์ รพ.พญาไท 3 เปิดเผยว่า อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ เครือรพ.พญาไท คือ การพัฒนากลยุทธ์และขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดิจิทัล ดิสรัปชั่น (Digital Disruption) ทั้งนี้อีคอมเมิร์ซเข้ามามีบทบาทสำคัญกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19 เครือรพ.พญาไท จึงมุ่งปรับบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น และเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นดิจิทัลเฮลท์แคร์ ฮับ ที่ใหญ่ที่สุด โดยประกาศความร่วมมือกับพันธมิตร “ช้อปปี้ (Shopee)” เปิดตัวออฟฟิเชียลสโตร์ (Official Store): Phyathai Hospital ครั้งแรกกับเมกะแคมเปญ Shopee 4.4 Mega Shopping Day ภายใต้แนวคิด Healthy Easy ที่มาพร้อมกับ 4 Health Easy Deal ให้คนไทยมีสุขภาพดีได้ง่ายในยุคดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคให้มีสุขภาพดีง่ายๆ ด้วยผลิตภัณฑ์เฮลท์แคร์ที่หลากหลาย ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน
นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ยืนยัน เครือรพ.พญาไท จึงพร้อมเดินหน้าสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพ ด้วยกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) เชื่อมต่อการบริการทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับช้อปปี้ จะช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ และเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงบริการของรพ.พญาไทได้ง่ายยิ่งขึ้น ในราคาที่คุ้มค่า โดยแพ็กเกจสุขภาพของเครือรพ.พญาไท มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ, แพ็กเกจความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัย, แพ็กเกจวัคซีนต่างๆ รวมถึงแพ็กเกจดูแลสุขภาพสตรีโดยเฉพาะ
นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในโอกาสเฉลิมฉลองมหกรรม Shopee 4.4 Mega Shopping Day ซึ่งถือเป็นวาระแห่งการช้อปใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคของครึ่งปีแรก ช้อปปี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดออฟฟิเชียลสโตร์ในเมกะแคมเปญ Shopee 4.4 เครือ รพ.พญาไท ได้จัดเตรียมแพ็กเกจตรวจสุขภาพ มาให้เลือกถึง 4 หมวด ประกอบด้วย Check-up โปรแกรมตรวจสุขภาพ , Beauty & Anti-Aging โปรแกรมความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัย , Womenโปรแกรมสุขภาพสำหรับสุภาพสตรี และ Protect โปรแกรมวัคซีน ในราคาพิเศษสุดกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา โดยมอบส่วนลดสูงสุดถึง 88%
สามารถเลือกช้อปแพ็กเกจตรวจสุขภาพเครือรพ.พญาไท ราคาพิเศษฉลองแคมเปญ Shopee 4.4 Mega Shopping Day ที่ Phyathai Hospital บน Shopee Mall ได้ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2564 โดยแพ็กเกจสามารถเข้าใช้บริการได้ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2564 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://shopee.co.th/m/phyathai-hospital-44-21
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
98/28 ซ. ลาดพร้าว 23
Bangkok
10900
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 20:00 |
| อังคาร | 09:00 - 20:00 |
| พุธ | 09:00 - 20:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 20:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 20:00 |