The Lecture

The Lecture

แชร์

25/06/2023

อนปส อจ.สันติกโร หมวดจิตสู่ธรรม ครั้งที่ 5 มิย 2566 (3/3)
[3] หมวดธรรม
ประเด็นที่ 3 อาจารย์พูดถึงขันธ์ห้า และแลกเปลี่ยนขั้นที่ 13

อานาปานสติกับขันธ์ห้า
- ผมจะเปลี่ยนใช้ภาษาของขันธ์ห้า เป็นการเปรียบเทียบคำสอนที่ไม่ปรากฏในอานาปานสติสูตรโดยตรง แต่เนื่องจากขันธ์ห้าเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงมากที่สุดแล้วสอดคล้องกับหมวดธรรม ก็เลยไม่ยากที่จะเชื่อมโยงระหว่างอานาปานสติกับขันธ์ห้า
- หมวดกาย ก็เทียบได้กับรูปขันธ์.
- หมวดเวทนา ก็เทียบได้กับเวทนาขันธ์.
- หมวดจิต เป็นโอกาสที่จิตที่กำลังเป็นผู้รู้ จิตที่ประกอบด้วย สติ สมาธิ สัมปชัญญะ สัมมาทิฏฐิ จะค่อยๆ เรียนรู้ รู้ตัวว่าสัญญาเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ และตลอดเวลาที่รับรู้สิ่งเกี่ยวข้องต่างๆ ตรงนั้นมีวิญญาณ.

- หมวดกาย หมวดเวทนา หมวดจิต เป็นโอกาสที่ผู้ปฏิบัติจะรู้เรื่องขันธ์ห้า และจะชัดเจนมากขึ้นใน หมวดจิต ขั้นที่ 12

ขั้นที่ 12 : (ทำจิตให้ปล่อยอยู่) ฝึกปล่อยสัญญาว่าเราว่าของเรา
- ขั้นที่ 12 สิ่งที่ปรากฏทางร่างกาย ทางเวทนา ทางนึกคิด มันมักจะสำคัญมั่นหมายว่า “เรา, ของเรา” อยู่เรื่อย เช่น เรารู้สึก เราคิด รู้สึกของเรา ความคิดของเรา ฟุ้งซ่านของเรา สงบของเรา
- ผู้ปฏิบัติโดยสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติในกระแสของมรรคมีองค์แปดจะสนใจการที่ “อ่อ มันสำคัญว่าเรา มีตัวสัญญามันสำคัญว่าเรา” ซึ่งในพระสูตรสำคัญว่าเราเป็นสัญญาวิปลาส.
- ขั้นที่ 12 ฝึกที่จะไม่ฝึกนิสัยที่จะนึกคิดเรื่อง “ของเรา”. หากยังเหลืออยู่ก็อย่าไปเสียใจ แค่รู้ “อ่อ ยังนึกว่ามีตัวกูอยู่” ก็รู้และฝึกที่จะปล่อย

ขั้นที่ 13 : ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ
- ถ้ามาถึงหมวดธรรมก็จะเห็นสิ่งที่เรียกว่าเวทนาขันธ์ หรือสัญญาขันธ์ เป็นสิ่งที่ประเดี๋ยวๆ เกิด - เดี๋ยวๆ เปลี่ยนแปลง - เดี๋ยวๆ ก็ดับ.
- มีสติมีสมาธิมากพอก็สังเกตว่า เวทนาเกิด เวทนาเปลี่ยน เวทนาดับ สังเกตเรื่อยๆ
- ถ้ามีสติรู้ตัวว่านึก สมมุตินึกว่าจิตสบาย ก็รู้เป็นเพียงการนึก ไม่ต้องไปย้ำว่าสบายๆ มันแค่การนึก นึกแล้วก็ปล่อย ไม่ต้องไปยึดเป็นตัวสำคัญว่าเป็นตัวเรา ไม่สบายก็เช่นเดียวกัน ง่วงนอนก็เหมือนกัน.
- ถ้ามีสติ มีสมาธิ มีสัมมาทิฏฐิ มันแค่สังเกตว่า อาการสบาย ไม่สบาย ง่วงนอนได้เกิดขึ้น แล้วเป็นไปตามเหตุปัจจัย พิจารณาการเกิดขึ้นของอะไรต่างๆ แล้วรู้เห็นว่าแต่ละอย่างมันไม่เที่ยง ไม่ถาวร ไม่หยุดนิ่ง
- เรื่องหยุดนิ่งมีความน่าสนใจ เพราะว่าหลายครั้งมันจะไปคิดว่าอยากให้อะไรหยุด. มีอะไรที่ไม่ชอบ เดี๋ยวไปนึก นึกเรื่องหนึ่งที่ตัวเองลำบากใจ เช่น ผมเพิ่งไปเยี่ยมแม่เยี่ยมน้องสาว แล้วสมมตินะสมมติไปนึกเรื่องที่เคยมีเรื่องกับน้องสาว สมมติว่าไปนึกเรื่องนั้นๆ แล้วไปคิด เรื่องนั้นก็จะใหญ่. แต่ถ้ารู้ตัวว่ามันจำได้ว่าสิ่งนั้นเคยเกิด แต่ความจริงที่กำลังเป็นไปไม่ใช่สิ่งนั้น - จำได้ นึกได้ หรือไปคิด มันเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว.

- ก็ดูสมควรแก่เวลา ก็เลยจะฝากไว้เท่านี้ ว่า หมวดที่แล้วมามีประโยชน์หลายๆ อย่าง และวันนี้ได้พยายามอธิบายว่ามีประโยชน์ในด้านเตรียมผู้ปฏิบัติให้รู้จักกับขันธ์ห้า
- แล้วจะได้เห็นการที่หายใจเข้า-หายใจออกไม่เที่ยง, รู้สึกสบาย-ไม่สบายก็ไม่เที่ยง, แม้แต่นึกว่าไม่เที่ยงก็ไม่เที่ยง และที่มันไม่เที่ยงก็ไม่เที่ยงอยู่เรื่อยๆ จะสัญญาหรือไม่สัญญา หรือถ้าแกล้งโง่ๆ ว่ามันเที่ยง ไม่ว่าจะแกล้งเท่าไหร่มันก็ไม่เที่ยง
- การคิดนึกตัวสังขาร ไม่ว่าปรุงแต่งในทางที่เป็นบาป หรือปรุงแต่งในทางที่เป็นกุศล ก็ไม่เที่ยง
- น่าสงสารผู้ปฏิบัติที่พยายามจะได้อะไรดีๆ อยากจะเป็นชาวพุทธดีๆ เป็นคนดีๆ อยากได้อันนี้ และเอาไว้เพื่อเป็นคนดีตลอดไป มันบ้า! อาจารย์พุทธทาสเคยพูดไว้ “ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วนอัปรีย์” เพราะว่าเราจะพยายามเอาไว้เป็นถาวร.
- เคยไหม นึกว่าเราจะดีๆ โดยหวังว่าจะดีๆ ตลอดไป หรือจะฉลาดตลอดไป หรือจะน่ารักตลอดไป แม้แต่จะใฝ่ฝันในสิ่งที่ดีมันก็ไม่เที่ยง ถ้าเห็นตรงนี้มันสบาย จะสบายขึ้นเยอะ. ยังเห็นคุณค่าที่จะปฏิบัติในทางที่ดี ที่น่ารัก ที่ฉลาด แต่รู้ว่าล้วนไม่เที่ยงทั้งนั้น.

โอเค เลยเวลาบรรยาย สมควรที่จะจบแค่นี้.
.
ปล.
1. The Lecture พยายามทำให้ Lecture นี้อ่านง่าย แต่ยอมรับว่ามันก็คงไม่ง่าย เพราะมันต้องการประสบการณ์บางอย่างเป็นเครื่องเคียงในการอ่านด้วย.

2. Lecture นี้มาจากคอร์สเล็กๆ ที่อาจารย์สันติกโรสอนเรื่องจิตและธรรมเสริมแก่ศิษย์เนิร์ดๆ ซึ่งพวกเขามีประสบการณ์บางอย่างกันพอสมควร

3. วัตถุประสงค์ของ Lecture นี้ เพื่อเป็นรอยทางบางอย่างสำหรับผู้สนใจใช้ศึกษาและทบทวนร่วมกัน.

4. สามารถศึกษาอานาปานสติกับอาจารย์สันติกโร เพิ่มเติมได้ทาง youtube ช่องหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ นะคะ

20/04/2023

ทำจิตปราโมทย์ - อานาปานสติ ขั้นที่ 10
โดย อจ.สันติกโร
[Highlight]
- หลักการคือทำให้จิตรู้จักยกระดับ ทำให้จิตสูงขึ้นโดยธรรมะ
- ทำจิตให้คลุกคลีกับธรรมะที่ดีงาม แล้วจิตจะปราโมทย์เอง
-จิตที่คลุกคลีกับกิเลสจะตกต่ำ คลุกคลีกับนิวรณ์ก็จะมัวๆ แต่ถ้าจิตที่อยู่กับธรรมะก็จะสูงขึ้น ซึ่งเป็นความหมายหนึ่งของปราโมทย์ คือไม่ตกต่ำ
- การปฏิบัติที่บ้าน ถ้าจะลองขั้นที่ 10 ก็ให้หายใจเข้านึกถึงธรรมะอะไรก็ได้ง่ายๆ ที่ทำให้จิตสูงขึ้น เชื่น นึกถึงเรื่องกตัญญู ใจที่มีเมตตา บุญที่เคยได้ทำ ฯลฯ
[คำบรรยาย โดยย่อ]
คำว่า “การทำจิตให้ปราโมทย์อย่างยิ่ง” ไม่ต้องบอกว่าใครทำ ธรรมะหลายตัวช่วยกันทำ ช่วยกันปฏิบัติ เช่น เมตตา ขันติ ความตั้งใจดี สติปัญญา ฯลฯ ธรรมะเหล่านี้ในตัวเราช่วยกันทำ

เวลาปฏิบัติที่บ้าน ในแต่ละวัน แต่ละครั้ง ลองตกลงใจกับตัวเองก่อนว่าวันนี้จะสนใจเรื่องอะไร เช่น ครั้งนี้จะสนใจเรื่องกาย ครั้งนี้จะเรื่องเวทนา ครั้งนี้จะเน้นเรื่องจิต เป็นต้น สมมติว่าครั้งนี้จะดูจิต เน้นเรื่องจิต เราก็ฝึกกับหมวดกายพอควร ดูเวทนาสักห้านาที แล้วมาดูที่จิต

อาจจะมีบางวันพร้อม บางวันไม่พร้อมเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร อยากขอให้ลองดู

[ดูจิตโดยใช้ “นิวรณ์”]
ดูจิตโดยใช้ “นิวรณ์” เป็นหลักในการดู เมื่อหายใจเข้า-ออกสบาย ผ่อนคลาย ตั้งมั่น ก็เริ่มดู ...

นิวรณ์กามฉันทะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ และดูข้ออื่นๆ (พยาบาท, ถีนมิทธะ, อุทธัจจกุกกุจะ, วิจิกิจฉา) เหล่านี้ต่อไป แล้วจบด้วยจิตนี้มีนิวรณ์รบกวนหรือไม่

จิตไม่มีนิวรณ์รบกวนสำคัญมาก ขอให้รู้จัก, ทำความรู้จักภาวะที่นิวรณ์เบาบางกว่าธรรมดา จะรู้จักนิวรณ์มากขึ้น ชัดขึ้น และจะเป็นประโยชน์

การดูจิต จะใช้หลักนิวรณ์ หรือใช้มุมมองอื่นก็ได้ ให้ดูสักพักหนึ่ง จากนั้นมาดูขั้นที่ 10 ขั้นที่ 10 น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นขั้นที่สนุก สนุกโดยธรรมะ – ไม่ควรมองข้ามเชียว ผมจะแนะนำ แล้วพวกเราก็ลองทำดู

[ขั้นที่ 10 การทำจิตใจปราโมทย์]

หลักการคือทำให้จิตรู้จักยกระดับ ทำให้จิตสูงขึ้นโดยธรรมะ

และปราโมทย์โดยธรรมะนั้นๆ ถ้าทำได้ เราสามารถนำธรรมะที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เอามาพิจารณาว่ามีประโยชน์ มีความดีความงามอย่างไร จิตที่เข้าถึงความดีความงามเหล่านี้ จะปราโมทย์โดยตัวเอง, ทำจิตให้คลุกคลีกับธรรมะที่ดีงาม แล้วจิตจะปราโมทย์เอง.

สำหรับการปฏิบัติที่บ้าน ถ้าจะลองขั้นที่ 10 ก็ให้หายใจเข้า-นึกถึงธรรมะอะไรก็ได้ง่ายๆ ที่ทำให้จิตสูงขึ้น

จิตที่คลุกคลีกับกิเลสจะตกต่ำ คลุกคลีกับนิวรณ์ก็จะมัวๆ แต่ถ้าจิตที่อยู่กับธรรมะก็จะสูงขึ้น ซึ่งเป็นความหมายหนึ่งของปราโมทย์ คือไม่ตกต่ำ

ธรรมะข้อไหนก็ได้ที่พอนึกได้ ที่บางคนจะทำได้ง่ายพอสมควร ก็คือเรื่อง กตัญญูกตเวที - หายใจเข้า นึกถึงอะไร ใคร สถานที่ องค์ความรู้ อะไรก็ได้ที่นึกได้ ไม่ต้องไปคิดมากๆ แค่นึกถึงคำว่ากตัญญู แล้วจะนึกถึงอะไรสักอย่าง แล้วหายใจเข้า-ออกโดยนึกถึงสิ่งนั้นอยู่ในใจ เช่น ต้นไม้ - นึกถึงต้นไม้ให้ความงามแก่ชีวิตเรา เรานึกถึงต้นไม้และรู้สึกกตเวทีกับต้นไม้นั้น, ครู - นึกถึงครู มีครูที่สอนอะไรที่มีประโยชน์ นึกถึงท่านหายใจเข้า-หายใจออก, เพื่อน - เพื่อนที่ทำอะไรดีๆ ก็นึกถึงเพื่อนและสิ่งที่ได้ทำ ฯลฯ

มันจะนึกได้ ถ้าจิตเปิด และสงบพอควร ไม่ต้องสงบมากๆ นึกถึงแล้วหายใจเข้า-หายใจออกกับสิ่งนั้น

พอมีกตัญญูในใจ จะยกระดับใจ หรือจะเป็นธรรมะอื่นๆ เช่น เมตตา ก็ดูใจที่ประกอบด้วยเมตตา ใจที่มีเมตตา เป็นจิตที่งอกงาม งดงาม จะมีปราโมทย์โดยธรรมะ. ถ้าเวลาน้อย เอากตัญญูก็ดี เมตตาก็ดี.

หรือแม้แต่บุญที่ได้ทำ นึกถึงบุญคือความดีงามที่ได้ทำ เน้นที่บุญ ที่งดงาม มีประโยชน์ ไม่ต้องเน้นที่ตัวกู แล้วใจปราโมทย์ ก็ทำความรู้จักใจที่ปราโมทย์ว่าเป็นอย่างไร

หรือวันไหนเราอยู่ในศีลอยู่ในธรรม ชนิดที่เวลาจะหลับสามารถยกมือไหว้ตัวเองได้ นั่นก็คือปราโมทย์ จิตที่ดีงาม โดยคุณธรรม โดยสมาธิ โดยวิปัสสนา ฯลฯ

จิตที่ปราโมทย์อย่างนี้สมควรรู้จัก หายใจเข้า - จิตที่ปราโมทย์อย่างนี้สมควรรู้จัก หายใจออก, หลักนี้ไม่น่าจะยากเกินไป ขอให้ลองดู ขอให้ใจกว้าง ฝึกจิตที่ปราโมทย์อยู่

สมควรแก่เวลา ต่อไปจะภาวนากัน.

---
#อานาปานสติกับอาจารย์สันติกโร
#หมวดจิตสู่ธรรม(ทำ) #ครั้งที่2
#ทำจิตปราโมทย์ #อานาปานสติขั้นที่10
#อาจารย์สันติกโร
แสดงเมื่อ 2 มีนาคม 2566

06/04/2023

กิจกรรม 1 วัน สำหรับทุกท่านที่สนใจอานาปานสติ
ค่ำวันเสาร์ที่ 8 เมษา อยากชวนผู้สนใจทั้งใหม่และเดิม มาทบทวนและชิมลองอานาปานสติ

ลองฟัง-ลองปฏิบัติ-ลองซักถาม หากรู้สึกว่าน่าสนใจ ขอกระซิบว่า ปีนี้มีสวนโมกข์กรุงเทพและเกวาลารีทรีทจะมีคอร์สต่อเนื่อง เปิดกว้างให้ผู้สนใจอานาปานสติได้ฝึกฝนเรียนรู้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ติดตามข่าวการรับสมัครเร็วๆนี้

ด้วยจิตเมตตาและเปี่ยมด้วยความเป็นกัลยาณมิตร อาจารย์สันติกโรพร้อมอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันความรู้และเทคนิคต่างๆ เพื่อนำพาผู้สนใจปฏิบัติเรียนรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ผ่านลมหายใจ อย่างค่อยเป็นค่อยไป และผ่อนคลาย
ฉะนั้น 19.00-21.00 น. เสาร์ที่ 8 เมษา เรียนเชิญมาทบทวนและชิมลองกัน
ลงทะเบียนที่ https://register.bia.or.th/query.php?act_id=6045
พบกันทางซูม Meeting ID: 883 8332 5921 Passcode: 12345

แล้วพบกันนะคะ ^ ^

03/04/2023

คำว่า ธาตุ หมายถึงสิ่งสุดท้ายของการแยกออกเป็นส่วนประกอบ แต่ละส่วนๆ
ธาตุนั้นมีอยู่ ๒ ระดับ คือ ธาตุแท้ๆ และธาตุที่ผสมกันอยู่
สิ่งมีชีวิตประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุว่าง ธาตุจิต
ธาตุทั้งหลายประชุมปรุงกันเข้า เป็นผลิตผลใหม่ อย่างนั้นอย่างนี้ ตามกฎอิทัปปัจจยตา
ธาตุมันปรุงแต่งกัน เจือกันและปรุงแต่งกัน ให้เกิดผลใหม่ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น
หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ ทุกอย่างเป็นสักแต่ว่าธาตุ เป็นไปตามธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิตย์
การเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นธาตุ คือสิ่งสูงสุด, การปฏิบัติให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นสักว่าธาตุนั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรมะสูงสุด
เห็นสักว่าธาตุแล้ว มันก็ไม่ยึดถือว่าตัวตน
เห็นสักว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ จะเรียกว่าเห็นธรรมธาตุก็ได้
ความเป็นพุทธบริษัทที่สมบูรณ์ มันสมบูรณ์ต่อเมื่อเห็นธาตุทั้งหลายตามที่เป็นจริงว่าธาตุธรรมธรรมชาติ
รู้แจ้งสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง แล้วจิตมันก็ไม่หลงใหลในอะไรอีกต่อไป เป็นจิตหลุดพ้น เข้าถึงนิพพานธาตุ ดับเสียซึ่งกิเลส ดับเสียซึ่งตัวตน
นิพพานธาตุ สูงสุด ที่สุด แต่ก็ยังเป็นสักแต่ว่าธาตุ

#อะไรๆก็เป็นสักแต่ว่าธาตุ #พุทธทาสภิกขุ
#ธรรมะใกล้มือ #ธรรมะเล่มน้อย #เล่ม10 วางแผง 2เมย66
--
ชุดธรรมะเล่มน้อย คือการบรรยายที่พุทธทาสภิกขุตั้งใจสรุป เรื่องที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ทั้งหมดทั้งสิ้นของพุทธศาสนา ในลักษณะที่เป็นการย่อเอาแต่ใจความ เป็นธรรมะเล่มน้อยๆ แต่มีหลายเล่ม (๑๒ เล่ม) เพราะว่ามันมีหลายเรื่องหรือหลายชื่อ แต่ว่าแต่ละชื่อๆ นั้น มันรวมความทั้งหมดของพุทธศาสนาไว้
--
หนังสือ : สมทบได้ที่ Line / Facebook สโมสรธรรมทาน สวนโมกข์กรุงเทพ
E-Book : ดาวน์โหลดได้ที่ https://pagoda.or.th/dharma-book.html
AudioBook : https://www.youtube.com/playlist?list=PLhSp_mSSQCh8Y5xbMaE_09_s5dRkLA2Kl

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok