Librairie BAWA

Librairie BAWA

แชร์

17/06/2026

https://www.facebook.com/share/p/1C8AWQmyCX/?mibextid=wwXIfr

ก่อนที่หนังสือเล่มหนึ่งจะมาวางอยู่ในมือคุณ มีคนกี่คน มีเรื่องราวกี่บท และมีประวัติศาสตร์ยาวนานแค่ไหน ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอาชีพเล็กๆ ที่เราเรียกว่า "คนขายหนังสือ" นี่คือการเดินทางข้ามกาลเวลาเพื่อตามรอยผู้คนที่อุทิศชีวิตให้กับการส่งมอบความรู้และจินตนาการจากผู้เขียนสู่มือผู้อ่าน
A History of Booksellers and the Bookshop โดย Jean-Yves Mollier คือหนังสือที่สำนัก Le Monde ยกย่องว่า "ติดตามการเปลี่ยนแปลงของอาชีพและการค้า และช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดร้านหนังสือจึงยังคงเป็นที่รักของนักอ่านเสมอมา"
ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน มีทั้งชายและหญิงนับไม่ถ้วนที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักเขียนกับผู้อ่าน ช่วยให้แนวคิด ความรู้ และจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยไหลเวียนไปถึงผู้คนทั่วทุกมุมโลก Mollier พาเราผ่านประตูลึกลับของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่ยืนอยู่บนรอยต่อระหว่างโลกแห่งความคิดและโลกแห่งเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือเล็กๆ ในตรอกซอกซอยหรือห้องสมุดยักษ์ใหญ่ในใจกลางเมือง ทุกแห่งล้วนมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้พิเศษกว่าหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป คือมันไม่ใช่แค่บันทึกเหตุการณ์ แต่คือบทกวีแด่ทุกคนที่เคยยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านหนังสือด้วยความรักและความศรัทธา อาชีพนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้น พัฒนา ล้มลุก และฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อตอบสนองต่อโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่ยุคก่อน Gutenberg จนถึงยุคดิจิทัล คนขายหนังสือต่างปรับตัวอย่างไม่หยุดหย่อน โดยยึดมั่นในสิ่งเดียวกันคือ ความเชื่อว่าหนังสือดีหนึ่งเล่มสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้
สำหรับนักอ่านที่รักร้านหนังสือ สำหรับคนทำงานในวงการหนังสือ และสำหรับทุกคนที่เคยรู้สึกว่าการก้าวเข้าไปในร้านหนังสือคือการก้าวเข้าสู่ดินแดนพิเศษสักแห่ง หนังสือเล่มนี้คือของขวัญที่คุณมอบให้ตัวเอง
Pre-Order:
ลด 15% เหลือ 752 บาท (ปกติ 885 บาท)
ค่าจัดส่ง 30 บาท
วันนี้ - 30 มิถุนายน
*หนังสือจะมาเดือนกรกฎาคม

16/06/2026

ทุกความรักมีเรื่องราว และบางเรื่องราวอาจเป็นสิ่งที่ใครบางคนอยากอ่าน ในวันที่เขากำลังผ่านเรื่องคล้าย ๆ กัน

พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา เชียงใหม่ Museum of Broken Relationships Thailand ชวนร่วมเขียนและเก็บบันทึกเรื่องราวของความรัก ตัวตน และความทรงจำ ลงใน Pride Confession Book เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของคลังเรื่องราวแห่งความทรงจำและความภาคภูมิใจ ในกิจกรรม ‘Every Heart Archived’ ภายใต้แนวคิด Archive Your Story, Become Part of Remembrance

กิจกรรมนี้อยากเก็บรักษาเรื่องราวที่สะท้อนประสบการณ์ของชุมชน LGBTQIA+ รวมถึงตัวตน ครอบครัว เพื่อน และผู้คนที่มีเรื่องราวอยากแบ่งปัน ซึ่งจะได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นส่วนหนึ่งของคลังความทรงจำในเดือนแห่งความภาคภูมิใจ (Pride Archive) ของพิพิธภัณฑ์

เพราะทุกความรักต่างมีเรื่องราว และทุกเรื่องราวล้วนควรค่าแก่การจดจำ

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา เชียงใหม่ ได้ที่ https://readthecloud.com/travel/share-location/museum-of-broken-relationships-chiang-mai/

กิจกรรมจัดตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 22.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา เชียงใหม่ ค่าเข้าชม 200 บาท นักเรียน-นักศึกษา 150 บาท

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรมได้ที่ brokenships.com/th
พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ที่น่าสนใจต่อได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com
#เชียงใหม่ #ที่เที่ยวเชียงใหม่ #พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา

Photos from Kerala • Bawa • Sea's post 07/06/2026
31/05/2026
29/05/2026

▪️เปิด 'แนวคิด 9 หลัก' ที่จะช่วยเหล่าสถาปนิกสามารถ 'สร้างเวทมนตร์' ให้กับงานสถาปัตยกรรมของพวกเขาได้ นี่คือการค้นพบจากการทำงานของ ปีเตอร์ ซุมธอร์

▪️ในหนังสือ Atmospheres: Architectural Environments, Surrounding Objects ของ ปีเตอร์ ซุมธอร์ ได้รวบรวมแนวคิด 9 ประการ เพื่อสร้างเวทมนตร์ให้กับงานสถาปัตยกรรม ซึ่ง สดานุ สุขเกษม ผู้เขียนหนังสือ 'สถาปัตยกรรมแห่งความรู้สึก' บทสำรวจความคิดสถาปัตยกรรมของ ปีเตอร์ ซุมธอร์ ได้สรุปไว้อย่างละเอียดต่อแนวคิดดังกล่าว ซึ่งเราได้หยิบยกมาบางส่วน คือ

▪️▪️▪️ประการแรก แนวคิดเรื่อง 'ร่างกายของสถาปัตยกรรม' (The Body of Architecture)

▪️ซึ่งหมายถึงการรวบรวมวัสดุและองค์ประกอบต่างๆ ในโลกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นพื้นที่

▪️สำหรับ ปีเตอร์ ซุมธอร์ สถาปัตยกรรมคือการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ที่สามารถกระตุ้นความรู้สึกและอารมณ์ของผู้คนได้ มันสร้างผลลัพธ์ทางความรู้สึกต่อผู้ใช้งาน และนี่คือหนึ่งในความลับสำคัญที่สุดของสถาปัตยกรรม

▪️ซุมธอร์มองสถาปัตยกรรมราวกับ 'ร่างกาย' ที่มีทั้งกายวิภาค พื้นผิว และสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน เหมือนร่างกายมนุษย์ที่ถูกปกคลุมด้วยผิวหนัง เขาจึงสนใจสถาปัตยกรรมในฐานะมวลกาย พื้นผิว และเปลือกห่อหุ้มที่สามารถสัมผัสและรู้สึกได้จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนามธรรม

▪️▪️▪️ประการที่สอง คือ 'ความเข้ากันได้ของวัสดุ' (Material Compatibility)

▪️ปีเตอร์ ซุมธอร์ เป็นสถาปนิกที่หลงใหลในการทดลองกับวัสดุ เขาเคยกล่าวว่า สถาปัตยกรรมคือ 'พื้นที่และวัสดุ' เพราะวัสดุแต่ละชนิดสามารถก่อให้เกิดคุณลักษณะเฉพาะตัวได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

▪️หินก้อนเดียวกัน เมื่อถูกบด เจาะ ผ่า หรือขัด ก็สามารถให้พื้นผิวและความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป แม้แต่การนำวัสดุชนิดเดียวกันมาจัดวางในปริมาณหรือบริบทที่ต่างกัน ก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ ทั้งในแง่พื้นผิว น้ำหนัก และการสะท้อนแสง

▪️ซุมธอร์ให้ความสำคัญกับ 'ร่องรอย' และ 'ความทรงจำ' ที่อยู่ภายในวัสดุ โดยเฉพาะวัสดุท้องถิ่นซึ่งมักกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานของเขา สำหรับเขา น้ำหนัก การมีอยู่ และสัมผัสของวัสดุ ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกของพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม

▪️เขาเชื่อว่า การนำวัสดุต่างชนิดมารวมกัน ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่คือการสร้าง 'ความสัมพันธ์' ระหว่างวัสดุ บางครั้งวัสดุอาจอยู่ห่างกันเกินไปจนไม่สามารถสื่อสารกันได้ หรือในทางตรงกันข้าม อาจอยู่ใกล้กันเกินไปจนทำให้พลังของแต่ละวัสดุถูกกลบหาย

▪️▪️▪️ประการที่สาม คือ 'เสียงของที่ว่าง' (Sound of Space)

▪️ซุมธอร์มองว่า พื้นที่ภายในอาคารเปรียบเสมือนเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ ที่สามารถเก็บ ขยาย และส่งต่อเสียงได้ เสียงของพื้นที่จึงสัมพันธ์โดยตรงกับรูปทรงของห้อง พื้นผิวของวัสดุ และวิธีการใช้วัสดุแต่ละชนิด

▪️วัสดุที่แตกต่างกันย่อมสร้างคุณภาพเสียงที่ต่างกัน เช่น พื้นไม้สนกับพื้นคอนกรีต ต่างให้เสียงและความรู้สึกไม่เหมือนกัน แต่คนจำนวนมากกลับมองข้ามว่า 'เสียง' คือส่วนสำคัญของประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรม

▪️ซุมธอร์เคยกล่าวว่า สิ่งแรกที่เขานึกถึงเสมอคือ 'เสียง' ในวัยเด็ก เสียงแม่ทำครัว เสียงกระทบหม้อ-กระทะ หรือเสียงในสถานีรถไฟและเมืองใหญ่ เสียงเหล่านี้สร้างทั้งความทรงจำ ความรู้สึกอบอุ่น และการรับรู้ถึงการมีอยู่ของสถานที่

▪️เขาชวนให้เราลองจินตนาการว่า หากตัดเสียงทั้งหมดออกจากอาคาร จะยังเหลือ 'เสียง' ของอาคารอยู่หรือไม่

▪️แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาก็สนใจการสร้าง 'ความเงียบ' ให้กับสถาปัตยกรรม เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย พื้นที่เงียบสงบกลายเป็นสิ่งมีคุณค่า เสียงจากการเดิน การพูดคุย หรือแม้แต่เสียงเปิดปิดประตู ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกและความทรงจำของผู้ใช้งาน

▪️▪️▪️ประการที่สี่ คือ 'อุณหภูมิของที่ว่าง' (The Temperature of a Space)

▪️ซุมธอร์เชื่อว่า อาคารทุกแห่งล้วนมี 'อุณหภูมิ' ของตัวเอง และอุณหภูมินั้นไม่ได้หมายถึงเพียงสภาพทางกายภาพ แต่ยังรวมถึงความรู้สึกทางจิตวิทยาที่พื้นที่ส่งต่อให้ผู้คนด้วย

▪️เขามองว่า สิ่งที่งดงามที่สุดในสถาปัตยกรรมมักมาพร้อมกับความประหลาดใจ

▪️ซุมธอร์อธิบายว่า วัสดุแต่ละชนิดส่งผลต่อการรับรู้อุณหภูมิแตกต่างกัน เช่น โลหะเย็นสามารถทำให้พื้นที่รอบตัวดูเย็นลง ขณะที่ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ทั้งทางกายภาพและทางอารมณ์

▪️ดังนั้น 'อุณหภูมิของพื้นที่' สำหรับซุมธอร์ จึงเป็นการผสมกันระหว่างสัมผัสทางกายภาพกับความรู้สึกทางจิตใจ ซึ่งเกิดขึ้นผ่านวัสดุ แสง และบรรยากาศของสถาปัตยกรรมเอง

▪️▪️▪️ประการที่ห้า คือ 'วัตถุรอบข้าง' (Surrounding Objects)

▪️ซุมธอร์สนใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสิ่งของรอบตัว เขามักประทับใจกับวิธีที่ผู้คนจัดเก็บ สะสม และเชื่อมโยงวัตถุต่างๆ ภายในบ้านหรือพื้นที่ทำงาน เพราะสิ่งเหล่านั้นสะท้อนความผูกพัน ความทรงจำ และตัวตนของเจ้าของสถานที่

▪️เขาได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุ กิจกรรม และร่องรอยการใช้ชีวิตของผู้คน ตัวอย่างสำคัญคือบ้านของ Heinz Bienefeld ในเมืองโคโลญจน์ ซึ่งซุมธอร์รู้สึกถึง 'การมีอยู่' ของเจ้าของบ้านผ่านสิ่งของสะสมและรายละเอียดต่างๆ ที่ถูกจัดวางไว้อย่างพิถีพิถัน

▪️ประสบการณ์นี้ทำให้เขามองว่า สถาปัตยกรรมเปรียบเสมือน 'ภาชนะ' สำหรับรองรับชีวิต ความทรงจำ และสิ่งของของมนุษย์

▪️แนวคิดเรื่อง 'ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน' จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในงานออกแบบของซุมธอร์ เขาให้ความสำคัญกับความคุ้นเคยของวัตถุรอบตัว รวมถึงร่องรอยความทรงจำที่สามารถกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกผูกพันต่อพื้นที่ได้

▪️สำหรับซุมธอร์ สถาปัตยกรรมที่ดีจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ใช้งาน แต่คือพื้นที่ที่สามารถสื่อสารกับผู้คน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสถานที่ได้อย่างลึกซึ้ง

▪️▪️▪️ประการที่หก คือ 'ระหว่างผู้ประพันธ์และการเกลี้ยกล่อม' (Between Composer and Seduction)

▪️แนวคิดนี้กล่าวถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงระหว่าง 'ความสงบ' และ 'การดึงดูดใจ' เพื่อสร้างประสบการณ์การเคลื่อนไหวภายในพื้นที่

▪️ซุมธอร์มองว่าสถาปัตยกรรมคล้ายกับดนตรี เพราะเป็นศิลปะของพื้นที่และจังหวะการเคลื่อนที่ของผู้คน สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้สึก 'อิสระ' ในการเดินและสำรวจ มากกว่าการชี้นำอย่างตรงไปตรงมา

▪️เขาไม่ได้ต้องการบังคับผู้ใช้งาน แต่ใช้วิธี 'หลอกล่อ' ผ่านพื้นที่ แสง และบรรยากาศ เพื่อให้ผู้คนค่อยๆ เคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ ด้วยความรู้สึกอยากค้นหา

▪️สำหรับเขา สถาปัตยกรรมที่ดีจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่สงบหรือสวยงาม แต่คือพื้นที่ที่เล่นกับความรู้สึก กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และทำให้ผู้ใช้งานค่อยๆ มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของพื้นที่นั้นด้วยตัวเอง

▪️▪️▪️ประการที่เจ็ด คือ 'ความตึงเครียดระหว่างโครงสร้างภายในและภายนอก' (Tension between Interior and Exterior)

▪️ซุมธอร์มองว่า สถาปัตยกรรมสื่อสารกับผู้คนผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง 'ภายใน' และ 'ภายนอก' ไม่ว่าจะเป็นประตู ทางเดิน ช่องเปิด หรือจังหวะการเปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่ในอาคารกับโลกภายนอก ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนสร้าง 'ความรู้สึกของสถานที่' และบรรยากาศของความสงบ

▪️สำหรับเขา การออกแบบสถาปัตยกรรมจึงไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่ใช้สอย แต่คือการจัดวางประสบการณ์ระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะอย่างละเอียดอ่อน สถาปนิกต้องเข้าใจว่าพื้นที่แต่ละส่วนควรเปิดเผยหรือปกปิดอะไรบ้าง

▪️ซุมธอร์เชื่อว่า ด้านหน้าของอาคารควร 'เอื้อนเอ่ยบางอย่าง' กับผู้คน แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกอย่างในทันที เพราะเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งอยู่ที่สิ่งซึ่งซ่อนอยู่ภายใน และการค่อยๆ เปิดให้ผู้ใช้งานได้ค้นพบผ่านประสบการณ์ของตนเอง

▪️▪️▪️ประการที่แปด คือ 'ระดับความใกล้ชิด' (Levels of Intimacy)

▪️ซุมธอร์มองว่า สถาปัตยกรรมถูกกำหนดผ่านมิติ สัดส่วน และขนาดของพื้นที่ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ระดับของความใกล้ชิดภายในพื้นที่ที่สัมพันธ์กับระยะทาง” ซึ่งหมายถึงความรู้สึกใกล้–ไกลที่ส่งผลต่อการรับรู้ของมนุษย์ต่อสถาปัตยกรรม

▪️แม้อาคารจะมีขนาดใหญ่กว่าร่างกายมนุษย์เสมอ แต่ภายในอาคารก็ยังเต็มไปด้วยองค์ประกอบขนาดเล็กที่สัมพันธ์กับร่างกายเราโดยตรง เช่น ประตู หน้าต่าง บานพับ หรือข้อต่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกเมื่อเราใช้งานพื้นที่

▪️ซุมธอร์ยกตัวอย่างว่า ประตูทรงสูงเพรียวอาจทำให้ผู้คนดูสง่างามเมื่อเดินผ่าน ขณะที่ประตูขนาดมหึมาอาจสร้างความรู้สึกน่าเกรงขามและทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงอำนาจหรือความหนักแน่นของพื้นที่

▪️สิ่งที่เขาสนใจจึงไม่ใช่เพียง 'ขนาด' ของอาคาร แต่รวมถึงมวล น้ำหนัก แรงโน้มถ่วง ตลอดจนความหนาบางของผนังและประตู ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนกำหนดประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้คนภายในสถาปัตยกรรม

▪️▪️▪️ประการสุดท้าย 'แสงสว่างในทุกสิ่ง' (The Light on Things)

▪️ซุมธอร์มองว่า 'แสง' คือองค์ประกอบทางธรรมชาติที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศและการรับรู้ของพื้นที่ได้โดยตรง เงาที่เกิดจากการตกกระทบของแสงช่วยสร้างมิติและแรงสะเทือนทางอารมณ์ให้กับสถาปัตยกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับวัสดุที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวด้านหรือมันวาว เรียบหรือหยาบ

▪️แนวคิดแรกที่เขาชื่นชอบ คือการออกแบบอาคารให้เป็นเหมือน 'มวลแห่งความมืด' ก่อนจะปล่อยให้แสงค่อยๆ เจาะทะลุเข้ามา ราวกับแสงเป็นมวลอีกก้อนหนึ่งที่เข้ามาแทนที่ความมืด สร้างบรรยากาศและจังหวะของพื้นที่ผ่านการเปลี่ยนผ่านระหว่างแสงกับเงา

▪️อีกแนวคิดสำคัญคือการเลือกใช้วัสดุที่ตอบสนองต่อแสงแตกต่างกัน ซุมธอร์สนใจพื้นผิวและวัสดุที่สามารถสร้างความรู้สึกเฉพาะตัวเมื่อกระทบกับแสง เพราะสำหรับเขา แสงไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่องสว่าง แต่ยังทำหน้าที่สร้างความทรงจำและความรู้สึกที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับพื้นที่อีกด้วย.,
▪️▪️▪️สำหรับใครก็ตามที่อยากอ่านและศึกษาแนวคิดทั้งหมดอย่างเป็นระบบและครบถ้วน เราขอแนะนำหนังสือ ▪️สถาปัตยกรรมแห่งความรู้สึก ▪️ บทสำรวจความคิดสถาปัตยกรรมของ ปีเตอร์ ซุมธอร์ โดย สดานุ สุขเกษม

▪️นับว่าเป็นหนึ่งในประตูสำคัญที่จะพาเราเข้าใกล้โลกความคิดของสถาปนิกผู้เชื่อว่า อาคารที่ดี ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อ 'มองเห็น' แต่ต้องทำให้มนุษย์ 'รู้สึก' ได้ด้วยเช่นกัน

▪️สถาปัตยกรรมแห่งความรู้สึก
[ บทสํารวจความคิดสถาปัตยกรรมของ ปีเตอร์ ซุมธอร์ ]
Exploring Peter Zumthor’s Architectural Thinking

▪️สดานุ สุขเกษม : เขียน
▪️ความหนา 184 หน้า
▪️ราคาปก 250 บาท
▪️ISBN : 978-616-562-077-2

▪️สั่งซื้อออนไลน์ และ inbox เท่านั้น
[ไม่มีวางจำหน่ายในร้านหนังสือขนาดใหญ่!]

29/05/2026

"บางทีการนั่งเฉยๆ คิดไม่ออก แต่พอขาเริ่มขยับ ความคิดก็ขยับตาม" นิ้วกลม หรือ เอ๋ - สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ เคยกล่าวไว้ในรายการ Have a Nice Day ถ้าว่ากันบนเรื่องการคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ออก หรือแก้ปัญหาให้คลายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นสิ่งที่น่าเหนื่อยหน่ายสำหรับพวกเราทุกคน เรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือบางทีบนหน้าสมุดสักเล่มหนึ่ง รอเผื่อว่าจะมีไอเดียโปรยลงมาเพื่อให้เราลงมือทำงานต่อ แต่แล้ววันใดวันหนึ่งก็มีใครสักคนเดินมาบอกว่า “ลองออกไปเดินยืดแข้งยืดขาสิ เผื่อจะดีขึ้น”
การเดิน นั้นมีการถูกพูดถึงมาพอสมควรในโลกตะวันตก The New Yorker เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการเดินถึงสองบทความ (การเจอบทความเนื้อหาซ้ำเป็นเรื่องยากมาก) และมีหนังสือ A Philosophy of Walking แม้ฟังดูเหมือนหนังสือปรัชญาหนักๆ มองเรื่องการเดินอย่างจริงจังจนล้าสมอง หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงบันทึกที่เล่าว่าการเดินมีประโยชน์อย่างไรในสำเนียงภาษาที่เนิบช้าและใคร่ครวญ พร้อมกับหยิบเรื่องราวการเดินของนักคิด นักเขียน และนักปรัชญา อย่าง ฟรีดริช นีทต์เชอ (Friedrich Nietzsche), อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant), และเฮนรี เดวิด เทอโร (Henry David Thoreau) เสมือนอิงไว้ว่าอัจฉริยะเหล่านี้เขาทำกัน เราเองก็น่าจะทำกับเขาบ้าง
ถ้าเราคิดดูก็เหมือนจะจริงอย่างที่เขาว่า การเดิน อยู่คู่กับสังคมตะวันตกมานาน เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเทศฝั่งตะวันตกถูกออกแบบมาให้เอื้อต่อการเดินมาตั้งแต่ยุคโบราณ หากนึกถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ทำอะไรนอกจากการเดินถามชาวบ้าน ก็อดนึกถึง โสกราตีส (Socrates ที่เดินวนไปมาอยู่ในตลาดอากอรา หรือยืดนิ่งค้างเป็นหุ่นอยู่กลางถนนจนถึงเช้า เพราะกำลังคิดไม่ตกกับเรื่องบางอย่าง อาจจะเหมือนกับที่ อริสโตเติล (Aristotle) บอกว่าเอเธนส์เป็นเมืองที่มีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับนักคิด ประเทศตะวันตกนั้นมีอุณหภูมิที่หนาวเย็นกว่า เอื้อกับคนในเมืองที่จำเป็นต้องเดินขยับแข้งขยับขาเพื่อสร้างความอบอุ่นในร่างกาย ออกมาจากบ้านก็มีฟุตบาทคนเดินไว้เกือบทุกซอกมุมในเมือง ไม่น่าแปลกที่ทำไมการเดินถึงเป็นกิจวัตรของชาวตะวันตกไปได้
แต่การเดินไม่ได้อยู่คู่เฉพาะในโลกตะวันตก แต่ทางฝั่งตะวันออกไกลจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็มีคนเดินเยอะกันเป็นพิเศษ แม้ว่าจะเป็นวันที่อากาศร้อน คนในเมืองก็ไม่หวั่นกับเหงื่อไคลที่ไหลเป็นทาง และก้มหน้าก้มตาเดินจนกว่าจะถึงจุดหมาย แถมยังมีนักคิดที่ทำอย่างเดียวกัน คือไม่ใช่การเดินไม่ได้หวังถึงจุดหมายอย่างเดียว แต่เพื่อเฟ้นหาไอเดียที่ผุดขึ้นมาระหว่างทาง เรามี ชิเงรุ มิยาโมโตะ (Shigeru Miyamoto) ผู้สร้างจักรวาล Zelda ที่ชอบเดินขึ้นลงเขาแบบไม่มีแผนที่ในมือ หรือ ฮารุกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ที่ชอบออกไปวิ่ง ถ้าตะวันตกมี โสกราตีส ที่จีนนั้นมี เล่าจื้อ (Lao Tzu) แม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่า การเดินอาบป่า ก็มีจุดกำเนิดมาจากเอเชียนี่เอง
เฟรเดอริค โกรส์ (Frédéric Gros) เจ้าของหนังสือ A Philosophy of Walking อธิบายว่าการเดินเป็นเสมือนการทำสมาธิของคนเอเชีย แต่ว่าแทนที่จะนั่ง คนตะวันตกจะเดินแทน โกรส์ ไม่ต้องการบอกว่าการเดินนั้นเป็นของคนตะวันตก แต่เขาพยายามอธิบายว่าทำไมนักคิดในโลกตะวันตกถึงต้องชอบเดินกันขนาดนั้น และต้องมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง
โกรส์ ยกตัวอย่าง อิมมานูเอล คานต์ นักปรัชญาชาวเยอรมันที่ลือว่าเป็นคนที่ยึดติดกับรูทีนตัวเองมากๆ คานต์ จะชอบออกจากบ้านแล้วเดินในเวลาเดิมทุกวัน (ประมาณหลังบ่ายสาม) ถึงขั้นที่เพื่อนบ้านใช้รูทีนการเดินของเขาในอิงการตั้งเวลานาฬิกา แต่ โกรส์ อธิบายว่า คานต์ ไม่ได้เดินเพราะหาไอเดีย แต่เป็นการเดินเพื่อออกกำลังกาย เขาตั้งข้อสงสัยเช่นกันว่าการที่เดินในเส้นทางเดิมทุกๆ วัน น่าจะทำให้เขาร่างกายอยู่โหมดออโต้ไปแล้ว จึงเหมาะกับการใช้เวลานี้ในการขบคิดเรื่องปรัชญาของเขา เพราะมีหลักฐานเหมือนกันว่าระหว่างเดินเขาจะไม่ปริปากพูดกับใครเลย
แต่กับ ฌอง ฌาร์ค รุสโซ (Jean Jacques-Rousseau) คืออีกเรื่อง โกรส์ อธิบายว่า รุสโซ ไม่เดินเพื่อออกกำลังกาย แต่เพื่อการคิดโดยเฉพาะ รุสโซ เคยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าสามารถทำสมาธิก็ต่อเมื่อเดินเท่านั้น เมื่อใดที่หยุดเดิน ข้าพเจ้าจะหยุดคิดทันที จิตจะทำงานได้ก็ด้วยขาของข้าพเจ้าเท่านั้น” (I can only meditate when I am walking. When I stop, I cease to think; my mind only works with my legs.) แต่ก็มีปัจจัยอื่นเช่นกันที่ โกรส์ ตั้งเล่าว่า รุสโซ เกลียดความเป็นเมืองมากๆ โดยเฉพาะชนชั้นสูงที่วันๆ มีแต่ซุบซิบนินทากัน เขาจึงชอบเดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เพราะเป็นที่ที่เขาไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอะไรทั้งนั้น และแน่นอนว่ามันสะท้อนกับจุดยืดทางความคิดเรื่องอิสรภาพมากๆ รุสโซ กล่าวเป็นเชิงว่า การเดินคืออิสระอย่างแท้จริง เราจะหยุดชมดอกไม้ข้างทางตอนไหนก็ได้ หรือจะเลี้ยวไปทางไหนก็คือทางเลือกของเรา
การเดินฟังเผินๆ ดูเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละคนมีจุดประสงค์และได้รับประโยชน์จากการเดินไม่เหมือนกัน แต่ในแง่การทำงานของร่างกายนั้นมีคำอธิบายจริงๆ ว่าทำไมเราถึงรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจหรือได้ไอเดียอะไรบางอย่างจากการเดิน ซึ่งทั้งหมดนั้นอธิบายด้วยการเปลี่ยนแปลงในร่างกายเรา เมื่อเราเดิน หัวใจเราจะเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้เลือดและออกซิเจนหมุนเวียนไปทั่วร่างกาย รวมถึงสมอง ซึ่งคือพระเอกของเรื่อง จากการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนที่ถี่ขึ้นช่วยส่งเสริมการสร้างการเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่างเซลล์สมอง ช่วยยับยั้งการฝ่อตัวของเนื้อเยื่อสมอง ช่วยเพิ่มขนาดของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อความจำ) และช่วยยกระดับโมเลกุลที่ทำหน้าที่ทั้งกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทใหม่และส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างกัน
การเดินออกไปยืดแข้งยืดขาจึงไม่ใช่แค่การออกไปยืดตัวเพราะเราปวดเมื่อยออฟฟิซซินโดรม แต่เรากำลังทำให้ร่างกายขยับตัวให้เกิดการหมุนเวียนของเลือดและออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งทำให้สมองเราคิดอะไรได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ สิ่งที่ โกรส์ เล่าเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของ คานต์ ดูไม่ได้เกินจริงเรื่องที่เขาเดินบนเส้นทางประจำทุกวัน การที่เราเดินไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะที่ใหม่และที่เดิม คือการเปลี่ยนการจดจ่อของสมองไปทางอื่นเพื่อเข้าสู่ Default Mode Network (DMN) ซึ่งเกิดขึ้นได้หลังจากร่างกายผ่อนคลาย และเป็นช่วงเวลาที่สมองจะพาเราไหลไปเรื่องต่างๆ เป็นคำอธิบายว่าทำไมเราถึงชอบคิดระหว่างอาบน้ำ หรือก่อนนอน นั่นเอง อีกทั้งการเดินไปในที่ใหม่ หรือที่เดิมแต่เจอกิจกรรมใหม่ๆ ระหว่างทาง สิ่งที่เราเห็นสามารถบันดาลใจให้เราได้โดยที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน หรืออาจนึกถึงลึกๆ ในใจ แต่มองภาพไม่ออก การที่เราเห็นฉากหรือเหตุการณ์ คือการกระตุ้นไอเดียให้ก่อภาพในใจได้ทันที
การเดินไม่จำเป็นต้องอาศัยทางเดินที่ดี แม้ว่าความจริงแล้ว เราอาจต้องการมันมากๆ (โดยเฉพาะเมืองไทยที่มีปัญหาเรื่องฟุตพาทมานาน) เช่นเดียวกันกับอากาศที่ร้อน เราไม่จำเป็นต้องเดินในระยะทางที่ไกลขนาดนั้น การเดินไม่จำกัดอยู่แค่การเดิน แต่เป็นการออกไปยังสถานที่ใหม่ๆ นอกจากห้องสี่เหลียม หรือบรรยากาศเดิมๆ เป็นการมอบโอกาสให้เราได้คิด ได้ไตร่ตรอง ได้รับไอเดียที่เราไม่เคยคาดคิด หากใครมีเวลาสักหน่อย การเดินเล่นในสวนตอนเย็น หรือจากสถานีรถไฟหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่งก็คงดีไม่น้อย แต่ถ้าเป็นช่วงนี้ ในช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมไปทั่วเมือง เห็นทีอาจต้องสวมหน้ากากอนามัยไปก่อน เพราะอย่าลืมว่า ไอเดียและสุขภาพที่ดีย่อมต้องมาคู่กัน
#ไทยรัฐพลัส #สุขภาพ #การเดิน #วิ่ง

27/05/2026

Barnes & Noble คือเชนร้านหนังสืออเมริกา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำเทรนด์ให้ร้านหนังสือทั่วโลกมีหน้าตาเหมือนที่เราคุ้นเคย จนเติบโตขยับขาย กลายเป็นเชนใหญ่ที่สุดในอเมริกามีสาขากว่า 700 แห่ง
แต่ในยุคที่โซเชียลมีเดียและคลิปสั้นเข้ามาครองใจ สูบเวลาและสมาธิผู้คนไปจนหมด แถมยังโดนตีกระหนาบจากการช้อปปิ้งทางออนไลน์ B&N กลับดูเหมือนหาที่ทางตัวเองในตลาดไม่เจอ โดนนักอ่านกับกลุ่มร้านหนังสืออิสระในประเทศตั้งแง่ใส่อย่างหนักจนบริษัทเริ่มถดถอย ในเวลาเพียง 8 ปี ต้องปิดสาขาเกือบ 150 แห่ง เลิกจ้างพนักงานเกือบ 2,000 คน เปลี่ยนตัว CEO ไป 5 ราย ผลประกอบการติดตัวแดงหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องประกาศขายกิจการในที่สุด
ตอนนั้นดูแทบไม่มีหวังที่ยักษ์หนังสือตัวนี้จะฟื้นกลับมาได้ ทว่าหลังเจ้าของเปลี่ยนมือ เปลี่ยนหัวเรือใหม่เป็นเจ้าของร้านหนังสืออิสระที่เข้าใจธุรกิจจริงๆ บริษัทก็เริ่มปรับแนวทางองค์กรทั้งหมด เปลี่ยนจากความพยายามต่อสู้รักษาความเป็นที่หนึ่ง มาเสนอตัวเป็นทางเลือกให้นักอ่าน จนผลประกอบการบริษัทเริ่มดีขึ้น กลับมาทำกำไรถึงปีละ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 12,000 ล้านบาท แถมได้เปิดสาขาเพิ่มในรอบ 5 ปี
พวกเขาใช้วิธีไหนถึงฟื้นกลับมาได้ และอุตสาหกรรมการอ่านในประเทศไทยจะมีหวังแบบเดียวกันไหม

ลิงก์อ่านบทความในคอมเมนต์

#ร้านหนังสือ

Photos from Metalocus's post 25/05/2026
Photos from เมืองหนังสือ BookTown's post 25/05/2026
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านขายของ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


1803 Arun Ammarin 53-55
Bangkok
10700