Freedom Bridge
04/06/2026
แม้ว่าการ “พ้นโทษ” หรือ “ได้รับการประกันตัว” จะเป็นที่สุดของช่วงเวลาที่ผู้ต้องขังหลายคนรอคอยเพราะอิสรภาพคือสิ่งมีค่าสำหรับพวกเขา แต่รู้หรือไม่ช่วงเวลาที่ใกล้จะได้รับอิสรภาพกลับสร้างความหวาดหวั่นและกังวลใจให้พวกเขาบางคนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ถูกคุมขังมาเป็นเวลานาน
ฟรีด้อมบริดจ์พบว่าหลายครั้งผู้ต้องขังที่ใกล้จะได้รับการปล่อยตัวหรือมีวันปล่อยตัวที่แน่ชัดจนเรียกว่าสามารถนับวันรอการปล่อยตัวได้เลยนั้น กลับมีภาวะของความกังวลใจหรือความเครียดเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ความเครียดนี้ทำให้เกิดความกังวลจนมีอาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดเป็นระยะ หรือเกิดความสับสนต่ออนาคตข้างหน้าของพวกเขา โดย 4 เรื่องหลักที่ผู้ต้องขังมักกังวลเมื่อใกล้พ้นโทษ ได้แก่
🔺พวกเขาจะสามารถทำงานอย่างคนอื่นๆได้หรือไม่
ความกังวลต่อการหาเลี้ยงชีพ ดูจะเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของทุกคน เนื่องจากพวกเขาทราบว่าจะต้องมีประวัติอาชญากรรมติดตัวแม้พ้นโทษแล้ว โดยเฉพาะในคดีการเมืองซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับความคิด การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เมื่อต้องเข้าเรือนจำพวกเขาก็ถูกปฎิบัติไม่ต่างกับผู้ต้องขังในคดีอาญาประเภทอื่นๆและถูกตีตราในประวัติอาชญากรรมเช่นเดียวกัน
การเลี้ยงปากท้องได้ทำให้อดีตผู้ต้องขังใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี พวกเขาล้วนอยากพิสูจน์ตัวเองและพึ่งพาตนเอง การมีโอกาสได้กลับไปทำงานในความสามารถที่ตนเองถนัดจะสร้างความมั่นใจให้พวกเขาได้ไม่มากก็น้อย เพราะพวกเขาเองก็กลัวการต้องกลายเป็นภาระของครอบครัวทั้งที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และหลายคนยังอยู่ในช่วงอายุของวัยทำงาน
🔺พวกเขาจะยังสามารถกลับเข้าไปอยู่ในครอบครัวหรือสังคมได้หรือไม่
สำหรับผู้ต้องขังที่มีครอบครัว การกลับไปหาครอบครัวคือสิ่งที่พวกเขารอคอย แม้เป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ยังกังวลว่าจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนก่อนเข้าเรือนจำได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับบางคนที่ไม่สามารถกลับไปหาครอบครัวได้อีกแล้วเนื่องจากได้เลิกร้างกันระหว่างที่ถูกคุมขัง
ผู้ต้องขังหลายคนอาจกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขาและครอบครัว หรือเขากับลูกที่ยังเล็ก เนื่องจากไม่ได้อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานาน หลายคนกังวลว่าลูกจะจำเขาได้หรือไม่ ลูกจะรู้สึกรักและผูกพันกับเขาหรือไม่ รวมไปถึงญาติพี่น้องจะให้การยอมรับเขามากแค่ไหน หลายเรื่องเป็นความกังวลที่มีแนวโน้มมาจากประสบการณ์หรือสิ่งที่พวกเขาเคยได้ยินมาจากคนอื่นๆ แต่หลายเรื่องก็เป็นความกังวลที่ถูกสร้างขึ้นจากการขาดความรับรู้เกี่ยวกับครอบครัวหรือสังคมภายนอก
🔺 พวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน
หลายคนถูกควบคุมตัวอย่างกระทันหันและไม่ได้รับการประกันตัวจนพ้นโทษ พวกเขาไม่มีโอกาสได้จัดการสิ่งของในห้องเช่าหรือบ้านเช่า หากไม่มีเพื่อนหรือคนที่สามารถฝากฝังธุระได้ สิ่งของของพวกเขารวมถึงเอกสารสำคัญอาจสูญหาย บ้านเช่าหรือห้องเช่าที่ยังคงค้างเงินค่าเช่าเดือนล่าสุดคงถูกปล่อยให้คนอื่นเช่าไปนานแล้ว
สำหรับผู้ที่ต้องพ้นโทษออกจากเรือนจำ ที่อยู่อาศัยชั่วคราวก็มีความจำเป็น บางคนต้องการที่พักราว 1-2 วัน ก่อนที่จะหาทางติดต่อกับครอบครัวหรือเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดเพื่อใช้เวลาตั้งตัวก่อนจะเริ่มหางานทำ หากพวกเขายังมีครอบครัวรออยู่ หลายคนเลือกที่จะกลับบ้านในต่างจังหวัดซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขา
🔺 สภาพจิตใจที่รอวันรักษา
ผู้ต้องขังทางการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศของเรือนจำมาก่อน พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่งจะต้องถูกคุมขังจากการโพสต์เฟซบุ๊ก แชร์เพจทางการเมือง หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ เมื่อต้องเข้าเรือนจำหลายคนใช้เวลาปรับตัวนานหลายเดือนและสำหรับบางคนแม้จะผ่านไปเป็นปีแล้วก็ยังไม่สามรถปรับตัวได้ เพราะนอกจากจะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีความแล้ว ยังอาจต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกปฎิบัติอย่างไม่เป็นธรรมด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีแต่ไม่ได้รับการประกันตัว
เมื่อถึงวันที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัวไม่ว่าจะด้วยการประกันตัวหรือพ้นโทษ ผู้ต้องขังบางคนยังคงฝันร้าย บางคนยังไม่สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิตได้ หรือมีความรู้สึกว่าตัวเองถูกลดคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพวกเขามีครอบครัวและคนรอบข้างที่พร้อมใส่ใจดูแล พวกเขาคงจะสามารถผ่านความบอบช้ำทางจิตใจไปได้แม้ต้องใช้เวลาสักระยะ แต่สำหรับอดีตผู้ต้องขังบางคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวเป็นหลัก การได้รับคำปรึกษาจากนักบำบัดอย่างต่อเนื่องก็อาจช่วยลดความรู้สึกติดลบภายในจิตใจของพวกเขาได้
ฟรีด้อมบริดจ์ทำการสำรวจปัญหาเบื้องต้นและพร้อมช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองพื่อช่วยบรรเทาความกังวลของพวกเขาต่ออนาคตหลังการปล่อยตัว โดยการมอบเงินสนับสนุนภายหลังออกจากเรือนจำเพื่อให้พวกเขาได้ใช้จัดการชีวิตในเบื้องต้น เช่นการ เช่าที่พักชั่วคราวหรือซื้อโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อกับครอบครัว รวมถึงการช่วยประสานงานเรื่องการอบรมหรือหางานทำตามเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคน นอกจากนี้เรายังมีนักบำบัดให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ และเตรียมพวกเขาพร้อมกลับเข้าสู่สังคมและครอบครัว
📌อ่านบนเว็บไซต์: https://freedombridge.network/before_release/
———-
ผู้ต้องขังทางการเมืองได้ที่กำลังจะถูกปล่อยตัวต้องการทั้งกำลังใจและการสนับสนุนในหลากหลายรูปแบบ ร่วมสนับสนุนพวกเขาได้ที่
———-
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners
03/06/2026
📌 รายงานค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองระหว่างวันที่ 1-31 พ.ค. 2569
สำหรับเดือน พ.ค. ที่ผ่านมามีผู้ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากรับโทษครบ 2 คนได้แก่ "อนุชา" ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ซึ่งถูกขังมา 1 ปี 6 เดือน และ "ศุภกิจ" ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา ซึ่งถูกขังมา 2 ปี 2 เดือน โดยฟรีด้อมบริดจ์ได้ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายภายหลังออกจากเรือนจำ และแม้ว่ายอดผู้ต้องขังจะลดลงมาอยู่ที่ 61 คน แต่ไม่มีใครได้ปล่อยตัวจากการประกันตัวในเดือนที่ผ่านมา
สำหรับความช่วยเหลือของเดือนนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเปิดเทอมของเด็กๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการศึกษาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในเดือนพ.ค. ยังมีการเพิ่มความช่วยเหลือให้แก่ครอบครัวผู้ต้องขังทางการเมืองในส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ "จดหมาย" เนื่องจากบางครอบครัวอาจไม่มีเวลาเข้าเยี่ยมเพราะต้องทำงาน การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับจดหมายอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนให้พวกเขามีโอกาสได้ติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น
ค่าใช้จ่ายในเดือนพ.ค. 2569 ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 410,536.34 บาท แบ่งออกเป็น 9 ประเภท ได้แก่
1.สนับสนุนฝากเงินรายเดือน 39 คน คนละ 5,000 บาท รวม 195,000 บาท
2. สนับสนุนอาหารและของใช้ ทั้งรายวันและรายครั้ง รวม 24 คน ใน 8 เรือนจำ เป็นจำนวนเงิน 135,744 บาท
3.สนับสนุนครอบครัวผู้ต้องขังซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง สำหรับ 7 ครอบครัว ครอบครัวละ 3,000 บาท เป็นจำนวนเงิน 21,000 บาท
5.สนับสนุนของใช้เด็กอ่อนแพมเพิสและนมและอาหารสำหรับผู้สูงอายุ 6 ครอบครัว รวม 14,840 บาท
5.สนับสนุนค่าใช้จ่ายหลังได้รับการปล่อยตัวของผู้ต้องขัง 12,662 บาท
6. สนับสนุนค่าเดินทางและค่าอาหารสำหรับการเยี่ยมญาติใกล้ชิด 8,444 บาท
7.สนับสนุนด้านการศึกษาของลูกผู้ต้องขัง 4,733 บาท
8.สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพผู้ต้องขัง 2,712.5 บาท
9. สนับสนุนค่าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ 400 บาท
---------------------
ร่วมกับ Freedom Bridge เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและครอบครัว
---------------------
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิตสามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand (เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกาสามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners
02/06/2026
เพื่อนๆน่าจะได้ออกกันหลายคน
📌 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๖๙
อ่านเพิ่มเติม : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/116497.pdf
#พระราชกฤษฎีกา #พระราชทานอภัยโทษ #อภัยโทษ
31/05/2026
รายชื่อผู้ต้องขังการเมืองประจำเดือนพฤษภาคม 2569
ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 มีผู้ต้องขังในคดีที่มีเหตุจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองลดลงเล็กน้อย เป็นอย่างน้อย 61 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 34 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 25 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 35 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว
ในเดือนที่ผ่านมา นับสถิติจำนวนผู้ต้องขังลดลง 2 ราย ได้แก่ กรณีของ “อนุชา” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษ และกรณีของ “ศุภกิจ” ที่ถูกคุมขังในคดีส่วนตัว แต่ศาลให้บวกโทษคดีชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 เพิ่ม ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขโทษ และศาลไต่สวนแล้ว จึงมีคำสั่งให้แก้ไขโทษใหม่ ไม่บวกโทษเพิ่มอีก ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัว
📌ดูรายชื่อผู้ต้องขังการเมืองปี 2569 : https://tlhr2014.com/archives/80978
29/05/2026
เรือนจำพิเศษจะยกเลิกระบบจดหมาย โดยใช้งานวันสุดท้าย 30 มิ.ย. 2569
📬👝 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครขอประกาศแจ้งไปยังผู้ใช่บริการจดหมายออนไลน์ ระบบ BRP CONNECT ทุกท่าน ว่าระบบจะเปิดให้ใช้งานวันสุดท้าย ❗️วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ❗️
‼️ไม่มีการจำหน่ายกระดาษเพิ่ม ‼️ขอให้ตรวจสอบกระดาษที่ยังคงเหลืออยู่ในระบบและใช้งานก่อนวันดังกล่าว จากนั้นจะปิดระบบ
** เรือนจำฯ ไม่มีในโยบายคืนเงินค่าจดหมายที่ตกค้างในระบบทุกกรณี **
29/05/2026
📣 ประชาสัมพันธ์
วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2569) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีงาน "Her Movement, We Move(ing)" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของบุ้ง–เนติพร
สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง–เนติพร
14.00 น. รับชมวิดีโอสั้นรำลึกการต่อสู้ ของบุ้ง
14.15 น. วงเสวนา “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง”
- ปฐมพร แก้วหนู Freedom Bridge
- สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง
- คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15.10 น. วงเสวนา The woman in you ถอดบทเรียนเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองของผู้หญิง จาก กรณีบุ้ง เนติพร ร่วมพูดคุยโดย
- ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
- ธารารัตน์ ปัญญา
- ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล
- ณัฐชิ อองปุลักษ์
16.00 น. ปาฐกถา Make Movements Matter โดย ทิชา ณ นคร
16.30 น. ดนตรีจากน้ำ คีตาญชลี และร่วมกันวางดอกไม้
17.00 น. จุดเทียนรำลึก
อัญชัญ ปรีเลิศ อ่านจดหมายจากเพื่อนในเรือนจำ ดนตรีจากหนวดและอาเล็ก
ภายในงานพบบูธกิจกรรมจากองค์กรต่าง ๆ
🗓️เสาร์ 30 พฤษภาคม 2569
📍ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
บุ้ง–เนติพร ในฐานะนักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีการเมือง ต้องเผชิญทั้งการคุกคามสิทธิเสรีภาพจากรัฐ และอคติต่อวิธีการต่อสู้ที่เธอเลือกใช้ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้หญิงและผู้คนอีกจำนวนมากที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหว และยังมีผู้ถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานภายในเรือนจำ เพื่อรำลึกถึงและยืนหยัดต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของเธอ
#บุ้งเนติพร (ing)
27/05/2026
ปัจจุบันเรือนจำทั่วประเทศมีความพยายามที่จะออกแบบและพัฒนาระบบนำร่องในการติดต่อสื่อสารระหว่างญาติกับผู้ต้องขังเพื่อให้ครอบครัวที่อยู่ห่างไกลกันได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี เกือบทุกเรือนจำที่มีผู้ต้องขังทางการเมืองถูกขังอยู่ในขณะนี้ มีระบบเยี่ยมทางไลน์และเริ่มมีระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้เวลารับ-ส่ง น้อยกว่าระบบจดหมายที่ใช้กระดาษอย่างมาก
ทั้งนี้แต่ละเรือนจำและแต่ละช่องทาง มีระยะเวลารอคอยและรับ-ส่งจดหมายที่แตกต่างกัน โดยระบบจดหมายที่รับ-ส่งรวดเร็วที่สุดใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น และระยะเวลานานที่สุดในการตรวจสอบจดหมายที่เราพบคือ 7 วัน อย่างไรก็ตามทั้งจดหมายแบบกระดาษและแอปพลิเคชันอาจมีการจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่เป็นญาติหรือผู้ที่เป็นสิบรายชื่อของผู้ต้องขัง โดยจะมีการแจ้งให้ทราบก่อนสมัครใช้บริการ ปัจจุบันพบว่ามีเพียง Domimail ที่ยังไม่จำกัดรายชื่อผู้ติดต่อ
🔺 ฟรีด้อมบริดจ์พบว่าระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เฉพาะใน 15 เรือนจำที่มีผู้ต้องขังทางการเมืองถูกขังอยู่ มีการให้บริการต่างกันถึง 3 รูปแบบ ประกอบด้วย 2 แอปพลิเคชัน คือ Domimail กับ Promp Post (ระบบไปรษณีย์ไทย) และมีการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเขียนจดหมายชื่อ BRP-connect ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ระบบโดยรวมมีหน้าตาและวิธีการใช้งานแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ทุกแบบสามารถจ่ายเงินทางออนไลน์ได้ โดยมีทั้งระบบสแกน โอนจ่ายและ บัตรเครดิต
🔺 แม้ว่าทั้ง 3 ระบบการติดต่อจะถูกออกแบบหน้าตามาอย่างสวยงามและดูเหมือนเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน แต่สำหรับญาติผู้ต้องขังวัยชรา ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้มากนัก เราพบว่าพ่อแม่บางคนไม่ถนัดการใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คและไม่ได้ใช้บัญชีออนไลน์ในการใช้จ่าย เนื่องจากกังวลเรื่องมิจฉาชีพที่จะดูดเงินหรือหลอกโอนเงิน พวกเขาจึงต้องเดินทางไปยังเคาท์เตอร์เซอวิสที่รับชำระเงินค่าจดหมายหากต้องการจะซื้อจดหมายออนไลน์ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกยุ่งยากสำหรับผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลตัวเมือง หลายครอบครัวจึงเลือกที่จะไม่ใช้บริการจดหมายลักษณะนี้ แต่รอเวลาไปเยี่ยมทางเรือนจำแทน
🔺 อีกหนึ่งปัญหาในการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเกิดกับจดหมายในรูปแบบกระดาษด้วยคือเรื่องการตรวจสอบจดหมาย ตามกฎความปลอดภัยของเรือนจำ จดหมายจะต้องถูกเจ้าหน้าที่อ่านและตรวจสอบกว่าจะเดินทางมาถึงผู้ต้องขัง บ่อยครั้งจดหมายก็ถูกแลกเปลี่ยนให้ผู้ต้องขังคนอื่นได้อ่านด้วย เพราะคนข้างในไม่มีกิจกรรมบันเทิงใจให้ทำมากนัก การสลับกันอ่านจดหมายของคนอื่นอาจจะเกิดขึ้นบ้างคล้ายการอ่านนิยาย
อย่างไรก็ตามการที่จดหมายอาจถูกอ่านจากคนมากหน้าหลายตารวมถึงถูกเก็บเป็นไฟล์ดิจิตัลไว้ในฐานข้อมูลอาจทำให้ญาติเกิดความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัว การพูดคุยในเรื่องสำคัญหรือมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ต้องการให้ใครทราบจึงไม่สามารถบอกเล่าผ่านจดหมายได้
🔺ปัญหาเรื่องเนื้อหาของจดหมายยังรวมไปถึงการที่จดหมายของเรือนจำทั้งขาเข้าและออก มีการตรวจสอบค่อนข้างเคร่งครัด ก่อให้เกิดอุปสรรคกับผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยากเขียนวิพากษ์วิจารณ์สังคมหรือพูดถึงแนวคิดทางการเมืองของตนเองเช่นเดียวกัน
ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาฟรีด้อมบริดจ์พบการเซ็นเซอร์จดหมายหลายฉบับของผู้ต้องขังทางการเมือง ทั้งในลักษณะที่ไม่อนุญาตให้มีการส่งออกจดหมายทั้งฉบับ หรือการเลือกลบคำบางคำในจดหมายออก รวมถึงเซ็นเซอร์รูปภาพที่ถูกส่งเข้าไป การเสียเงินซื้อจดหมายจึงไม่ได้แปลว่า จดหมายทุกฉบับจะถูกรับ-ส่งได้ทั้งหมด และเป็นเรื่องที่ผู้ต้องขังทางการเมืองและญาติต้องคิดมากขึ้นเมื่อเขียนจดหมายแต่ละฉบับ
ปัญหาทั้งสองรูปแบบข้างต้น เป็นปัญหาทั้งในเชิงเทคนิค ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และอิสรภาพที่จะคิดเขียน แต่ยังมีปัญหารูปแบบที่สามซึ่งเราพบเจอได้บ่อยครั้งในกลุ่มญาติๆ คือ “ปัญหาด้านค่าใช้จ่าย”
🔺 ระบบซื้อจดหมายทุกรูปแบบ (นอกจากระบบ Promp Post ที่ยังอยู่ในระยะทดลองใช้ ไม่มีค่าใช้จ่าย) มีการขายเป็นชุด ชุดละ 10 ฉบับ ราคา 100 บาทโดยไม่สามารถแยกซื้อได้ ซึ่งญาติจะเป็นผู้ซื้อให้ผู้ต้องขังผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่เปิดขาย หลังจากนั้นผู้ต้องขังจะได้รับกระดาษจดหมาย 10 แผ่นที่มีเส้นบรรทัดราว 15 บรรทัดเพื่อเขียนจดหมาย โดยจะต้องเก็บรักษากระดาษปึกนั้นไว้ให้ดีเพราะหากทำหายจะไม่มีการชดเชยให้ และหากญาติต้องการติดต่อกับผู้ต้องขังก็ต้อง จ่ายเงินอีก 100 บาท เพื่อซื้อจดหมายอีก 10 ฉบับให้ตัวเอง รวมแต่ละครั้งอาจจะมีค่าใช้จ่ายราว 200 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียม) ในการใช้จ่ายเพื่อติดต่อกับผู้ต้องขัง
🔺หลายคนมองว่า เงิน 200 บาทต่อครั้ง เป็นเงินจำนวนเพียงเล็กน้อยหากแลกกับการที่ญาติและผู้ต้องขังได้มีช่องทางติดต่อสื่อสารกัน แต่สำหรับอีกหลายๆครอบครัว เงิน 200 บาท หรือ เงินประมาณ 600 บาท/เดือน สำหรับจดหมาย 30 ฉบับ (กรณีเขียนทุกวัน) เป็นจำนวนเงินที่พวกเขาไม่สามารถจ่ายได้หรือเลือกที่จะไม่จ่าย
หลายๆครอบครัวยังคงมีความขัดสนและประสบปัญหาที่จะนำเงินที่ได้เป็นรายวันมาใช้จ่ายเกี่ยวกับจดหมาย เมื่อเราสำรวจและทราบปัญหาในแง่นี้ จึงมีการเพิ่มความสนับสนุนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซื้อจดหมายระหว่างผู้ต้องขังและญาติ
สำหรับผู้ต้องขังบางคน ครอบครัวเปรียบเสมือนกำลังใจที่สำคัญที่สุด การร่วมกันรักษาและประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังและญาติจึงมีความจำเป็น แม้ยังคงมีปัญหาเชิงเทคนิคเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน ความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบเนื้อหาที่เขียนและความเป็นส่วนตัว แต่การเขียนจดหมายก็เป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่ค่อนข้างราคาถูกและประหยัดเวลา เหมาะกับญาติๆที่อยู่ไกลและไม่สามารถเดินทางมาเพื่อเข้าเยี่ยมได้ด้วยตนเอง
การสนับสนุนให้ผู้ต้องขังทางการเมืองและญาติมีช่องทางที่จะได้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพที่คนทั่วไปสามารถร่วมกันทำได้
📌อ่านในเว็บไซต์: https://freedombridge.network/?p=3645
———-
ร่วมสนับสนุนผู้ต้องขังทางการเมืองได้ที่
———-
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners
23/05/2026
ปล่อยตัว “อนุชา” สิ้นสุดการคุมขังคดี ม.112 ครบ 1 ปี 6 เดือน
ในวันที่ 24 พ.ค. 2569 นี้ “อนุชา” ผู้ต้องขังคดีตามมาตรา 112 วัย 51 ปี จากกรณีชูแผ่นป้ายไวนิลในการชุมนุม #ม็อบตำรวจล้มช้าง หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษ
เกี่ยวกับคดีนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 อนุชาได้เข้าร่วมชุมนุม #ม็อบตำรวจล้มช้าง และถูกจับกุมหลังการชุมนุมไปที่ สน.ปทุมวัน โดยในวันนั้นเขาไม่มีทนายความอยู่ด้วยและไม่ได้ยื่นประกันตัว เนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาถูกจับกุม ทำให้เขาถูกฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลารวม 24 วัน ก่อนที่ทนายความจะเข้ายื่นประกันตัว และศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัว
อนุชาถูกกล่าวหาว่าได้ชูแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ซึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 โดยตรงกลางมีตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ทับ พร้อมข้อความอื่น ๆ ทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ และเยอรมัน โดยถูกกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 112, พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ
ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษในข้อหาตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ทำให้ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเขาถูกนำตัวไปคุมขังรับโทษ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2567
⭕️แม้สถานะบุคคลแปรเปลี่ยน แต่ทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
อนุชาถูกคุมขังตามคำพิพากษามาจนครบ 1 ปี 6 เดือน (นับจากถูกคุมขังในชั้นสอบสวน 24 วันด้วย) ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2568 อนุชาถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ตามนโยบายการย้ายผู้ต้องขังของราชทัณฑ์ โดยจนถึงปัจจุบัน เขาเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองเพียงคนเดียวที่ถูกย้ายมาเรือนจำแห่งนี้
จากสถานการณ์ย้ายเรือนจำดังกล่าว อนุชาเล่าถึงชีวิตภายใต้เรือนจำพิเศษธนบุรี ทั้งความแออัด ระเบียบการตรวจค้นตัวที่รุกล้ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สภาพสุขอนามัยที่น่าเป็นห่วง โดยผู้ต้องขังจำนวนมากเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง แต่ขาดการดูแลทางการแพทย์ที่เพียงพอ
เขาเคยเปิดเผยความแตกต่างในข้อปฏิบัติของเรือนจำพิเศษธนบุรี และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เคยอยู่มาก่อนว่า “ที่นี่ค่อนข้างแตกต่าง วันแรกที่พวกผมถูกย้ายมา มีระเบียบให้ผู้ต้องขังทุกคนถอดเสื้อ กางเกงทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าไม่ได้พกสิ่งแปลกปลอมเข้าเรือนนอน” เมื่ออนุชาและผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ทราบอย่างนั้นก็ค่อนข้างตกใจต่อระเบียบเช่นนี้
นอกจากนี้ เขายังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย โดยมองว่าทำให้คนกลัวการตรวจสอบมากกว่าการปรับตัว และสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำที่ยังมีช่องโหว่ เช่น ปัญหาการขาดแคลนผ้าห่ม การลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล และโรคผิวหนังอย่างโรคหิดที่เป็น ๆ หาย ๆ อีกด้วย
การคุมขังไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเลิกสนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน อนุชายังคงเรียกร้องสารพัดปัญหาในเรือนจำ แม้จะไม่ค่อยได้รับการแก้ไขปัญหา แต่เขาก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางเรื่องร้องเรียนทั้งหมด อนุชาพูดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำเมื่อได้ออกไป หลังทราบว่าเขาจะพ้นโทษตามกำหนดในวันที่ 24 พ.ค. 2569 นี้ เขาบอกว่าจะตั้งตัวให้ได้ก่อน จากนั้นเขาสนใจประเด็นปัญหาเรื่องเรือนจำ อยากทำให้เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งระบบและผู้ต้องขัง และเขาอยากเดินสายให้กำลังใจเพื่อน ๆ ตามเรือนจำต่าง ๆ ด้วย
⭕️บันทึกเยี่ยมฉบับสุดท้าย ก่อนอิสรภาพที่กำลังมาถึง
วันนี้ (22 พ.ค.2569) อนุชาเดินมาพร้อมรอยยิ้ม และเริ่มต้นกล่าวขอบคุณความช่วยเหลือจากมวลชนทุกคนที่อยู่เคียงข้างเขามาเสมอ
“ผมรู้สึกขอบคุณมวลชนทุกคน ทนายความที่ยังคงอยู่ข้าง ๆ และให้การสนับสนุนผมมาตลอด ผมซาบซึ้งน้ำใจเป็นอย่างมาก หากผมได้ออกไปแล้วผมก็คงจะทำเช่นกัน ผมอยากจะไปเรือนจำคอยช่วยเหลือ ซื้อของฝาก ทำเท่าที่ตัวเองทำได้ครับ เพื่อให้เพื่อนที่อยู่ข้างในรับรู้ว่ายังมีคนคอยช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้อยู่เสมอ”
เมื่อถามถึงสิ่งที่จะทำเป็นอย่างแรกหลังจากออกจากเรือนจำแล้ว อนุชาบอกว่าเขาจะกลับไปหาแม่ของตัวเองที่จังหวัดอุดรธานี “ผมออกแล้วผมจะรีบกลับไปหาคุณแม่ครับ ผมรักคุณแม่มาก ๆ ไม่อยากให้แกต้องรู้สึกกังวลใจในเรื่องของผมอีกแล้ว
“ต่อจากนั้น ผมถึงอยากดำเนินการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อกระทุ้งปัญหาต่าง ๆ ของเรือนจำ โดยหวังว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นจะทำให้เรือนจำมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ต้องขัง”
พื้นเพของอนุชาเป็นคนจังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และไปทำงานเป็นช่างถึงไต้หวัน โดยก่อนถูกดำเนินคดีนี้เขาทำงานเป็นช่างของโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยเขาจะได้รับอิสรภาพหลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษในวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยไม่ได้รับการลดหย่อนโทษใด ๆ
หลังปล่อยตัวอนุชา จะยังมีผู้ต้องขังจากการแสดงออกทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 62 ราย แยกเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 35 ราย และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 ราย โดยผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างต่อสู้คดีมีอย่างน้อย 25 คน และมีผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วอย่างน้อย 37 ราย รวมทั้งมีเยาวชน 1 คน ที่ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชน
📌 อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/83698
22/05/2026
ทวี-โรม-เนเน่ นำทีม กมธ.ยุติธรรมฯ สภาผู้แทน ตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หารือกับราชทัณฑ์ เล็งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ
21/05/2026
การเยี่ยมญาติเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ผู้ต้องขังทางการเมืองรวมถึงผู้ต้องขังทั่วไปรอคอยในทุกๆวัน บางเรือนจำผู้ต้องขังที่จะได้รับการออกเยี่ยมญาติจะต้องเปลี่ยนเสื้อเป็นสีชุดที่เอาไว้เยี่ยมญาติ เช่น ชุดสีฟ้า หรือมีเสื้อเฉพาะที่ต้องสวมใส่เพื่อให้ทราบว่าผู้ต้องขังคนนี้เป็นคนที่กำลังจะมีญาติมาเยี่ยม การได้รับการบอกกล่าวหรือได้รับการนัดแนะจากญาติว่าจะมาเยี่ยมเป็นดั่งกำลังใจสำคัญให้พวกเขาได้มีจุดมุ่งหมายในชีวิตสำหรับวันวันนั้น
อย่างไรก็ตามในบรรดาผู้ต้องขังทางการเมืองกว่า 63 คนในเรือนจำ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีญาติคอยเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ โดยในจำนวนดังกล่าว เราพบว่ามีญาติไม่ถึงครึ่งเท่านั้นที่มาเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง แต่ในจำนวนครึ่งหนึ่งนั้นมีครอบครัวที่เข้าเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอที่เรือนจำได้เพียง 10-15 ครอบครัว โดยมีเหตุผล 3 ประการหลักๆ ที่ทำให้ญาติไม่สามารถเดินทางมาเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังได้
🚩 ประการแรก ผู้ต้องขังทางการเมืองเกือบครึ่งไม่ได้ถูกขังอยู่ในจังหวัดเดียวกับที่ตนเองมีภูมิลำเนาหรือครอบครัวอยู่ที่นั่น นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องขังทางการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีญาติมาเยี่ยม โดยญาติอาจจะเลือกมาเยี่ยมเฉพาะในการเปิดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ซึ่งอาจจะจัดขึ้นปีละ 1-2 ครั้ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ทางเรือนจำ จัดให้มีเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงที่จะได้นั่งรับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด มากกว่าที่จะเข้าเยี่ยมผ่านห้องเยี่ยมซึ่งมีกระจกกั้นที่กำหนดให้พูดคุยผ่านโทรศัพท์ในเวลาเพียง 15-20 นาที
เหตุผลด้านอื่นๆที่เราพบสืบเนื่องมากับเรื่องความห่างไกลของพื้นที่คุมขัง คือปัจจัยเรื่องอายุของญาติๆ ผู้ต้องขังบางคนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่อายุมากแล้ว เมื่อขาดเสาหลักอย่างพวกเขาไป พ่อแม่จึงไม่สามารถเดินทางมาเยี่ยมได้เนื่องจากอยู่ไกลและอาจจะไม่มีความถนัดด้านเทคโนโลยีในการเข้าเยี่ยมออนไลน์หรือการส่งจดหมายอิเลคทรอนิก
🚩 ประการที่สอง เนื่องจากการเข้าเยี่ยมมักจะเปิดเฉพาะช่วงจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-14.30 น. ซึ่งอยู่ในวันและเวลาราชการ ทำให้คนในครอบครัวบางครอบครัวซึ่งยังอยู่ในวัยทำงานไม่สามารถมาเยี่ยมผู้ต้องขังได้เพราะเลือกที่จะใช้เวลาทำงานหาเงินมากกว่า โดยเฉพาะในครอบครัวที่ต้องเลี้ยงลูกเล็กๆ หรือจำเป็นต้องหาเงินคนเดียวเพราะขาดหัวหน้าครอบครัวไป
ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกเรือนจำจะเปิดให้เยี่ยมได้ทุกวัน มักมีการกำหนดวันและเวลาอย่างชัดเจนในบางเรือนจำ แบ่งตามแดนที่ผู้ต้องขังแต่ละคนถูกคุมขัง ทำให้วันที่จะสามารถเข้าเยี่ยมได้ไม่ใช่ 5 วันทำการต่อสัปดาห์ แต่อาจจะมีเพียง 2 หรือ 3 วันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการกำหนดลึกลงไปว่าจะสามารถเข้าเยี่ยมได้ช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย ด้วยข้อกำหนดลักษณะนี้ในบางเรือนจำ จึงทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าเยี่ยมต่อญาติพอสมควรเพราะมีวัน-เวลาที่เข้าเยี่ยมได้อย่างจำกัด หากไม่สามารถไปเยี่ยมได้ในวันและเวลาดังกล่าวก็จะต้องรออาทิตย์ต่อไป
🚩 ประการที่สาม แนวคิดทางการเมืองของผู้ต้องขังกับครอบครัวไม่ตรงกัน ในหลายๆครอบครัวไม่ได้สนับสนุนการทำกิจกรรมหรือการแสดงออกของผู้ต้องขังมาตั้งแต่ต้น ทำให้ผู้ต้องขังกับครอบครัวมีปัญหากันตั้งแต่เริ่มมีคดีความทางการเมือง ดังนั้นผู้ต้องขังบางส่วนเลือกที่จะออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเองหรือไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อคดีมาถึงวันฟังคำพิพากษาและต้องเข้าเรือนจำ จึงไม่ได้ติดต่อญาติหรือเลือกที่จะไม่ติดต่อเพื่อความสบายใจของผู้ต้องขัง
ขณะเดียวยังก็มีบางครอบครัวที่ไม่กล้ามาเยี่ยมผู้ต้องขังหรือเลือกจะไม่มาข้องเกี่ยวเองเนื่องจากเกรงว่าการยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนต่อหน้าที่การงานของตนเองหรือครอบครัวได้
ฟรีด้อมบริดจ์ทราบและเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเยี่ยมญาติของผู้ต้องขังทางการเมือง จึงมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงในการเยี่ยมญาติใกล้ชิด อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังกับญาติได้ใช้เวลาร่วมกันและเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกวัยกำลังโต การเยี่ยมญาติใกล้ชิดเป็นโอกาสที่ดีโอกาสหนึ่งที่จะทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง แต่เนื่องด้วยปัญหาข้างต้น การได้เยี่ยมญาติในกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองก็ยังมีความถี่ที่ค่อนข้างต่ำ
สิ่งนี้จึงเป็นงานที่เรายังคงต้องช่วยผลักดันและสนับสนุนพวกเขาต่อไป อย่างน้อยก็ในเรื่องพื้นฐานเช่นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพื่อตัดอุปสรรคและลดความกังวลในด้านนี้ลง
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ผู้ต้องขังทางการเมืองเท่านั้นแต่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังในคดีอื่นๆเช่นเดียวกันและเรือนจำโดยทั่วไปก็ทราบถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีการพยายามเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารเช่นจดหมายกระดาษ จดหมายอิเลคทรอนิก และการเยี่ยมทางไลน์ ซึ่งเราจะได้นำเสนอในคราวต่อไป
📌 อ่านในเว็บไซต์: https://freedombridge.network/c_visit/
———-
แม้ผู้ต้องขังทางการเมืองจะได้รับการสนับสนุน ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ไม่สามารถควบคุมได้อีกมากมายที่ทำให้ผู้ต้องขังทางการเมืองเข้าไม่ถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดี มาร่วมเป็นส่วนเล็กๆในการหนุนเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังกับเราได้ที่
———-
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
66/4 Lat Phrao 16, Chom Phon, Chatuchak
Bangkok
10900