BKK INTER LAW

BKK INTER LAW

แชร์

07/06/2017

วันนี้ ทางสำนักงานฯ จะมานำเสนอประเด็นเรื่อง #หมายเรียกผู้ต้องหา
ซึ่งการออกหมายเรียกผู้ต้องหาของเจ้าพนักงานตำรวจนั้น กฎหมายให้อำนาเจ้าพนักงานตำรวจไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 52
ซึ่งบัญญัติว่า “ การที่จะให้บุคคลใดมาที่พนักงานสอบสวน.....เนื่องในการสอบสวน .......หรือการอย่างอื่นตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ จักต้องมีหมายเรียกของพนักงานสอบสวน.......ฯ”
ซึ่งในคดีอาญาจะมีการแบ่งกระบวนการในเบื้องต้นออกเป็น 3 ชั้น คือ
1.ชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
2.ชั้นไต่สวนมูลฟ้องของศาล
3.ชั้นพิจารณาคดีของศาล
ซึ่งกฎหมายให้อำนาจในแต่ละชั้นไว้ว่าสามารถออกหมายเรียกบุคคลใดๆ ได้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถออกหมายเรียกผู้ต้องหาได้เองโดยไม่ต้องขออนุมัติจากศาล เป็นการเรียกมาเพื่อการสอบสวนคดี และจะเรียกตัวผู้ต้องหาหรือเรียกผู้ที่เป็นพยานในคดีมาก็ได้
หากปรากฏว่า ผู้ต้องหาหรือบุคคลใดถูกเจ้าพนักงานตำรวจออกหมายเรียกให้ไปพบแล้วไปเข้าพบเจ้าพนักงานตำรวจตามหมายเรียก ก็จะถูกเจ้าพนักงานตำรวจออกมายจับได้ ทั้งนี้ ตาม มาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า เหตุที่จะออกหมายจับได้มี ดังต่อไปนี้ “ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี” ฉะนั้น การไม่มาตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ จึงเป็นเหตุที่ให้ศาลออกหมายจับได้ แต่การที่ไม่มาตามหมายเรียกนั้นต้อง “ไม่มีข้อแก้ตัวอันควร” ด้วย จึงจะถือว่าหลบหนี เพราะฉะนั้น ถ้ามีข้อแก้ตัวอันควร เช่น ป่วยหนักอยู่โรงพยาบาล ก็ไม่ถือว่าหลบหนีและยังไม่มีเหตุที่จะออกหมายจับได้
ดังนั้น หากท่านถูกออกหมายเรียกจากเจ้าพนักงานตำรวจให้เข้าพบในความผิดอาญาฐานในฐานใดฐานหนึ่ง และปรากฏว่าท่านยังไม่สะดวกหรือไม่พร้อมไปพบเจ้าพนักงานตำรวจในวันนัดที่ระบุในหมายเรียก ให้ท่านรีบดำเนินการติดต่อไปยังเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าของสำนวน ตามเบอร์โทรที่ระบุไว้ในหมายเรียก เพื่อขอเลื่อนนัดเข้าพบต่อไป หรือทางที่ดีทางสำนักงานฯ แนะนำว่าควรติดต่อหาทนายความเพื่อปรึกษาและดูแลเพื่อประโยชน์แห่งคดีของท่านเอง

17/05/2017

ช่วงนี้เราๆท่านๆจะได้เห็นได้ยินและได้ฟังข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีเอากับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติดและคดีความผิดเกี่ยวกับ #การฟอกเงิน กันบ่อยและต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นข่าวการดำเนินคดีกับกลุ่มศิลปินดารานักแสดง
ฉะนั้น วันนี้ ทางสำนักงานฯ จะขอนำเสนอความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ แบบเข้าใจง่ายๆให้ทุกท่านได้ทราบกัน ซึ่ง ความผิดที่สำคัญจะอยู่ในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ กล่าวคือ
มาตรา ๕ "ผู้ใด
(๑) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
(๒) กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
(๓) ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สิน โดยรู้ในขณะที่ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินนั้นว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน"
มาตรา ๗ ในความผิดฐานฟอกเงิน ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
(๑) สนับสนุนการกระทำความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
(๒) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด
ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

ดังนั้น ลักษณะของการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน คือ
๒.๑ ผู้ที่โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิดมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง หรือกระทำการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (มาตรา ๕)
๒.๒ ผู้ที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน แม้ทำความผิดนอกราชอาณาจักรผู้นั้นก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย หรือผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และได้กระทำโดยประสงค์ให้ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือรัฐบาลไทยเป็นผู้เสียหาย หรือ ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่การกระทำเกิดขึ้นในเขตอำนาจของรัฐนั้น หากผู้นั้นได้ปรากฏตัวอยู่ในราชอาณาจักรและมิได้มีการส่งตัวผู้นั้นออกไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (มาตรา ๖)
๒.๓ ผู้ที่สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด หรือจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น (มาตรา ๗)
#แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะต้องรับผิดเพราะได้สนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะได้รับโอนเงินหรือทรัพย์สินมาจะต้องทราบข้อเท็จจริงว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานอันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน คือต้องทราบ ในทางกฎหมายเรียกว่าต้องมีเจตนาให้การสนับสนุนหรือให้การช่วยเหลือด้วย ฉะนั้น ถ้าความจริงแล้วไม่รู้หรือไม่มีพฤติการณ์ให้ควรทราบว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นที่ได้มาจากบุคคลผู้กระทำความผิดอันเป็นมูลฐานของความผิดฐานฟอกเงินแล้ว การรับโอนเงินหรือหรือทรัพย์สินนั้นมาก็ไม่เป็นความผิด
#ทางสำนักงานฯ ขอแนะนำว่า หากท่านถูกต้องหาว่ากระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ท่านควรแสดงความบริสุทธิ์ของท่านด้วยการเข้าพบพนักงานสอบสวนและควรให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานด้วยดี และจะเป็นผลดีต่อท่านเอง ด้วยความหวังดีจากทีมทนาย #บีเคเคอินเตอร์ลอว์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง การปฏิบัติตามกฎหมาย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


279/73 วิภาวดีรังสิต , สนามบิน , ดอนเมือง
Bangkok
10210