Network Training Center

Network Training Center

แชร์

06/06/2026

ปลายทางตอบกลับมาแล้ว แปลว่า Network ปกติดีจริงไหม?
ในงานจริง มีบางเคสที่ Ping ผ่านสวยงาม เห็น Reply กลับมาครบ แต่พอใช้ Tracert (Trace Route) เพื่อดูเส้นทาง กลับเจอเครื่องหมายดอกจันเรียงกัน หรือบาง Hop ไม่ตอบกลับเลย
ดูเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับคนทำ Network นี่คือจุดที่แยก “การเช็กว่าใช้ได้หรือไม่ได้” ออกจาก “การ Troubleshoot แบบเข้าใจระบบจริง”
ในโลกของคนทำงานสาย Network มีคำสั่งไม่กี่คำที่ถูกใช้บ่อยจนแทบกลายเป็นความเคยชิน หนึ่งในนั้นคือ Ping และ Tracert
ในสายตาของบางคน สองคำนี้อาจเป็นแค่เครื่องมือบนหน้าจอดำๆ เอาไว้เช็กว่า “ถึงปลายทางไหม” หรือ “เน็ตยังวิ่งอยู่หรือเปล่า”
แต่สำหรับ Network Engineer มันคือจุดเริ่มต้นของการอ่านอาการระบบ เหมือนการจับชีพจรก่อนจะวิเคราะห์ว่า ความผิดปกติอาจซ่อนอยู่ตรงไหน
โจทย์ที่น่าสนใจคือ …
ทำไมบางครั้ง Ping ไปยังปลายทางแล้วได้ Reply กลับมาปกติ แต่เมื่อใช้ Tracert กลับเห็นเส้นทางไม่ครบ บาง Hop เงียบ บางช่วงหายไปจากหน้าจอ ทั้งที่กำลังตรวจสอบปลายทางเดียวกัน
ถ้ามองเร็วๆ เราอาจคิดว่าเครื่องมือมีปัญหา หรือระบบคงบล็อกอะไรบางอย่างไว้แบบไม่มีเหตุผล
แต่ในมุมของคนทำ Network คำตอบมักซ่อนอยู่ในรายละเอียดของ Layer 3 โดยเฉพาะเรื่อง TTL หรือ Time to Live ซึ่งเป็นค่าที่ติดไปกับแพ็กเก็ต เพื่อบอกว่าแพ็กเก็ตนี้สามารถผ่านอุปกรณ์ระหว่างทางได้อีกกี่ Hop ก่อนหมดอายุ
เวลาใช้ Ping แพ็กเก็ตมักถูกส่งด้วยค่า TTL เริ่มต้นที่สูงพอ เช่น 64 หรือ 128 ขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการ ทำให้สามารถเดินทางไปถึงปลายทาง และรอ Echo Reply กลับมาได้
แต่ Tracert ทำงานต่างออกไป
มันไม่ได้ถามแค่ว่า “ถึงไหม” แต่มันพยายามถามว่า “ระหว่างทางผ่านใครบ้าง”
โดยส่งแพ็กเก็ตออกไปทีละชุด เริ่มจาก TTL ต่ำๆ เช่น 1, 2, 3 แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพื่อให้อุปกรณ์แต่ละ Hop ระหว่างทางตอบกลับมาว่า “แพ็กเก็ตหมดอายุที่ฉันนะ”
ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดสถานการณ์ว่า Ping ผ่าน แต่ Tracert แสดงผลไม่ครบได้
เพราะในบางองค์กร Firewall หรือ Security Policy อาจถูกตั้งค่าไม่ให้ตอบกลับข้อความบางประเภท เช่น ICMP Time Exceeded หรืออาจจำกัดอัตราการตอบกลับ เพื่อไม่เปิดเผยโครงสร้างภายในมากเกินจำเป็น
บางกรณี เส้นทางขาไปกับขากลับอาจไม่ได้วิ่งทางเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Asymmetric Routing ทำให้แพ็กเก็ตตอบกลับบางชุดผ่านอุปกรณ์คนละฝั่งกับขาไป
เมื่อเจอ Firewall ที่ตรวจสอบสถานะของ Traffic อย่างเข้มงวด แพ็กเก็ตตอบกลับบางชุดจึงอาจถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับสถานะที่ระบบคาดไว้ และถูกปฏิเสธได้
นี่คือเสน่ห์ของงาน Network ที่หลายคนอาจไม่เห็นจากภายนอก
เพราะการ Troubleshoot ไม่ได้จบที่การจำคำสั่งแล้วอ่านผลลัพธ์บนหน้าจอ แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมของแพ็กเก็ต เข้าใจว่าอุปกรณ์แต่ละชั้นตัดสินใจอย่างไร และรู้ว่าผลลัพธ์ที่ “ไม่แสดงออกมา” ก็อาจมีความหมายมากพอๆ กับผลลัพธ์ที่ตอบกลับมา
สำหรับองค์กร ความเข้าใจแบบนี้ช่วยให้ทีม Network วิเคราะห์ปัญหาได้เป็นระบบขึ้น ไม่รีบสรุปจากอาการเดียว ไม่เสียเวลาแก้ผิดจุด และสื่อสารกับทีม Security, System หรือ Cloud ได้ชัดเจนกว่าเดิม
เพราะวันนี้ Network ไม่ได้เป็นแค่สาย LAN กับ Switch อีกต่อไป แต่เป็นเส้นทางที่เชื่อมผู้ใช้ แอปพลิเคชัน Data Center, Cloud และ Security Policy เข้าด้วยกันทั้งหมด
พื้นฐานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของทักษะที่ผู้เรียนจะได้วางรากฐานผ่านหลักสูตร “CCNA”
CCNA จึงไม่ได้ช่วยแค่เรื่องคำสั่งหรือการเตรียมสอบ Certification แต่ช่วยวางวิธีคิดของคนทำ Network ให้เป็นระบบขึ้น ตั้งแต่ IP Addressing, Routing, Switching, Security Fundamentals ไปจนถึงการวิเคราะห์ปัญหาหน้างานอย่างเป็นขั้นตอน
สำหรับผู้ที่อยากพัฒนาทักษะด้าน Network อย่างเป็นระบบ
NTC มีโปรโมชันพิเศษสำหรับหลักสูตร CCNA แบบ 1 แถม 1
อบรม 2 ท่าน ในราคา 51,000 บาท
เฉพาะรอบอบรม
15-19 มิถุนายน 2569
20-24 กรกฎาคม 2569
เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาทีมไปพร้อมกัน หรือผู้เรียนที่อยากชวนเพื่อนร่วมทีมมาอัปสกิลด้าน Network ด้วยกัน
สนใจสมัครอบรมได้ที่: https://www.trainingcenter.co.th/shared/Course/CCNA/
หากต้องการซื้อ Exam Voucher สำหรับสอบ Certification เพิ่มเติม สามารถแจ้งความประสงค์กับทีม NTC ได้ เพื่อวางแผนการเรียนและการสอบให้สอดคล้องกับเป้าหมายของผู้เรียนหรือองค์กร
ในตอนต่อไป เราจะลงจาก Layer 3 มาสู่ Layer 2 และดูอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่หลายองค์กรอาจเคยเจอโดยไม่รู้ตัว
สาย LAN เส้นเดียวที่เสียบผิดจุด
อาจเปลี่ยนระบบที่ดูปกติให้กลายเป็นพายุ Broadcast ได้อย่างไร …

05/06/2026

เบื้องหลัง 1 Prompt ของ Gen AI คือโจทย์ใหม่ของ Data Center ที่ต้องใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ากว่าเดิม
Green Data Center ในวันนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ด้านภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญทางวิศวกรรมที่คนสาย Infrastructure ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ในยุคที่ Generative AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในฐานะคนทำงานสายเทค เราตื่นเต้นกับความสามารถของโมเดล AI ใหม่ๆ แต่ในมุมมองของระบบหลังบ้าน ข้อมูลเชิงสถิติจากนักวิจัยชี้ให้เห็นว่า “การประมวลผล 1 Prompt บน Gen AI ใช้พลังงานสูงกว่าการค้นหาบน Search Engine หลายเท่า” แม้โมเดลรุ่นใหม่จะประหยัดขึ้นมากจนตัวเลขนี้แคบลงเรื่อยๆ แต่เมื่อมองในระดับ Data Center ที่ต้องรองรับการใช้งาน AI จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ภาระด้านพลังงานก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องบริหารอย่างจริงจัง
งานวิจัยของ UC Riverside เคยประเมินว่า การใช้งาน ChatGPT ประมาณ 20–50 queries อาจเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำรวมราวครึ่งลิตร โดยตัวเลขนี้ขึ้นอยู่กับโมเดล สถานที่ตั้ง Data Center แหล่งพลังงาน และระบบทำความเย็นที่ใช้
นี่ไม่ใช่การตัดสินหรือกล่าวโทษว่า AI เป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะเทคโนโลยีคือฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่นี่คือโจทย์ความท้าทายครั้งใหญ่ (Engineering Challenge) ว่าเราจะจัดการกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อพูดถึง Green Data Center คำถามสำคัญคือ ระบบหลังบ้านวัดประสิทธิภาพและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานกันอย่างไร? คำตอบคือการมุ่งเน้นไปที่ 3 ส่วนหลัก:
1. การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Efficiency): การเปลี่ยนผ่านจากการใช้ระบบทำความเย็นด้วยอากาศแบบเดิม (Air Cooling) ไปสู่เทคโนโลยีอย่าง Liquid Cooling หรือ Immersion Cooling (การจุ่มบอร์ดเซิร์ฟเวอร์ลงในของเหลวไดอิเล็กทริกที่ไม่นำไฟฟ้า) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนให้ค่า PUE เข้าใกล้ระดับที่เหมาะสมมากขึ้น
2. แหล่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Integration): การพึ่งพาพลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ ลม หรือพลังงานทางเลือกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น Green Hydrogen เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากสายส่งปกติ
3. การจัดการทรัพยากรและ e-Waste: ตั้งแต่การออกแบบระบบหมุนเวียนน้ำหล่อเย็นในระบบปิดเพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำ ไปจนถึงการวางแผนรีไซเคิลอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างถูกวิธี
เพื่อให้เห็นภาพการนำแนวคิดนี้ไปใช้จริง ลองมาดู 2 กรณีศึกษาจากผู้ให้บริการระดับโลกที่ปรับตัวเพื่อรับมือกับยุค AI Boom
Case Study 1: Google กับการใช้ AI ควบคุมระบบทำความเย็น
เคสที่ Google เคยเผยแพร่ร่วมกับ DeepMind ระบบ Machine Learning ถูกนำมาใช้ช่วยคาดการณ์และปรับการทำงานของระบบทำความเย็นใน Data Center โดยรายงานว่าสามารถลดพลังงานที่ใช้กับระบบทำความเย็นได้ถึง 40% และลด PUE ในภาพรวมราว 15% และทำสถิติ PUE ต่ำที่สุดเท่าที่ไซต์นั้นเคยทำได้ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้ซอฟต์แวร์อัจฉริยะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนความเป็น Green Data Center
Case Study 2: Microsoft กับสถาปัตยกรรม Zero-Water Cooling สำหรับเวิร์กโหลด AI ที่ใช้พลังประมวลผลสูง
Microsoft ได้ออกแบบสถาปัตยกรรม Data Center ยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการทำความเย็นที่ระดับชิปเซ็ต (Chip-level/Direct-to-chip Cooling) โดยใช้ของเหลวไหลเวียนในระบบปิดเพื่อดักจับความร้อนโดยตรงจากตัวประมวลผล ทำให้ไม่มีน้ำสูญเสียจากการระเหยในกระบวนการทำความเย็น (Zero-Water Evaporated for Cooling) โดยใช้ระบบหมุนเวียนแบบปิดที่เติมน้ำเพียงครั้งเดียวตอนติดตั้ง Microsoft ระบุว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 เป็นต้นมา Data Center รุ่นใหม่ของบริษัทเริ่มใช้แนวทางการออกแบบนี้ โดยบางโครงการจะเริ่มนำร่องในปี 2026 และทยอยออนไลน์ช่วงปลายปี 2027 นวัตกรรมนี้ช่วยลดการใช้น้ำได้มากกว่า 125 ล้านลิตรต่อปี ต่อหนึ่ง Data Center ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความแรงของชิป AI และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน
การจะขับเคลื่อนหรือปรับปรุงระบบให้ก้าวไปสู่มาตรฐาน Green Data Center ได้อย่างถูกต้องและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนแบบเคสข้างต้น จำเป็นต้องอาศัยเมตริก การออกแบบ และแนวทางการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งในแวดวงไอที EPI Data Center Training Framework ได้วาง Roadmap สำหรับวิศวกรและผู้ดูแลระบบเอาไว้ให้ศึกษาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ปูพื้นฐานความเข้าใจ (Foundation Path): เริ่มต้นด้วย DCFC (Data Centre Foundation Certificate) หลักสูตรนี้จะช่วยปูพื้นฐานให้เห็นภาพรวมขององค์ประกอบ Data Center ทั้งหมด ตั้งแต่ระบบสถาปัตยกรรม ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบทำความเย็น เหมาะมากสำหรับผู้เริ่มต้น หรือคนที่ต้องการเข้าใจภาพกว้างของ Infra ยุคใหม่
ยกระดับสู่มืออาชีพ (Core Professional): ขยับต่อมาที่ CDCP (Certified Data Centre Professional) ซึ่งเป็นหนึ่งในใบรับรองด้าน Data Center ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับความเข้าใจด้านการออกแบบ ดูแล และบริหารจัดการ Data Center หลักสูตรนี้จะเจาะลึกวิศวกรรมระบบไฟฟ้าและระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้ผู้เรียนมีพื้นฐานในการประเมิน ตรวจสอบ และปรับปรุงองค์ประกอบสำคัญของ Data Center ให้มีมาตรฐานมากขึ้น
ต่อยอดความเชี่ยวชาญและการบริหารจัดการ: สามารถเดินสายต่อไปยังระดับ Expert อย่าง CDCS และ CDCE สำหรับสายดีไซน์สถาปัตยกรรมขั้นสูง หรือเลือกสาย CDFOM เพื่อยกระดับการบริหาร Operations ให้เป็นระบบ ลดความสูญเปล่าจากการทำงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ตบท้ายด้วยคอร์สตรงสายอย่าง CDESS (Certified Data Centre Environmental Sustainability Specialist) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นย้ำเรื่องแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การวัดผลด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม Carbon Emissions การจัดการน้ำ ของเสีย และแนวทางปรับ Data Center ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนมากขึ้น
โดยเฉพาะในโลกเทคโนโลยียุคต่อไป ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของคนสาย IT อาจไม่ได้อยู่แค่การทำระบบให้ “แรงและเสถียร” แต่รวมถึงความสามารถในการบริหารทรัพยากรให้คุ้มค่า ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร การเรียนรู้ผ่าน Framework ของ EPI จึงช่วยให้ผู้ดูแลระบบ วิศวกร และทีม Data Center มองงานได้เป็นระบบมากขึ้น ตั้งแต่พื้นฐานโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ไปจนถึงแนวคิดด้าน Sustainability
หากจะเริ่มต้นเดินตาม Roadmap นี้ สามารถปูพื้นและต่อยอดได้จาก 4 หลักสูตรหลักที่เป็นหัวใจของมาตรฐานสากล ตั้งแต่ระดับเข้าใจภาพรวม ไปจนถึงระดับเจาะลึกวิศวกรรมระบบ โดยรอบที่กำลังเปิดรับสมัครมีดังนี้
ขั้นที่ 1: ปูพื้นภาพรวม
DCFC – Data Center Foundation Certificate (TH)
15-16 ก.ค. 2569 / 28–29 พ.ย. 2569 (เสาร์–อาทิตย์)
44,000 บาท (รวมสอบ / ยังไม่รวม VAT 7%)
สมัครอบรมได้ที่: https://www.trainingcenter.co.th/shared/Course/DCFC/
ขั้นที่ 2: ยกระดับสู่มืออาชีพ
CDCP – Certified Data Center Professional (TH)
4–5 ส.ค. 2569 / 11–12 พ.ย. 2569
54,000 บาท (รวมสอบ / ยังไม่รวม VAT 7%)
สมัครอบรมได้ที่: https://www.trainingcenter.co.th/shared/Course/CDCP/
ขั้นที่ 3: เจาะลึกความเชี่ยวชาญ
CDCS – Certified Data Center Specialist (TH)
10–12 พ.ย. 2569
85,000 บาท (รวมสอบ / ยังไม่รวม VAT 7%)
สมัครอบรมได้ที่: https://www.trainingcenter.co.th/shared/Course/CDCS/
ขั้นที่ 4: แนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
CDESS – Certified Data Centre Environmental Sustainability Specialist (Virtual Class Eng)
22-23 ก.ค. 2569 / 25-26 พ.ย. 2569
54,000 บาท (รวมสอบ / ยังไม่รวม VAT 7%)
สมัครอบรมได้ที่: https://www.trainingcenter.co.th/shared/Course/CDESS/
ส่วนหลักสูตรระดับสูง เช่น CDCE, CDFOM สามารถสอบถามรอบอบรมเพิ่มเติมได้โดยตรง
หากองค์กรต้องการพัฒนาทีมสาย Data Center อย่างเป็นระบบ สามารถทัก -LINE เพื่อปรึกษา Training Roadmap หรือสอบถามรูปแบบ In-house Training สำหรับองค์กรได้เลยค่ะ
#หลักสูตรดาต้าเซ็นเตอร์ #ใบรับรองไอที

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


177/1, ถนนสุรวงค์
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00