FAMZ

FAMZ

แชร์

25/05/2026

◼︎ เมื่อคนต่างวัย “ฟังกันเป็น” ธุรกิจครอบครัวก็เดินต่อได้

พ่อแม่จำนวนมากในธุรกิจครอบครัวไม่ค่อยให้ความสนใจมากนักกับการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกในช่วงวัยเด็ก เนื่องจากตารางงานที่ยุ่งเหยิงและธุรกิจ ซึ่งต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ดังนั้น เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่นจึงมีจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่า ตนเองว่างเปล่า ไร้อารมณ์ความรู้สึกและถูกตัดขาดจากพ่อแม่ ขณะที่คนรุ่นเก่ายังเห็นว่า เป็นการยากที่จะรับมือกับความต้องการ ความคิด และความต้องการของลูกๆ รวมถึงรู้สึกว่า ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรให้คุยกันมากนัก นอกจากในเรื่องความต้องการขั้นพื้นฐานของลูก ซึ่งนี่จะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พ่อแม่ลูก เริ่มห่างเหินกันออกปอย่างไม่รู้ตัว

สำหรับปัญหานี้ลองลดช่องว่างระหว่างวัย ด้วยแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ดังนี้

◼︎ หาพื้นที่ที่สามารถใช้เวลาร่วมกัน
วิธีนี้ควรเป็นก้าวแรกในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันและสื่อสารกันมากขึ้น คนรุ่นเก่าอาจสร้างกฎที่สามารถพัฒนาเป็นประเพณีได้ในเวลาต่อมา เช่น รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน มีโทรทัศน์เครื่องเดียวในบ้าน รับประทานอาหารเช้าร่วมกันในวันอาทิตย์กับสมาชิกในครอบครัวขยาย และฉลองวันสำคัญร่วมกัน เป็นต้น เพราะการแบ่งปันพื้นที่ เวลา และประสบการณ์ซึ่งกันและกันจะทำให้เกิดความผูกพันและการสื่อสารที่ดีขึ้น
.

◼︎ สร้างโอกาสในการแบ่งปันประสบการณ์
ไม่ว่าครอบครัวจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันหรือไม่ก็ตาม จำเป็นต้องสร้างโอกาสในการสื่อสารขึ้นมา หากไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ โดยครอบครัวต้องสร้างกลไกที่เป็นทางการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการพูดคุยระหว่างสมาชิกเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวและธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการตัดสิน แต่เต็มไปด้วยมีความไว้วางใจ และการเปิดเผย ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการประชุมตามกำหนดการสัก 2-3 ครั้งต่อปี จนถึงการที่ครอบครัวสามารถสร้างสภาครอบครัว (Family Council) ซึ่งสมาชิกทุกคนในครอบครัวจะเป็นสมาชิกสภาครอบครัว รวมถึงลูกๆ ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ขณะที่บางครอบครัวก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยจัดตั้งสภาเยาวชนของสมาชิกรุ่นใหม่ (Young Council) เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างสมาชิกรุ่นใหม่ โดยจะมีวิดีโอคอลกันตามกำหนดเวลาทุกเดือน ซึ่งทุกคนจะสามารถติดต่อกันได้อย่างไม่เป็นทางการและแบ่งปันความท้าทาย การเรียนรู้จากการทำงานและชีวิตส่วนตัว เป็นต้น
.

◼︎ สนับสนุนการสื่อสาร
เมื่อสมาชิกในครอบครัวสื่อสารกันไม่ค่อยดีนักก็มักทำให้รู้สึกกลัวที่จะพูดอะไรบางอย่างที่อาจทำให้คนอื่นยิ่งเหินห่างออกไปอีก ดังนั้น คนในครอบครัวต้องเป็นผู้นำในการทำความเข้าใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นมีบทบาทสำคัญอย่างไรในการสร้างมรดก ความกลมเกลียว และการเติบโตของธุรกิจ โดยต้องเป็นบุคคลที่มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งเต็มใจและสามารถรวมทุกคนเข้าด้วยกันได้ จึงจะสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ทั้งนี้หากจำเป็นก็อาจมีการจ้างที่ปรึกษาหรือโค้ชจากภายนอกเข้ามาช่วยด้วย โดยบางครั้งครอบครัวจะมีส่วนร่วมกับโค้ชเพื่อเรียนรู้และฝึกฝนการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เครื่องมือสื่อสารเข้าช่วย ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้ยังจะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว
.

ดัวยเหตุนี้จะเห็นว่า การเชื่อมช่องว่างระหว่างคนแต่ละรุ่นหรือแม้กระทั่งภายในรุ่นเดียวกัน มีความสำคัญมากต่อการสานต่อธุรกิจครอบครัว ดังที่ John L. Ward กูรูด้านธุรกิจครอบครัวเขียนไว้ในหนังสือ Perpetuating the Family Business: 50 Lessons Learned From Long Lasting, Successful Families in Business ว่า
.

เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งถูกขายให้กับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในครอบครัว ซีอีโอของบริษัทถูกนักข่าวคนหนึ่งถามว่า ทำไมครอบครัวถึงล้มเหลวในการสานต่อธุรกิจ
.

คำตอบคือ มี 3 เหตุผล ได้แก่
“สื่อสาร สื่อสาร สื่อสาร”
แน่นอนว่า สิ่งที่เขาหมายถึง คือ
"ขาดการสื่อสาร ขาดการสื่อสาร ขาดการสื่อสาร"
.

◼︎ ดังนั้น ครอบครัวเจ้าของธุรกิจต้องอย่ามองข้าม หรือเพิกเฉยต่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ แต่จงสื่อสารกันให้มากที่สุด เพื่อลดทุกช่องว่างและความห่างของคนแต่ละวัยให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

#การส่งต่อธุรกิจ #ทายาทธุรกิจ
#ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว
#บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว
#ธุรกิจครอบครัว #ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจ #การบริหารธุรกิจครอบครัว
#สภาครอบครัว

ที่มา: Nupur Pavan Bang and Simran Senani. Bridging Generational Divide in Family Businesses Through Communication.

Photos from FAMZ's post 20/05/2026

กลยุทธ์คือภาษากลางของทุกเจเนอเรชันในธุรกิจครอบครัว

แต่ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากกลับไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะการตัดสินใจส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นแบบไม่เป็นทางการ ผ่านการพูดคุยกันในครอบครัว มากกว่าการประชุมหรือการวางแผนอย่างเป็นระบบ

เมื่อคนในครอบครัวมีความไว้ใจกัน หลายครอบครัวจึงอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีแผน หรือกำหนดทิศทางธุรกิจให้ชัดเจน ธุรกิจจึงเดินหน้าด้วยความเคยชิน มีรูปแบบเดิมๆ ในขณะที่โลกและการแข่งขันกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

โดยทั่วไปการทำกลยุทธ์ธุรกิจครอบครัวมักจะมีบทสนทนาที่ยาก กระทบความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็น ทำไมธุรกิจปัจจุบันเริ่มแข่งขันไม่ได้ ใครควรเป็นผู้สืบทอด ควรปรับบทบาทของสมาชิกครอบครัวอย่างไร หรือควรเลิกทำสินค้าหรือบริการบางอย่างที่ไม่สร้างกำไรหรือไม่

วัฒนธรรมเรื่องความเกรงใจ ความเคารพผู้อาวุโส และการรักษาหน้า ยิ่งทำให้การพูดคุยเรื่องกลยุทธ์เป็นเรื่องยากขึ้น สำหรับธุรกิจครอบครัวไทย ทายาทรุ่นใหม่อาจไม่กล้าเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างจากพ่อแม่หรือผู้ก่อตั้ง เพราะกลัวถูกมองว่าไม่เคารพ ทำให้เรื่องสำคัญ เช่น การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ การวางตัวผู้สืบทอด หรือการปรับลดสิ่งที่ไม่สร้างกำไร ไม่เคยถูกยกขึ้นมาพูดคุยอย่างจริงจัง

FAMZ จึงนำ KOBI ซึ่งเป็น AI เข้ามาช่วยให้ธุรกิจครอบครัวสร้างกลยุทธ์ได้ง่ายขึ้น KOBI ไม่ได้มาแทนครอบครัวในการตัดสินใจ แต่ช่วยสร้างพื้นที่กลางที่มีข้อมูลและกรอบการพัฒนารองรับ ทำให้ประเด็นที่เคยพูดยากหรือถูกหลีกเลี่ยง สามารถถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ เป็นระบบ และนำไปสู่ทิศทางร่วมกันของทุกเจเนอเรชัน

เพราะกลยุทธ์ไม่ได้ทำลายความเป็นครอบครัว แต่ช่วยให้ครอบครัวมีทิศทางร่วมกัน

ธุรกิจครอบครัวที่เติบโตต่อได้ ไม่ได้ต้องการแค่ผู้สืบทอด แต่ต้องการกลยุทธ์ที่ทุกเจเนอเรชันเข้าใจ เชื่อร่วมกัน และพร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน

#การส่งต่อธุรกิจ #ทายาทธุรกิจ #ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว
#บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว.
#ธุรกิจครอบครัว #ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจ #การบริหารธุรกิจครอบครัว

15/05/2026

🔘 5 คำถามสำคัญช่วย “ลดความซับซ้อน” ของการส่งต่อธุรกิจ

การเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อให้ทายาท ขายกิจการ หรือเปลี่ยนบทบาทของเจ้าของ ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องให้คิด ทั้งเรื่องเงิน คน ความสัมพันธ์ และอนาคตของครอบครัว

หลายครั้งสิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนผ่าน “ยาก” ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ
แต่คือการไม่รู้ว่าจะเริ่มคิดจากตรงไหน
นี่คือ 5 คำถามสำคัญที่ควรถามตัวเองก่อนตัดสินใจก้าวต่อ

1. อนาคตของธุรกิจควรเดินไปทางไหน?
ก่อนตัดสินใจว่าจะ “เก็บ” หรือ “ขาย” ธุรกิจ เจ้าของกิจการควรถามตัวเองให้ชัดก่อนว่า
เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร

🔘 อยากให้ธุรกิจเติบโตต่อในมือทายาท?
🔘 อยากลดบทบาทตัวเอง?
🔘 อยากสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว?
🔘 อยากเปลี่ยนทรัพย์สินทางธุรกิจให้กลายเป็นความมั่งคั่งระยะยาว?

เมื่อเป้าหมายชัด การตัดสินใจก็จะง่ายขึ้น
เพราะแต่ละทางเลือกส่งผลต่อทั้ง “ธุรกิจ” และ “ชีวิตส่วนตัว” แตกต่างกัน

2. เมื่อไหร่คือเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนผ่าน?
หลายคนรอจน “พร้อม” แล้วค่อยเริ่มวางแผน
แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผ่านธุรกิจที่ดีมักเริ่มต้นล่วงหน้าหลายปี
เพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องเตรียม เช่น
🔘 สถานการณ์เศรษฐกิจ
🔘 ความพร้อมขององค์กร
🔘 ศักยภาพของทายาท
🔘 ความแข็งแรงของทีมบริหาร
🔘 ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

ยิ่งเริ่มคิดเร็ว ก็ยิ่งมีเวลาออกแบบทางเลือกได้มากขึ้น
และลดความเสี่ยงของความขัดแย้งในอนาคต

3. ธุรกิจของเรามีมูลค่าเท่าไร?
ไม่ว่าจะคิดขายกิจการหรือส่งต่อให้ลูกหลาน
เจ้าของธุรกิจควรรู้ “มูลค่าที่แท้จริง” ของธุรกิจตัวเอง
เพราะมูลค่าไม่ได้วัดแค่กำไร
แต่รวมถึง
🔘 ความสามารถในการแข่งขัน
🔘 ระบบบริหาร
🔘 ความพร้อมของทีม
🔘 ความน่าเชื่อถือขององค์กร
🔘 ศักยภาพในการเติบโตในอนาคต

การมองเห็น “จุดอ่อน” ของธุรกิจตั้งแต่วันนี้
จะช่วยเพิ่มมูลค่าและทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นขึ้นมาก

4. ความมั่งคั่งที่สร้างมา จะถูกส่งต่อให้ใครบ้าง?
การวางแผนธุรกิจ ไม่ได้จบแค่เรื่อง “กิจการ”
แต่ต้องมองต่อไปถึง “ทรัพย์สิน” และ “คนรอบตัว”
เพราะผู้ที่ได้รับผลจากความมั่งคั่งของธุรกิจ อาจไม่ได้มีแค่สมาชิกครอบครัว แต่ยังรวมถึง
พนักงาน หุ้นส่วน สังคมหรือองค์กรการกุศล และการจัดการด้านภาษี

การวางแผนที่ดี จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถดูแลทั้งครอบครัว คนทำงาน และอนาคตทางการเงินได้พร้อมกัน
'

5. จะสื่อสารเรื่องการเปลี่ยนผ่านอย่างไร?
หนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุดของธุรกิจครอบครัว คือ “การคุยกัน”
หลายครอบครัวมีแผน แต่ไม่เคยสื่อสารอย่างจริงจัง
หลายธุรกิจมีทายาท แต่ไม่เคยกำหนดบทบาทให้ชัด
การเปลี่ยนผ่านที่ดีจึงต้องมีทั้ง
🔘 แผนสืบทอดกิจการ
🔘 การจัดโครงสร้างความเป็นเจ้าของ
🔘 การวางแผนเกษียณ
🔘 การพูดคุยร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา

เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของการส่งต่อธุรกิจ ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ตัวเลข แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเข้าใจร่วมกัน” ของคนในครอบครัวด้วย

การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไม่ใช่เรื่องของ “วันสุดท้าย” แต่คือกระบวนการเตรียมอนาคตของทั้งธุรกิจ ครอบครัว และความสัมพันธ์ในระยะยาว และยิ่งเริ่มวางแผนเร็วเท่าไรโอกาสที่จะส่งต่อธุรกิจได้อย่างมั่นคงและราบรื่น ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

#การส่งต่อธุรกิจ #ทายาทธุรกิจ
#ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว
#บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว.
#ธุรกิจครอบครัว #ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจ #การบริหารธุรกิจครอบครัว

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


103 ซอยพหลโยธิน33 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00