Pruxus Design
14/03/2026
รบกวนช่วยโหวตวันจัด Workshop ในช่วง Q2 (พ.ค.-มิ.ย.) หน่อยครับ สำหรับคนที่สนใจ Pyramid of UX Workshop ครับ :D 😃
และพิเศษสำหรับคนที่ร่วมโหวต จะได้รับส่วนลดโค้ดส่วนลด Workshop เพิ่ม 300 บาท สำหรับ Pyramid of UX Workshop นี้ด้วยครับ 😃
โหวตได้ที่นี่ >> https://forms.gle/Yx9shKRuXbDZ4t2h7
10/03/2026
ต้องการหาคนจากธุรกิจหรือร้านค้าที่มีการ Live ขายสินค้า/บริการบ่อย ๆ (และยิง Ads โปรโมต Live ด้วย) มาร่วมสัมภาษณ์กับเรา และมีค่าตอบแทนให้ 2,500-4,000 บาทครับ
>> ลิงค์ไปแบบสอบถามเพื่อลงชื่อ: https://forms.gle/6dc8kxUfQu7mxYMT6
เราเป็นทีมงานที่กำลังทำ research เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจที่มีการ Live เพื่อขายสินค้า/บริการ (บนแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ) และมีการซื้อโฆษณา (Ads) เพื่อโปรโมต Live ด้วย เราจึงต้องการหาคนจากธุรกิจหรือร้านต่าง ๆ ที่ยุ่งเกี่ยวกับการ Live และยิง Ads (อาจจะไม่ใช่คนที่ Live เองก็ได้) มาร่วมสัมภาษณ์กับเราครับ
⏱️ การสัมภาษณ์จะใช้เวลาประมาณ 60 นาที (ไม่เกิน 75 นาที)
📍 การสัมภาษณ์จะเป็นแบบออนไลน์ (ผ่านโปรแกรม Zoom) สามารถเข้าร่วมสัมภาษณ์จากที่บ้านได้เลย ไม่ต้องเดินทาง
💰 มีค่าตอบแทนให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมาเข้าร่วม research ท่านละ 2,500 - 4,000 บาทครับ (ขึ้นอยู่กับโปรไฟล์ของคุณ และขนาดธุรกิจของคุณ ซึ่งทีมงานจะแจ้งคุณอีกครั้งเมื่อติดต่อไปครับ)
🗓️ การทำสัมภาษณ์จะทำในระหว่างวันที่ 25 - 31 มี.ค. 69 ซึ่งทางทีมงานจะติดต่อเพื่อนัดวันเวลากับคนที่ผ่านการคัดเลือกอีกทีนะครับ
ถ้าคุณสนใจ สามารถกดลิงค์ข้างล่างนี้เพื่อเข้าไปตอบแบบสอบถามเพื่อลงชื่อได้เลยครับ
>> https://forms.gle/6dc8kxUfQu7mxYMT6
**หมายเหตุ การตอบแบบสอบถามนี้ยังไม่ใช่การทำ research นะครับ เป็นแค่แบบฟอร์มเพื่อลงชื่อว่าสนใจไว้ก่อน และคนที่ตรงตาม profile ที่เราต้องการจะได้รับการติดต่อเพื่อนัดเวลากันอีกที และถึงจะได้ค่าตอบแทนครับ
📌 หมายเหตุ
- การตอบแบบสอบถามนี้เป็นแค่การลงชื่อว่าสนใจไว้ก่อนครับ และคนที่ตรงตาม profile ที่เราต้องการจะได้รับการติดต่อกลับภายในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อนัดเวลาสัมภาษณ์กันอีกที และถึงจะได้ค่าตอบแทนครับ (คนที่ไม่ได้รับการติดต่อกลับจะถือว่าไม่ตรงตาม profile และไม่ได้รับค่าตอบแทนนะครับ)
- จำนวนผู้เข้าร่วมมีจำกัด หากไม่ได้รับการติดต่อกลับ อาจเป็นเพราะจำนวนผู้เข้าร่วมครบตามที่กำหนดแล้วครับ
==============
เกี่ยวกับเรา Pruxus Design
Pruxus Design เราเป็นบริษัทที่ทำ User Research และ User Experience Design ชั้นแนวหน้าของไทย ที่มีวัตถุประสงค์คือ การช่วยให้องค์กรที่สร้าง digital products ต่าง ๆ เข้าใจถึง users และปัญหาในการใช้งานที่ users พบอยู่ประจำ เพื่อให้ที่จะสามารถพัฒนาประสบการณ์ใช้งานของ products เหล่านั้นได้ตรงกับที่ users ต้องการจริง ๆ ยิ่งขึ้นครับ
13/02/2026
Human Error คือเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติของระบบ
ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินคำว่า “Human Error” ผ่านหูกันในข่าวบ่อย ๆ นะครับ คำนี้เป็นศัพท์ที่ชาว UX ใช้กันเป็นประจำ เพจสาย UX อย่างพรักซุสเลยอยากขอมาชวนคุยเรื่องคำคำนี้กันซักหน่อยครับ 😊
=========================
📌 Human Error คือสิ่งที่ต้อง “คาดการณ์ไว้”
=========================
“คนเราทำพลาดได้” คือหลักพื้นฐานที่สาย UX เราทุกคนต้องคำนึงถึงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกดผิด อ่านผิด อ่านแล้วเข้าใจผิด, กรอกข้อมูลผิด, ฯลฯ เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์เราครับ
อย่างหลักการ Heuristic Evaluation ที่แฟนเพจพรักซุสน่าจะคุ้นเคย (เพราะเราพูดถึงเรื่องนี้บ่อยมัก ๆ 😁 ) ก็มีข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรง 2 ข้อครับ คือ
🔸HE5 - Error Prevention ระบบที่ดีต้องออกแบบเพื่อป้องกันความผิดพลาดก่อนจะเกิด ไม่ใช่รอให้เกิดแล้วค่อยแจ้งเตือน
🔸HE9 - Error Recovery หากเกิดความผิดพลาด ระบบต้องช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และสามารถแก้ไขได้ง่ายที่สุดที่จะทำได้
ในโลกของ UX เราจะไม่ออกแบบโดยคาดหวังว่า Users จะไม่ทำพลาด แต่เราออกแบบโดยตั้งสมมติฐานว่า “คนจะพลาดแน่นอน” แล้วถามต่อว่า ระบบจะช่วยกันและช่วยแก้อย่างไร
=========================
📌แต่ User Error ≠ Staff Error นะ
=========================
จุดที่สำคัญคือ Human Error ที่เรายอมรับได้ คือ “User” Error หรือสิ่งที่คนใช้งานระบบของเราทำผิดพลาดครับ เพราะคนใช้งาน คือคนที่อยู่นอกระบบ หน้าที่ของระบบคือรองรับและช่วยเหลือเขา
แต่ถ้าเราพูดถึงพนักงานหรือทีมงาน (Staff) คนเหล่านี้ไม่ใช่คนนอกระบบ แต่ Staff คือส่วนหนึ่งของระบบโดยตรง ในมุมของ Service Design พนักงานหรือทีมงาน คือองค์ประกอบหนึ่งของกระบวนการให้บริการ
เพราะฉะนั้นเมื่อเกิด Staff Error สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่คือการออกแบบระบบทั้งหมดที่รองรับการทำงานนั้น
แต่ พนักงานก็เป็น Human เช่นเดียวกัน ทำผิดพลาดได้ ซึ่งองค์กรที่ต้องการความแม่นยำสูงจึงไม่เคยหวังให้พนักงาน “ทำไม่พลาด”
แต่จะออกแบบกลไกเพื่อจำกัดผลกระทบของความผิดพลาด เช่น ระบบ Double Approval สำหรับธุรกรรมสำคัญ, การแยกหน้าที่ทำงานไม่ให้คนคนเดียวควบคุมทุกขั้นตอน, การกำหนดวงเงินธุรกรรม, การมี Audit Trail ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้, หรือการใช้ Checklist คอยเตือนขั้นตอนที่พนักงานต้องทำ ในสายการบินหรือวงการแพทย์
ทั้งหมดนี้สะท้อนความเข้าใจง่าย ๆ ว่า มนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ "ระบบต้องรอบคอบ" ครับ 🤔
=========================
📌 ความเป็นมืออาชีพ วัดกันที่การเตรียมพร้อม
=========================
ในระบบที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ การออกแบบต้องคำนึงถึง error ที่ staff มีโอกาสทำผิดพลาดไว้ล่วงหน้าเสมอครับ ต้องมีทั้งกลไกป้องกัน กลไกตรวจจับ และวิธีแก้ไขที่เตรียมไว้ก่อนความเสียหายจะเกิด ซึ่งพวกนี้ไม่ใช่ความยุ่งยากเกินจำเป็น แต่มันคือมาตรฐานของความเป็นมืออาชีพ
ถ้าระบบไม่ได้พยายามเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เลย และปล่อยให้ความผิดพลาดระดับบุคคลลุกลามเป็นปัญหาระดับองค์กร สิ่งที่สะท้อนออกมาไม่ใช่แค่ Human Error แต่คือ “ความไม่รอบคอบของการออกแบบระบบ”ตั้งแต่ต้นครับ
นั่นคือ “Human Error” ของทีม Staff ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความไม่ professional ของทีมที่ออกแบบและเตรียมระบบได้ครับ
ความผิดพลาดของมนุษย์เป็นเรื่องปกติ แต่การไม่เตรียมระบบให้รองรับมันนั้น ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติเลยนะครับ 🥸🤔😤
09/02/2026
เมื่อปัจจุบันมันไม่ดี แต่ถ้าให้เปลี่ยนก็ไม่เอา - มารู้จักกับ “Status Quo Bias” กันดีกว่า
เคยไหมครับ เวลาเราลงไปทำ Research แล้วเห็น Users นั่งด่าระบบเก่าว่าช้า ทำงานยาก ขั้นตอนเยอะ จนต้อง Suffer ทุกวัน ฯลฯ
แต่พอเราไปนั่งคิดวิธีแก้ปัญหาให้ เสนอ Solution ใหม่ที่แก้ Pain Points ทุกอย่างให้หาย คำตอบที่เราได้รับกลับเป็น: "ขอบคุณนะ แต่พี่ว่า... ใช้แบบเดิมไปก่อนแหละ"
ในฐานะคนทำ UX อย่างพวกเรา ๆ ที่อุตส่าห์ทำ Design ใหม่มาอย่างเต็มที่ เจอประโยคแบบนี้เข้าไปมีจุกครับ ซึ่งมันมักจะเป็นความยากที่เกิดบ่อย เวลาที่เราจะ Redesign ระบบเก่าให้ดีขึ้น เพื่อให้ Users เดิมที่ใช้งานอยู่แล้วใช้ต่อได้ นะครับ
แล้วทำไม คนเราถึงยอมทนอยู่กับ "สิ่งแย่ๆ ที่คุ้นเคย" มากกว่า "สิ่งดีๆ ที่ไม่แน่นอน" กันนะ?
=====================
📌 รู้จักกับ Status Quo Bias: กับดักของ "ความเหมือนเดิมแหละ ดีแล้ว"
=====================
สิ่งนี้ในทางจิตวิทยาเรียกว่า “Status Quo Bias” ครับ (Status Quo = สถานะที่เป็นอยู่)
มันคือ Cognitive Bias ที่ทำให้มนุษย์เรามีแนวโน้มจะรักษาสภาพปัจจุบันไว้ เพราะสมองเรามักจะคิดไปเองเสมอว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีความเสี่ยงเสมอ
แม้เราจะรู้ว่าของใหม่ "ดีกว่า" แต่ความกลัวที่จะเสียความคุ้นเคย หรือกลัวเสี่ยง กลัวเกิดปัญหาใหม่ มันกลับชนะความตื่นเต้นที่จะมี Solution ที่จะแก้ปัญหาเดิมของเราได้
เราก็เลยเลือกที่จะ "เจ็บแบบที่คุ้นเคย และคุมได้" ดีกว่าไปเสี่ยงกับ "ความสบาย ที่เรายังไม่รู้จักดีพอ" ครับ
====================
📌 เมื่อ Status Quo Bias ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำให้เราตกเป็น "เหยื่อ" โดยไม่รู้ตัว
====================
สิ่งที่น่ากลัวกว่าการที่ User ไม่ยอมใช้ระบบใหม่ คือการที่ Status Quo Bias ถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยผู้มีอำนาจครับ
บางครั้งความไร้ประสิทธิภาพของระบบ หรือความซับซ้อนที่แก้ไม่ตก ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีครับ แต่มันถูกหล่อเลี้ยงไว้เพื่อให้คนใช้งาน "ชินจนชา" เมื่อเราโดนกระทำจนเป็นปกติ เราจะเริ่มหยุดตั้งคำถาม และมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องน่ารำคาญหรือน่ากลัว
นี่คือวิธีที่ Bias นี้ถูกใช้เพื่อแช่แข็งสังคมหรือองค์กรไม่ให้ขยับไปไหนครับ
ลองสังเกตรอบตัวเราดูครับว่า เคยมีอะไรไหมที่เป็นปัญหาที่รุนแรงที่เราเคยด่าอยู่ประจำ แต่เพราะมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง จนเราเริ่มชิน และรู้สึกว่ายังไงก็เปลียนไม่ได้หรอก เราก็คงต้องทนไปแบบนี้แหละ บ้างไหมครับ
เมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกแบบนั้น มันอาจจะแปลว่า เรากำลังถูก Status Quo Bias กลืนกินอยู่ก็เป็นได้นะครับ
====================
📌 ในฐานะ UX หรือคนอยากเปลี่ยนสังคม เราจะสู้กับสิ่งนี้ยังไง?
====================
ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนระบบ (หรือเปลี่ยนโลก) เราสู้ด้วยฟีเจอร์ที่เจ๋งกว่าอย่างเดียวไม่ได้ครับ แต่ต้องสู้ด้วยกลยุทธ์:
✏️ ค่อย ๆ ปูทาง ไม่ใช่รื้อทิ้งทันที - อย่ารื้อทุกอย่างทิ้งจน Users จำบ้านตัวเองไม่ได้ การ Redesign navigation หรือหน้า Home screen ต้องค่อย ๆ พาเขาเดินจากความคุ้นเคยเดิมไปสู่สิ่งใหม่ทีละนิดครับ เช่น อาจจะแบ่ง Phase ในการทะยอยเปลี่ยน ไม่ใช่รื้อเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดทันที
✏️ ทำให้ Pain มันเห็นชัดขึ้นมาใหม่ - บางครั้งคนเราอยู่กับปัญหาจนมองไม่เห็นปัญหา เราต้องทำให้เขาเห็น "ต้นทุนของการไม่เปลี่ยน" (Cost of Inaction) ว่าการอยู่ที่เดิมเรื่อย ๆ นั้น เขาสูญเสียอะไรไปบ้าง
✏️ มีท่ากันเหนียว ถ้าของใหม่ออกมาแล้วแย่ลง - สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขารู้สึกว่า ถ้าลองเปลี่ยนแล้วพลาด เขามีทางถอย หรือมีคนคอยประคอง การเปลี่ยนแปลงจะน่ากลัวน้อยลงเมื่อเขารู้สึกว่าตัวเองยังสามารถควบคุมได้อยู่ เช่น Revert กลับไปยังเวอร์ชันเก่าได้ หรือมี Option ให้ใช้เวอร์ชันที่แล้วต่อได้
สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวเสมอครับ... แต่ถ้าปัจจุบันมันมีปัญหาที่กัดกินเราอยู่มาก การที่เราอยู่กับความเจ็บปวดที่กัดกินเราไปทุกวันโดยไม่ทำอะไรเลย ก็น่ากลัวไม่แพ้กันนะครับ
แล้วคุณล่ะครับ เคยเจอสถานการณ์ที่ “ชินจนชา” จนลืมไปว่าเรากำลัง Suffer อยู่ บ้างไหมครับ? 🥹
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
Sukhumvit Road
Bangkok
เวลาทำการ
| จันทร์ | 10:00 - 18:00 |
| อังคาร | 10:00 - 18:00 |
| พุธ | 10:00 - 18:00 |
| พฤหัสบดี | 10:00 - 18:00 |
| ศุกร์ | 10:00 - 18:00 |