Capital Market Innovation

Capital Market Innovation

แชร์

22/12/2020

COVID-19 เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปอย่างไรบ้าง?
เป็นที่รู้กันดีว่า วิกฤตการณ์ Covid-19 สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างขนาดไหน ไม่ว่าจะภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงการสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนทั่วโลก
จากรายงานของ Reimagining Consumer Market ที่จัดทำโดย Euromonitor International ได้พูดถึงแนวโน้มพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไปในช่วงวิกฤตการณ์ Covid-19 โดยพบตัวอย่างข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า
1. คนให้ความสนใจในสุขภาพ หรือ Health Safety มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกาย หรือสุขภาพใจ (Mental Health) เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุของความสุข
2. ภาระทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Burden ที่ในช่วงวิกฤตการณ์ ได้สร้างผลกระทบในหลายธุรกิจ รวมไปถึงแรงงานในของภาคธุรกิจเอง ทำให้คนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีงานทำ คนว่างงาน หรือคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ และต้องการจะหางานเกิดความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดการเงิน ความไม่แน่นอนของรายได้หรือค่าจ้างที่ได้รับ ทำให้คนไม่กล้าที่จะใช้จ่าย
และพบว่าผู้ที่ต้องตกงานจากผลกระทบของวิกฤตการณ์โดยตรง มีความกังวลที่เป็นแผลเป็นทางจิตใจ (Scarring Effect) ด้วย
3. การทำให้บ้านกลายเป็นศูนย์รวม หรือ Home as the Hub ที่เห็นได้ชัด คือ การที่คนอยู่บ้านมากขึ้น มีกิจกรรมเกี่ยวกับบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงาน, ทำอาหาร, ซื้อสินค้าออนไลน์, ออกกำลังกายออนไลน์ และการใช้บริการดิลิเวอรี ทำให้บ้านถูกอัพเกรดผ่านอุปกรณ์ Smart Home ที่ไฮเทคต่างๆ เกิดเป็นระบบบ้านอัจฉริยะ
4. เกิดนิสัยใหม่ๆ หรือ New Habits ที่เห็นได้ชัดเรื่องหนึ่ง คือ การซื้อของออนไลน์ คนจำนวนมากไม่ว่าจะในกลุ่ม Babyboomer, Gen X, Gen Y ก็หันเข้าสู่โลก E-Commerce กันมากขึ้น
อีกทั้งคนยังให้ความสำคัญกับ Quality over Quantity หรือการคิดถึงเรื่องการบริโภคที่คุ้มค่ามากขึ้น ผ่านคำถามกับตัวเองว่า “ของที่ฉันซื้อ อยากได้จริงๆ หรือเปล่า”
และที่น่าสนใจ อย่าง การดูแลตัวเอง หรือ Self Care ตั้งแต่การออกกำลังกาย อาหารการกิน รวมไปถึงอาหารเสริมต่างๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างจัดเจน
นอกจากการสำรวจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแล้ว รายงานฉบับดังกล่าว ยังให้ข้อมูลถึงธุรกิจที่เป็นผลลบหลังจากเกิดวิกฤตการณ์อีกด้วย
โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในแง่ลบมากที่สุดเป็น Personal Accessories รองลงมา คือ เสื้อผ้า รองเท้า สินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Goods) แว่นตา เครื่องอุปโภคบริโภค (Consumer Appliances) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมความงาม ตามลำดับ
ส่วนธุรกิจที่เป็นผลบวกหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน, ผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัย, เกม รวมไปถึงอุปกรณ์ดูแลสัตว์เลี้ยง และอาหารสด ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนคนทำอาหารที่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังมีอีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ เรื่องของ Perceived Wellness โดยตอนนี้คนให้ความสำคัญกับเรื่องเกี่ยวกับความสวยความงาม หรือ Wellness Beauty และอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การทำให้อารมณ์เป็นบวก หรืออารมณ์ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นสเปรย์ น้ำหอม โลชั่นทาผิว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างจิตใจ ร่างกาย และผิวหนังของตัวเอง มากขึ้น
เมื่อถามถึงความสำคัญของมุมมองด้านสุขภาพ คนส่วนใหญ่ตอบว่าสุขภาพจิตสำคัญที่สุด รองลงมาคือ การทำให้ตัวเองรู้สึกดี ไม่ว่าจะใช้สินค้า กินอาหาร และอันดับ 3 จะให้ความสำคัญกับการนอนมากขึ้น ตามมาด้วย การพยายามรักษาหุ่น ซึ่งหลายคนมีโอกาสที่จะเล่นกีฬาใหม่ๆ โดยเฉพาะที่สามารถทำเองได้ที่บ้านในช่วง Covid-19
.
และสิ่งที่ตามมาคือ คนมองหาวิธีลดความเครียด ทำอย่างไรเพื่อให้ตนเองสุขภาพกายและใจดี เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่ช่วยเรื่องสุขภาพก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
.
สุดท้าย ทัศนคติของผู้บริโภคต่อแบรนด์ที่มองไปถึงการตอบโจทย์ในเรื่องของสภาวะโลกร้อน สิ่งแวดล้อม หรือประเด็นทางสังคมต่างๆ ทำให้หลายแบรนด์ต้องปรับตัว เพื่อตอบรับและจูงใจพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ การซื้อสินค้า แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ติดตามฟัง Reimagining Consumer Market จาก Euro Monitor | Mission to the Moon EP.988 ได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=NN1uJih0TgA

04/02/2020

ปีนี้เป็นปีที่เทคโนโลยี “5G” จะแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะขยายไปสู่การใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป และนี่คือ 10 ประเด็นทางเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบทศวรรษ 😉

1. 5G เปลี่ยนโฉมหน้าพฤติกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจ
ปีนี้ในประเทศพัฒนาแล้วจะมีการให้บริการเทคโนโลยี 5G กันอย่างแพร่หลาย ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาเป็นหัวใจในการพัฒนาสินค้าและบริการ โดยคาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและสังคมอย่างสิ้นเชิง โดยนวัตกรรมที่เกิดขึ้น รวมไปถึง “นวัตกรรมหลังบ้าน” ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการก่อให้เกิดสินค้าและบริการที่พัฒนามาจาก 5G นวัตกรรมที่ว่านี้คือ “Network Slicing” นับว่าเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ของเน็ตเวิร์คให้เป็นระบบเสมือน ซึ่งจะทำให้ความหน่วง (Latency) ของการรับส่งข้อมูลลดลง มีความแม่นยำในการควมคุมจากระยะไกล ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จาก IoT ได้เต็มศักยภาพ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น สาธารณสุข การขนส่ง และความมั่นคง

2. eSIM จะมีการใช้อย่างแพร่หลาย
ในปีนี้ เทคโนโลยี “eSIM” จะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ไม่จำกัดแค่เพียงโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ต แต่จะมากับของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี IoT และ 5G สร้างความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ได้รับความสะดวกสบายและสามารถจัดเก็บข้อมูลการใช้งานจริง

3. นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
กระแสความตื่นตัวประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นมากกว่าการสร้างความตระหนักรู้ เพราะนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทในการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น IoT, Big Data และ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อลดการใช้ปริมาณการใช้ทรัพยากร อันเป็นส่วนหนึ่งของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ภายในปี 2030 ภาคธุรกิจในยุโรปได้ร่วมมือกันทำปฏิญญาในการใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ครอบคลุมห่วงโซ่ทางธุรกิจ เพื่อเป็นการตระหนักรู้และลงมือปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ จนทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านเครื่องมือทางดิจิทัลอย่าง Mobile Application

4. พัฒนาเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยี
ด้วยความต้องการที่สูงขึ้นของ AI แต่บุคลากรผู้พัฒนา AI ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น ในปีนี้จะได้เห็นการพัฒนาแพลตฟอร์ม Machine learning ที่สามารถสร้าง AI ได้ตามความต้องการ ทำให้องค์กรธุรกิจหรือบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนา AI ใช้งานได้เอง เรียกได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีสร้างเทคโนโลยีอีกทอดหนึ่ง

5. ร่างกายจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกว่าที่เคย
เทคโนโลยี IoT ส่วนมากได้รับการพูดถึงในวงจำกัดอย่างอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ภาคการผลิต และเกษตรกรรม ซึ่งยังนับว่าไกลตัวกับผู้บริโภค แต่ในปีนี้ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยี IoT มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการแพทย์ โดยจะถูกผนวกเข้าไปอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายได้อย่างเรียลไทม์ เช่น ความดันเลือด ปริมาณออกซิเจนในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้แต่การกรน ตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาระดับอินซูลินในเลือด

6. ปรากฏการณ์ “Dirty Data” รูปแบบใหม่ของข่าวปลอม
ปัจจุบันข้อมูลบนออนไลน์เกิดขึ้นอย่างมหาศาลในทุกวินาที ขณะเดียวกันปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการคัดกรองข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ไม่เพียง fake news หรือข่าวปลอมที่เป็นภัยบนโลกออนไลน์ แต่ยังรวมไปถึง Dirty Data ซึ่งได้รับการนิยามว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และจะปะปนอยู่ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้การประมวลผลข้อมูลผิดพลาดตั้งแต่แรกเริ่ม ส่งผลต่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ผ่าน AI หรือ Machine learning ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในสหภาพยุโรปมองเห็นถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและกำลังร่วมมือกัน เพื่อแก้ปัญหาและทำให้มั่นใจว่าข้อมูลที่อยู่บนโลกออนไลน์และระบบคอมพิวเตอร์ถูกต้องและมีคุณภาพ

7.“ความน่าเชื่อถือ” ถูกยกระดับความสำคัญ
“ความน่าเชื่อถือ” เรียกได้ว่าเป็นตัวกลางของการใช้บริการทางออนไลน์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข่าวคราวที่บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียนำข้อมูลของผู้ใช้บริการออกสู่ระบบไปยัง third party เช่น บริษัทโฆษณา ทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ใช้บริการต่อผู้ให้บริการ “ลดลง” ดังนั้นในปีนี้จะเห็นแนวโน้มที่ว่า ผู้บริโภคจะตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น และนั่นทำให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่งด้าน “ความน่าเชื่อถือ”

8. ปีแห่งสนามรบของ Streaming TV
หลังจากที่ Netflix ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบความบันเทิงของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง ผ่านรูปแบบ “สตรีมมิ่ง” ทำให้ผู้ผู้คอนเทนท์และเจ้าของแพลทฟอร์มรายอื่นอย่าง AppleTV+ และ Disney+ เข้ามาขอแชร์ส่วนแบ่งในตลาด ซึ่งในปีนี้จะได้สนามรบทั้งคอนเทนท์ที่หลากหลายและราคาจากผู้เล่นเหล่านี้อย่างแน่นอน

9. เกณฑ์ใหม่คุม Big Tech
ปีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “Big Tech” ที่จะถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการจัดเก็บภาษี ข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคง ตลอดจนข้อห้ามที่เกี่ยวกับการโฆษณาเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง หลังจากเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนในสังคมตั้งคำถามถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากบริการของบิ๊กเทคเหล่านี้

10. ป้องกัน Phone scam ด้วย Machine learning
ในปีที่ผ่านมา Phone scam หรือภัยที่เกิดจากการหลอกหลวงผ่านโทรศัพท์มีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งมิสคอล การโทรออกผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ต่างมีเล่ห์กลในการหลอกล่อเอาเงินจากเหยื่อ แต่เพื่อลดและป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ในปี 2020 Machine learning จะเข้ามามีบทบาทและเป็นเครื่องมือในการป้องกัน Phone scam ที่เกิดขึ้น

ที่มาของบทความ : http://bit.ly/2sgjh8m

#นวัตกรรมตลาดทุน

03/02/2020

ในปี 2563 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Services) ทั่วโลก จะมีอะไรบ้างนั้น? ตามผมไปดูกันเลยครับ 😉

1. เทคโนโลยีทางการเงินจะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่ (FinTech will drive the new business model) ความต้องการบริการด้านฟินเทคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อย (Consumer Banking) และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้ทั้งธนาคารขนาดใหญ่และผู้เล่นรายใหม่ที่มีศักยภาพหันมาจับมือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

2. เศรษฐกิจแบ่งปันจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงิน (The sharing economy will be embedded in every part of the financial system) อิทธิพลจากกระแสเศรษฐกิจแบ่งปันจะขยายเข้าสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้น สถาบันการเงินควรพิจารณาโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้เล่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล เพื่อผนึกกำลังในการให้บริการที่มีคุณภาพและราคาถูกลงกว่าเดิม

3. บล็อกเชนจะปฏิวัติโลกการเงินยุคใหม่ (Blockchain will shake things up) ระบบโครงข่ายในการทำธุรกรรมและเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ หรือ Blockchain จะกลายเป็นส่วนที่สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานในการประกอบธุรกิจการเงินและนำไปสู่โลกการเงินยุคใหม่ เนื่องด้วยศักยภาพของ Blockchain ที่สามารถพัฒนาต่อยอดธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนการให้บริการและเพิ่มความโปร่งใสให้กับการทำธุรกรรม

4. ดิจิทัลจะกลายเป็นกระแสหลัก (Digital becomes mainstream) ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าของการประยุกต์ใช้ดิจิทัลในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับผู้บริโภคจะขยายวงกว้างไปอย่างหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมไปถึงการลงทุนผ่านหุ่นยนต์ที่ปรึกษา ระบบควบคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค รวมถึงระบบการชำระเงินและธุรกรรมด้านความปลอดภัยต่างๆ

5. ระบบลูกค้าอัจฉริยะจะเป็นตัวกำหนดการเติบโตของรายได้และการทำกำไรที่สำคัญที่สุด (Customer intelligence will be the most important predictor of revenue growth and profitability) สถาบันการเงินต้องนำเทคโนโลยีการประเมินผลข้อมูลขั้นสูงมาวิเคราะห์พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภค เพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการของผู้ซื้อ และทำให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตได้ง่ายขึ้น

6. ความก้าวหน้าของวิทยาการหุ่นยนต์และระบบปัญญาประดิษฐ์ (Robotics and artificial intelligence) จะทำให้เกิดปรากฎการณ์ “การกลับขึ้นฝั่ง” (Re-shoring) หรือการกลับเข้ามาลงทุนภายในประเทศ ในอนาคตวิทยาการของหุ่นยนต์และความสามารถของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำสมัยจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ซึ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลายในอนาคต จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดลง ส่งผลให้บริษัทที่เคยย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า สามารถย้ายกลับเข้ามาลงทุนในประเทศของตนได้

7. ระบบคลาวด์แบบสาธารณะจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานต้นแบบ (The public cloud will become the dominant infrastructure model) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าวงการอุตสาหกรรมบริการทางการเงินจะหันมาใช้ระบบคลาวด์แบบสาธารณะ หรือ ระบบคลาวด์ที่เปิดให้แต่ละองค์กรเช่าใช้บริการโดยอาจจะจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปีแก่ผู้ให้บริการ (Third-Party) ซึ่งจะเป็นผู้ติดตั้งทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์เพื่อเก็บรักษาข้อมูลกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

8. ภัยไซเบอร์จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของสถาบันการเงิน (Cyber-security will be one of the top risks facing financial institutions) การรักษาความปลอดภัยโลกไซเบอร์จะยิ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลต้องคำนึงถึงในอนาคต ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายของหน่วยงานเหล่านี้ในสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า

9. เอเชียจะเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆของโลก (Asia will emerge as a key centre of technology-driven innovation) ในปี 2563 ทวีปเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนจำนวน “ชนชั้นกลาง” มากกว่าทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป นอกจากนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรโลกถึง 1,800 ล้านคนจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาในทวีปแอฟริกาและเอเชียมากขึ้น ซึ่งนี่จะกลายเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของสถาบันการเงินในภูมิภาคเหล่านี้

10. หน่วยงานกำกับดูแลจะหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น (Regulators will turn to technology, too) หน่วยงานกำกับดูแลจะหันมาใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลมากขึ้นเช่นกัน เพื่อดูแลและคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมบริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น บริษัทต่างๆต้องถือเอาการมีระบบจัดเก็บข้อมูลและระบบการควบคุมความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้เป็นภารกิจสำคัญ เพื่อให้การทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มาของบทความ : http://bit.ly/2PgpNoG

#นวัตกรรมตลาดทุน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท เงินทุน ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


The Stock Exchange Of Thailand 93 Ratchadaphisek Road, Dindaeng
Bangkok
10400