Regular.Reads

Regular.Reads

แชร์

Photos from Regular.Reads's post 02/12/2025

มหานครโตเกียวเป็นอีกเมืองที่เพียงแค่หย่อนตัวลงไปจุดไหนก็สามารถเข้าชมนิทรรศการงานออกแบบที่น่าสนใจได้อย่างไม่ยาก นี่คือ 5 แหล่งที่ยังอยากกลับไปอีกครั้งในทริปหน้า แต่ละแห่งให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย

1. 21-21 Design Sight - หากเรียนด้านการออกแบบยังไงที่นี่ไม่พลาดแน่ อาคารถูกออกแบบจากแนวคิดของ Issey Miyake โดย Tadao Ando และกว่า 80% ของพื้นที่อยู่ใต้ดิน นิทรรศการที่นี่มักเล่าเรื่องบทบาทของการออกแบบที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับการออกแบบได้ง่ายด้วยการมองเห็นสิ่งใหม่ในเรื่องเดิม

2. ginza graphic gallery - เป็นพื้นที่แห่งเดียวในกินซ่าที่เน้นผลงานกราฟิกดีไซน์เพียวๆ ทั้งโปสเตอร์ โฆษณา ตัวอักษร ฯลฯ ไปจนถึงสื่อสมัยใหม่ แกลลอรี่นี้ก่อตั้งโดยบริษัทการพิมพ์ยักษ์ใหญ่ Dai Nippon Printing ทำให้ ggg เป็นที่ที่แสดงศักยภาพงานด้านกราฟิกดีไซน์ของนักออกแบบกราฟิกทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างประเทศระดับโลก หากใครสนใจงานด้านกราฟิกดีไซน์ แนะนำที่นี่สุดใจ

3. Miraikan - จะมีที่ไหนที่สามารถเล่าเรื่องวิทยาศาสตร์ได้น่าสนใจและสามารถสร้างประสบการณ์เชิงโต้ตอบที่ดึงให้เราเล่นสนุกอย่างฟุ่มเฟือยได้เท่าที่นี่ ไฮไลท์คือ Geo-Cosmos ลูกโลก LED ขนาดยักษ์ ความละเอียดกว่า 10 ล้านพิกเซล แสดงภาพโลกแบบเรียลไทม์ มันคือการออกแบบที่ทำให้เราเห็นโลกใบเดียวกับที่นักบินอวกาศมอง และทำให้ข้อมูลกลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้

4. Tokyo Node - แกลเลอรีชั้น 45 ที่ใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติหรือฉากหลังของโตเกียวส่งเสริมให้งานนิทรรศการมีความพิเศษและมีมิติได้เป็นอย่างดี นิทรรศการที่นี่เน้นงานศิลปะดิจิทัล แสง สี เสียง และอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อสร้างโลกที่เราสามารถเดินเข้าไปสัมผัสและมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่

5. Creative Museum Tokyo - พื้นที่สนุกๆ ที่เล่าโลก Pop Culture ผ่านการ์ตูน เกม แฟชั่น และศิลปะร่วมสมัย มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างประสบการณ์เชิงโต้ตอบ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการและได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนานและมีชีวิตชีวา

นิทรรศการเหล่านี้ก็คือบทสนทนาระหว่างเมืองกับผู้คนที่ผ่านเข้ามา 5 แหล่งนี้ช่วยรีเฟรชมุมมองของคนทำงานออกแบบ แต่ละที่มีวิธีเล่าเรื่องที่ต่างกันทำให้เราเห็นงานออกแบบในมิติใหม่เสมอ มีที่ไหนแนะนำแชร์พวกเรากันมาได้นะ
-
ภาพ: 21-21 Design Sight, Regular Reads, Miraikan, Tokyo Node, Creative Museum Tokyo�

23/07/2025

การสร้าง Brand Identity ไม่ใช่แค่การมีโลโก้สวยๆ แต่เป็นการสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบขององค์ประกอบต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อสื่อสารแก่นแท้ (Brand Essence) ของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย

The Future is in the Past (อนาคตอยู่ในอดีต) คือแก่นแท้ของแบรนด์ Human Made ยากที่จะเปลี่ยนแปลงและเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องการเป็น การนำเสนอจึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแต่เป็นการจับเอาอดีตมาออกแบบไลฟ์สไตล์ให้ร่วมสมัย นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบต่างๆ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้แบรนด์แข็งแรงขึ้น องค์ประกอบหนึ่งที่นำมาบอกเล่ากันเป็นลักษณะทางกายภาพของแบรนด์ที่สามารถสัมผัสได้และมองเห็นด้วยตาอันเป็นจุดเด่นของแบรนด์ คือ โลโก้รูปหัวใจสีแดงรูปทรงเรียบง่าย หมายถึงการใช้ใจทำงานสร้างสรรค์ พร้อมชื่อ Human Made ด้วยตัวอักษรลักษณะผอมสูงที่ได้รับอิทธิพลจากป้ายวินเทจ สื่อโฆษณาเก่า มีกลิ่นอายย้อนยุค และลายเส้นสามเส้นเล็กๆ ด้านบนหัวใจ แสดงถึงการเน้นย้ำความรู้สึกตกใจที่เกิดขึ้น

อีกทั้งการนำเสนอตัวละครมาสคอตที่น่ารักและมีเอกลักษณ์ เช่น เป็ด หมีขั้วโลก เสือ หรือสโลแกนสั้นๆ ที่มีอารมณ์ขัน การใช้ภาพประกอบสไตล์การ์ตูนนี้เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย เป็นมิตร และสามารถสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคได้ จะเห็นว่าความโดดเด่นด้านกราฟิกดีไซน์ของ Human Made ไม่ได้เป็นเพียงรูปภาพ แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวและสร้างบรรยากาศ ทำให้เกิดความแตกต่างและเป็นที่จดจำในโลกของสตรีทแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่นิโกะ (Niko) ผู้ก่อตั้ง ไม่ได้มองกราฟิกเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม แต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารปรัชญาของแบรนด์ The Future is in the Past และสร้างอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งอย่างมีชั้นเชิง
-
อ้างอิง:
• Kapferer, J.-N. (2012). The New Strategic Brand Management: Advanced Insights and Strategic Thinking. Kogan Page Publishers.
• Human Made. (2025). https://humanmade.jp/pages/about_human-made

17/07/2025

หลายคนตกหลุมรักหนังสือของ Yosh*take Shinsuke ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กที่มีภาพประกอบอันเป็นเอกลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์ ปรัชญา และอารมณ์ขัน ที่ผู้ใหญ่ควรได้ลองอ่านสักครั้ง

1. ยิ่งโตยิ่งถูกตีกรอบความคิดทำให้มุมมองในการมองโลกแคบลงและขาดความยืดหยุ่น หนังสือของ Yosh*take Shinsuke ชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามกับสิ่งธรรมดารอบตัว ซึ่งช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน เช่น It might be an apple หรือ Can I build another me?

2. ความพยายามที่จะสมบูรณ์แบบกำลังพาเราไปสู่ความเครียดและความกังวล หนังสือของ Yosh*take สอนให้เรา ยอมรับความเปราะบาง ความล้มเหลว และข้อจำกัดของมนุษย์ในมุมที่ตลกและเป็นมิตร ทำให้เรามองเห็นว่าการเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องผิด และยังสามารถค้นพบความสุขได้ในข้อบกพร่องเหล่านั้น

3. หนังสือของ Yosh*take สอดแทรกปรัชญาชีวิตที่ลึกซึ้งและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหมายของการมีชีวิตอยู่ การค้นหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ การจัดการกับความกังวล หรือการยอมรับความแตกต่าง หนังสือของเขาช่วยให้เราได้ทบทวนและทำความเข้าใจตัวเอง โลก และความสัมพันธ์ต่างๆ รอบตัว โดยไม่ได้เป็นปรัชญาที่ซับซ้อน

ลองหาอ่านสักเล่ม แล้วมาแชร์กันว่าชอบเรื่องไหน
-

*take

06/06/2025

ในยุคที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ห้างฮายาชิ เมืองไถหนาน ได้กำเนินขึ้นในปี 1932 สร้างตามแบบตะวันตกสมัยใหม่ ถือเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น ต่อมาปี 2014 ห้างได้รับการบูรณะและปรับปรุงภาพลักษณ์ เราจึงเห็น ฮายาฮะคุจัง คาแรกเตอร์เด็กผู้หญิงชุดสีกรมมท่าใส่หมวกแดง ที่ถูกออกแบบขึ้นโดยทีมงานของห้างฮายาชิและนักออกแบบท้องถิ่นไต้หวัน เพื่อนำเสนอความสดใส น่ารักเข้าถึงง่าย เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์และยุคสมัยใหม่ ไม่เพียงแค่นั้น พนักงานในห้างฮายาชิก็ใส่ชุดสีกรมมท่าและมีหมวกแดงเหมือนฮายาฮะคุจังด้วย นี่จึงเป็นอีกเทคนิคของการสื่อสารแบรนด์ที่นำมาเล่าให้ฟัง

1. Brand Consistency (ความสม่ำเสมอของแบรนด์) ทุกประสบการณ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าควรมีความสอดคล้องกัน เพื่อทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ชัดขึ้น เสื้อผ้าพนักงานจึงไม่ใช่แค่ยูนิฟอร์มแต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารแบรนด์ที่เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

2. Symbolic Interactionism (การปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์) คนมักตีความความหมายของแบรนด์ผ่านสัญลักษณ์ที่เห็น ชุดที่พนักงานใส่เชื่อมโยงกับมาสคอตผนวกความมีชีวิตชีวาที่มี ลูกค้าจึงรู้สึกเหมือนกำลังเข้ามาในโลกของฮายาชิที่ไม่ใช่แค่ร้านค้าธรรมดา

3. Emotional Branding (สร้างอารมณ์ร่วมกับแบรนด์)
เน้นสร้างความรู้สึกและความสัมพันธ์ทางอารมณ์มากกว่าการขายของตรงๆ มาสคอตและพนักงานชุดเดียวกัน ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีเสน่ห์แบบย้อนยุค ลูกค้าไม่ได้แค่ซื้อของ แต่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ห้างกำลังเล่า

การกำหนดเครื่องแต่งกายของพนักงานจึงเป็นการสร้างแบรนด์ให้จับต้องได้ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองได้เข้าไปอยู่ในโลกของแบรนด์แบบไม่รู้ตัว
-
อ้างอิง:
• Blumer, H. (1969). Symbolic Interactionism: Perspective and Method.
Gobé, M. (2001). Emotional branding: The new paradigm for connecting brands to people. Allworth Press.
• Hayashi. (2014). The Department Store That Inaugurated An Age of Fashion in the 1930s--Hayashi Department Store. http://www.hayashi.com.tw/page.asp?nsub=A8A000&lang=E

Photos from Regular.Reads's post 30/05/2025

ggg จุดรวมงานกราฟิกกลางกินซ่า

นี่เป็นแกลลอรี่ที่ทีม Regular Reads อยากแนะนำ ginza graphic gallery (ggg) พื้นที่ขนาดเพียงหนึ่งในสามของสนามบาสเกตบอล ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว ท่ามกลางตึกสูงและแหล่งช้อปปิ้งจอแจ แต่กลับเป็นมุมสงบสำหรับคนรักงานกราฟิกที่อยากเสพของจริงแต่หาดูด้วยตาเนื้อได้ยากจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป

ที่นี่จัดแสดงนิทรรศการงานออกแบบกราฟิกจากทั่วโลก ทั้งงานแบรนด์ดิ้ง งานสิ่งพิมพ์ ตัวอักษร โฆษณา บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1986 ggg จัดมาแล้วกว่า 400 นิทรรศการ ปีหนึ่งมีถึง 8 งาน หมุนเวียนให้ชมกันตลอด ไม่ว่าจะไปช่วงไหนก็มีอะไรให้ตื่นเต้นแน่นอน ปักหมุดไว้เลย!

Lacation: ginza graphic gallery
Open hours: 11:00am - 7:00pm Admission free
Closed on Sundays and holidays
-
ภาพ: Regular Reads (May, 2025)
อ้างอิง:
• ginza graphic gallery. (2025). https://www.dnpfcp.jp/gallery/ggg_e/

27/05/2025

ความจริงใจจากฟองน้ำแบรนด์ลูกเต่า

สะดุดตากับฟองน้ำโลโก้รูปเต่านี้ในร้านขายของใช้ ย่าน Orange Street โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ฟองน้ำ Kamenoko (คาเมะโนะโกะ) มีความน่าสนใจในการออกแบบหลายด้าน แม้จะเป็นสินค้าพื้นฐานอย่างฟองน้ำและแปรงขัดก็ตาม จึงหยิบยกมาเล่าให้ฟังกัน

Kamenoko เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากประเทศญี่ปุ่นก่อตั้งในปี 1907 ชื่อนี้แปลว่า ลูกเต่า สื่อถึงความแข็งแรง ทนทาน และอายุยืนยาว เหมาะกับคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง อีกทั้งการใช้เต่าเป็นสัญลักษณ์ทำให้จดจำแบรนด์ได้ง่ายและสื่อความหมายเชิงบวกด้วย

โลโก้ภาพเต่าวาดเส้นไม่คมนักเสมือนวาดด้วยมือ เพื่อสื่อถึงความจริงใจ เป็นมิตร มากกว่าความเท่หรือความหรูหรา เหมาะกับแบรนด์ที่มีอายุกว่า 100 ปี เพิ่มมูลค่าทางใจและสอดคล้องกับการวางตัวเองอยู่ในกลุ่ม Craftsmanship ไม่เน้นการเปลี่ยนตามแฟชั่น แต่เน้นการพัฒนาคุณภาพและการใช้งานแบบยั่งยืน นอกจากนี้การใช้สีแดงเข้มหรือสีแดงส้มให้ความรู้สึกแข็งแรง กระตือรือร้น และเป็นสีมงคลในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอีกด้วย ข้อความเล็กๆ น้อยๆ ใช้ฟอนต์ไม่มีเชิงเรียบๆ ไม่มีความแฟนซี เน้นการอ่านง่ายเป็นหลัก

โดยรวม Kamenoko ออกแบบให้รู้สึกถึงความจริงใจ ความทนทาน และการเล่าเรื่องที่ตรงไปตรงมากับตัวสินค้า จะเห็นว่า ด้วยเรื่องราวของแบรนด์บางครั้งไม่จำเป็นต้องออกแบบให้ดูหรูหรา ก็สามารถสร้างความเชื่อใจและมีความภูมิใจในความดั้งเดิมได้
-
อ้างอิง:
• Miho. (2025). Kamenoko Tawashi In Yanesen, Tokyo - Clean With 100 Years Of Japanese Craftsmanship. https://matcha-jp.com/en/6426?utm

Photos from Regular.Reads's post 23/05/2025

สร้างการจดจำด้วย Visual Identity

Circulation of Lives คือแนวความคิดของการออกแบบ Visual Identity ที่เรียกว่า “WORLD” ในงาน Osaka World Expo 2025 แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของชีวิตและมุมมองที่แตกต่างกันในโลกของเราเพื่อนำไปใช้ในงานออกแบบอื่นๆ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ สื่อประชาสัมพันธ์ หรือการตกแต่งพื้นที่ เป็นต้น โดยมีการนำเสนอผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่
1. Inochi สะท้อนพลังแห่งชีวิตและการเติบโต เป็นกราฟิกหลักที่ใช้ในหลายๆ องค์ประกอบของงานครั้งนี้
2. Umi สะท้อนความลึกซึ้งและการเชื่อมโยงของมหาสมุทร ใช้ในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับน้ำและการเคลื่อนไหว
3. Noyama สะท้อนธรรมชาติและความสงบของภูเขาและทุ่งหญ้า ใช้ในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. Hikari สะท้อนความหวังและอนาคตที่สดใส ใช้ในองค์ประกอบที่เน้นความสว่างและพลังงาน

ข้อดีของการมี Visual Identity โดยเฉพาะในงานสร้างแบรนด์ อีเวนต์ขนาดใหญ่ หรือการทำธุรกิจ คือ
1. สร้างการจดจำได้ง่าย (Brand Recognition) เช่น โลโก้ Expo 2025 เซลล์สีแดงกับลูกตามากมาย แค่เห็นก็รู้ทันทีว่าเกี่ยวกับงาน Expo
2. ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ดี (Emotional Communication) เช่น ธีมสีของ Expo 2025 (แดง = ชีวิต, น้ำเงิน = ทะเล) สื่อเรื่องพลังชีวิตได้
3. ความน่าเชื่อถือ (Credibility & Trust) เช่น สื่อทั้งหมดใช้ระบบ “WORLD” เดียวกัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงคุณภาพที่มีมาตรฐานสูง
4. ช่วยแยกตัวออกจากคู่แข่ง (Differentiation) ทำให้แบรนด์มีเอกลักษณ์ ไม่กลืนกับแบรนด์อื่น ๆ
5. ทำให้ง่ายต่อการขยายตัวในอนาคต (Scalability) หากมีระบบการออกแบบที่ดี เมื่อต้องการผลิตสื่อใหม่ๆ เช่น โฆษณา เว็บไซต์ แอปฯ สามารถต่อยอดได้ทันที ไม่ต้องเริ่มออกแบบใหม่
-
อ้างอิง:
• Osaka World Expo 2025. (2025). Expo 2025 Design System. https://www.expo2025.or.jp/en/�

02/05/2025

ใจเต้นตึกตักกับ Myaku-Myaku

สิ่งมีชีวิตลึกลับ ลำตัวสีน้ำเงิน หัวเป็นวงแหวนสีแดงประกอบด้วยเซลล์และดวงตาหลายดวง ปากยิ้มอยู่ตรงกลางตัวนี้ที่ชื่อ “Myaku-Myaku” (เมียะคุ-เมียะคุ) ซึ่งแปลว่า ชีพจรชีวิต ออกแบบโดยโคเฮ ยามาชิตะ (Kouhei Yamash*ta) นักวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก

จากการประกวดชื่อกว่า 33,000 รายชื่อนั้น ชื่อ Myaku-Myaku ที่ได้รับการคัดเลือก สื่อถึงการส่งต่อความรู้ เทคโนโลยี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น คล้ายกับจังหวะการเต้นของชีพจรที่ไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้เจ้า Myaku-Myaku มีบุคลิกเป็นมิตร ตลก และซุ่มซ่าม สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้หลากหลาย และมีความสามารถพิเศษในการค้นหาสายรุ้งหลังจากพายุฝนด้วย

การออกแบบ Myaku-Myaku มีความสอดคล้องกับ Branding ญี่ปุ่นในแง่ของวัฒนธรรมการสร้างแบรนด์ที่เน้นความรู้สึกมากกว่าความสวยงามตรงตัว (Emotional Resonance) เช่น
1. แนวคิดความมีชีวิต ด้วยการถ่ายทอดให้ Myaku-Myaku สามารถเปลี่ยนร่างได้ เหมือนสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการรวมพลังธรรมชาติและมนุษย์ (เลือด+น้ำ)
2. ความน่ารักแต่แปลกประหลาด ญี่ปุ่นไม่กลัวที่จะออกแบบคาแรกเตอร์หน้าตาแปลกประหลาด เช่น Gachapin ฟันเหยิน ลูกไดโนเสาร์พันธุ์สเตโกซอรัส มาคู่กับ Mukku ตัวสีแดงอ้าปากหวอ ลูกของมนุษย์หิมะ ตัวการ์ตูนในรายการเด็ก หรือ Funassyi สีเหลืองตามองบน ภูติแป่งสาลี่สีเหลือบตามองบน มาสคอตจากเมือง Funabashi จังหวัด Chiba
3. ญี่ปุ่นมักให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องของแบรด์เสมอ (Brand Storytelling) เช่น แหล่งกำเนิด ความหมายของชื่อ สัดส่วน อุปนิสัย ทักษะ ความชื่นชอบ ฯลฯ วิธีการนี้ช่วยให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้มากขึ้น

Myaku-Myaku ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้น่ารักหรือดึงดูดสายตาเพียงเท่านั้น แต่ยังแฝงแนวคิดการดำรงอยู่ การสืบทอด ความแปลกใหม่ และการเชื่อมโยงธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน ทั้งหมดนี้เป็นหลักพื้นฐานของการทำ Nation Branding ที่ทำให้ผู้คนจดจำ เรียนรู้ความเป็นญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น
-
อ้างอิง:
• Osaka World Expo 2025. (2025). Official Character. https://www.expo2025.or.jp/en/

06/07/2024

จากไกลจนใกล้ สร้างโอกาสการขายให้บรรจุภัณฑ์

ท่ามกลางการแข่งขันบนชั้นวางผลิตภัณฑ์ในซุปเปอร์มาร์เก็ต หากไม่ใช่แบรนด์ที่ซื้อเป็นประจำก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีให้แบรนด์อื่นๆ ได้ประชันความสามารถกันอย่างเต็มที่แบบเงียบๆ แบรนด์ไหนที่ถูกออกแบบได้เด่นเพียงพอที่จะเด้งออกมาจากชั้นวางย่อมเป็นที่สะดุดตาเป็นอันดับแรกๆ ของผู้บริโภคเสมอ

ข้อมูลจาก Packaging Gateway (2005) ได้แบ่งระยะความห่างระหว่างผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคออกเป็น 3 ระยะ
1. ระยะ 360 ซม. เป็นระยะที่ต้องดึงดูด ส่งสายตา เรียกร้องความสนใจเต็มที่ เพียงแค่เดินผ่าน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีสีสันสดใส ใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจได้ง่าย หรือเลือกใช้ภาพที่สื่อสารชัดเจน ก็มักจะทำให้ผู้บริโภคเห็นได้ในระยะนี้
2. ระยะ 90 ซม. เมื่อผู้บริโภคเข้าใกล้บรรจุภัณฑ์ในระยะนี้ รูปร่างรูปทรงของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์มักมีโอกาสที่ผู้บริโภคจะจับต้องได้มากขึ้น
3. ระยะ 30 ซม. เป็นระยะที่ผู้บริโภคให้ความสนใจและหยิบผลิตภัณฑ์นั้นๆ มาพิจารณาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ก่อนการตัดสินใจซื้อ หากออกแบบการสื่อสารให้เข้าใจได้ง่าย อ่านได้ชัดเจน และมีคุณสมบัติที่ตรงกับผู้บริโภค การหยิบผลิตภัณฑ์ลงตะกร้าก็นับว่ามาถูกทาง

การให้ความสำคัญกับการออกแบบจำเป็นในทุกระยะเพื่อสร้างการรับรู้ สนใจ พิจารณา จนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด
-
อ้างอิง:
• Packaging Gateway. (2005). The silent salesman. https://www.packaging-gateway.com/features/feature54/?cf-view

24/06/2024

ไอศกรีมเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

พริกฮาลาพิญโญ่ แตงกวาดอง แตงกวาญี่ปุ่น มะเชือเทศตากแห้ง สะระแหน่ โหระพาอิตาเลียน มิโซะ น้ำมันงา ... ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนผสมของไอศกรีมเพียงส่วนหนึ่งจากร้าน Flour Flour Ice ที่ทีมค้นเจอในเมืองเชียงใหม่เมื่อตอนไป outing 2-3 เดือนก่อน ไอศกรีมมีเพียง 9 รสชาติ แต่เปิดประสบการณ์ว้าวได้มากเลยทีเดียว เช่น รส Jalapeno & Cucumber Pickles Froyo รส Basil & Sun-dried Tomato หรือ รส Japanese Cucumber Salad Sherbet ก็ตาม

หลายแบรนด์ตั้งต้นการขายสินค้าให้กับกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่ม (Niche Target) ยิ่งเป็นยุคนี้ด้วยแล้วจะเห็นว่าความชื่นชอบของแต่ละคนมีความแตกต่างเฉพาะตัวมากขึ้น การแบ่งกลุ่มเป้าหมายจึงไม่สามารถขีดเส้นแบ่งด้วยอายุได้อีกต่อไป

ภาพรวมของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มีคู่แข่งไม่มากนัก การใช้งบประมาณไปกับการทำสื่อประชาสัมพันธ์จึงแปรตามกัน แต่อาจผกผันกับราคาที่มักสูงตามคุณภาพสินค้าเพราะเน้นกำไรต่อชิ้นมากกว่า แบรนด์ต้องรักษาคุณภาพเพื่อมัดใจลูกค้าที่พร้อมจ่ายหากสินค้านั้นโดนใจจริงๆ

แต่การจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนี้ไม่เป็นเรื่องง่ายเลย สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ คือ การสื่อสารจุดยืนที่ชัดเจนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่กลุ่มลูกค้าที่มีจุดยืนตรงกัน สุดท้ายกลุ่มลูกค้าจะค่อยๆ ขยายวงกว้างมากขึ้นนั่นเอง

ไปเชียงใหม่ครั้งหน้า ร้าน Flour Flour Ice คงเป็นอีกหนึ่งร้านที่จะพาเพื่อนไปว้าวด้วยกัน
-
Credit ภาพ: regular.reads

17/06/2024

หรือแบรนด์เราต้องมีมาสคอต ?

กระแสของ Butterbear หรือน้องหมีเนยในช่วงนี้เวลานี้โดนใจกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและคนจีนอย่างสุดๆ ด้วยคาแรกเตอร์ท่าทางที่มีความน่ารักจนสามารถดึงดูดลูกค้าให้เดินทางมาถ่ายรูปกับพี่หมีเนยกันถึงที่ Emsphere เลยทีเดียว ไม่เพียงแต่เบเกอรี่ที่เป็นสินค้าหลัก แต่แบรนด์ยังสามารถขยายประเภทสินค้าออกไปเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า พวงกุญแจ ตุ๊กตา ที่ลูกค้ายอมจ่ายด้วย การนำมาสคอต (Mascots) มาใช้เป็นหนึ่งวิธีในกลยุทธ์การตลาดเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้าที่หลายๆ แบรนด์เลือก

มาสคอต คือ ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของแบรนด์ มีหน้าที่ในการนำเสนอเรื่องราวให้แบรนด์มีชึวิตและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า มาสคอตแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ 1) ตัวละครที่เป็นมนุษย์ (Human Characters) เช่น ลุงโจนส์ เถ้าแก่น้อย แม่มณี 2) ตัวละครที่เป็นสัตว์ (Humanized Animals) เช่น พี่ก้อน น้องเป็ด Godji 3) ตัวละครที่เป็นวัตถุไม่มีชีวิต (Humanized Products) เช่น น้องมั่งมี น้องอุ่นใจ โต๊ะจัง เป็นต้น (Kimp, 2022)

มาสคอตสามารถสร้างการรับรู้ให้ลูกค้าได้ทำความรู้จักแบรนด์ มาสคอตที่ถูกออกแบบมาได้โดดเด่น น่ารัก และมีคาแรกเตอร์ท่าทางที่โดนใจจะช่วยดึงดูดลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ได้ แต่ใช่ว่าทุกแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์นี้จะประสบความสำเร็จเสมอไป เช่น ในปี 2021 รัฐบาลญี่ปุ่นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องยกเลิกการใช้มอสคอต “ทริเทียมคุง” (Tritium-kun) ที่ส่งเสริมการปล่อยน้ำเสียโดยผ่านการบำบัดแล้วจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟุกุชิมะลงสู่มหาสมุทร เนื่องจากมาสคอตมีความน่ารักเกินความเหมาะสมกับการรณรงค์ในเรื่องดังกล่าว (Guenot, 2021) นั่นจึงเป็นคำถามว่า แล้วแบรนด์จำเป็นต้องมีมาสคอตทุกแบรนด์หรือไม่

ลองตรวจดูซิว่าแบรนด์ของเราต้องมีมาสคอตเพื่อการตลาดหรือไม่?
1. สินค้าหรือบริการประเภทอุปโภคบริโภคที่มีปริมาณมากต้องจำหน่ายหรือต้องสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง ตรงกันข้ามกับสินค้าอุตสาหกรรมภาคการผลิตเนื่องจากบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง
2. มาสคอตมีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแบรนด์หรือไม่
3. พิจารณาจากวัฒนธรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และเรื่องอื่นๆ ของกลุ่มเป้าหมาย ว่ามีความสอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของแบรนด์หรือไม่

การนำมาสคอตมาใช้ในการสื่อสารต้องเข้าใจความชอบของลูกค้าที่มีความแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม ต้องใช้เวลา ทรัพยากรทางการเงิน และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีแบรนด์อื่นๆ อีกมากมายที่ประสบความสำเร็จได้โดยปราศจากมาสคอต ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาและวางแผนกลยุทธ์ให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและเป็นไปตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้
-
Credit ภาพ: X: butterbear_TH
อ้างอิง:
• Kimp. (2022). Why You Should Create A Brand Mascot For Your Business. https://www.kimp.io/brand-mascot/
• Marianne, G. (2021). Japan scrapped a cartoon mascot meant to promote its plan to dump Fukushima nuclear wastewater into the sea. https://www.businessinsider.com/japan-scraps-cartoon-mascot-promoting-fukushima-wastewater-release-2021-4

Photos from Regular.Reads's post 31/05/2024

EAN Barcodes

EAN ย่อมาจาก European Article Number ก่อนหน้านี้เรียกว่า International Article Number เป็นสัญลักษณ์บาร์โค้ดประเภทหนึ่งที่ใช้ในอุตสาหกรรมค้าปลีก มีไว้เพื่อบรรจุข้อมูลเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น ชื่อแบรนด์ ประเภทสินค้า ขนาด ราคา น้ำหนัก แม้กระทั่งโปรโมชันหรือส่วนลดต่างๆ ช่วยให้เราสามารถระบุผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว และลดความเสี่ยงจากการป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบของพนักงาน

George Laurer ได้คิดค้นรหัส EAN ขึ้นในปี 1970 แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ EAN-13 (เลข 13 หลัก) เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ เช่น หนังสือ อุปกรณ์ชิ้นใหญ่ ส่วนผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กมีพื้นที่ไม่พอต่อการบรรจุเลข 13 หลัก เช่น ลูกอมแท่ง ดินสอ กล่องบุหรี่ จะใช้บาร์โค้ดแบบกะทัดรัด คือ EAN-8 (เลข 8 หลัก) แทน

การออกแบบบาร์โค้ดจะต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญดังนี้
1. ขนาดของบาร์โค้ดที่แนะนำ ไม่ควรสูงน้อยกว่า 22.85 มม. ความกว้างตามสัดส่วนมาตรฐาน หากมีพื้นที่น้อยกว่า 25 มม. สามารถลดความสูงของแท่งบาร์ได้ ในขณะที่ความกว้างยังคงเท่าเดิม
2. ควรเว้นพื้นที่โดยรอบบาร์โค้ดเพื่อให้เครื่องสแกนสามารถสแกนบาร์โค้ดได้อย่างแม่นยำ
3. ขนาดของบาร์โค้ดมีขนาดเล็กเพียงพอที่ยังสามารถอ่านตัวเลขได้
4. ความละเอียดการพิมพ์ขั้นต่ำ คือ 203 DPI แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แนะนำให้ใช้ 300 DPI
5. เครื่องสแกนบาร์โค้ดใช้แสงอินฟราเรดในการอ่านค่าอันเกิดจากความแตกต่างระหว่างสีของแท่งบาร์และพื้นหลัง ดังนั้นสีที่มีความแตกต่างและนิยมมากที่สุด คือ แท่งบาร์สีดำบนพื้นที่สีขาว สีที่ไม่เหมาะสมคือแท่งบาร์สีแดงบนพื้นสีขาว เนื่องจากเครื่องสแกนบาร์โค้ดส่วนใหญ่มีเลเซอร์เป็นแสงสีแดง ที่จะระบุสีแดงเป็นสีขาวในการอ่านค่า
-
อ้างอิง:
• Amanda, C. (2023). What is an EAN code?. https://tritonstore.com.au/what-is-an-ean-code/
• Bar Code Graphics. UPC Color and Sizing Information. https://www.barcode.graphics/upc-color/

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Sukhumvit 31 Road
Bangkok