Smart Economic
SVB ล้ม จุดเริ่นต้นของปัญหา เพื่อเป้าหมาย ขยายเพดานหนี้ สู่การเร่งโละระบบเศรษฐกิจ เพื่อก้าวสู่ NWO
ถ้าจะมีสักประเทศหนึ่งบนโลกที่มักจะทำอะไรดูแล้วขัดกับตรรกะเหตุผลไปซะหมดทั้ง ๆ ที่คนบนโลกมองว่าทำแบบนี้แล้วไม่น่าจะดีแต่พวกเขาก็ยังทำ สำหรับแอดมินแล้วชื่อประเทศที่เป็นเบอร์หนึ่งในดวงใจของการทำเรื่องแบบนี้ก็คือ สหรัฐอเมริกา
อย่างเรื่องบอลลูนที่หลายคนคิดว่าเป็น UFO จนสหรัฐสอยร่วงแล้วก็กล่าวหาว่าเป็นการสอดแนมของจีน แต่ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่บอลลูนเป็นของใคร
เพราะหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมสหรัฐปล่อยมันลอยอยู่ต้องนานสองนานเรียกว่าแทบจะบินความประเทศสหรัฐอยู่แล้วเพิ่งจะมาตื่นตระหนกสอยมันร่วง?
รวมไปถึงการออกมาแฉของนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนอย่างคุณซีมัวร์ เฮิร์ช ว่าแท้ที่จริงแล้ว CIA คือผู้อยู่เบื้องหลังการระเบิดท่อก๊าซนอร์ดสตรีม 2 ทั้ง ๆ ที่รัสเซียกับพวกเขาก็ไม่ได้เป็นประเทศติดกันแต่อย่างใด
หรืออย่างเรื่องสงครามยูเครนที่สหรัฐมีการอนุมัติงบประมาณมากกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้วเพื่อช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย ซึ่งสหรัฐไม่ได้อยู่ใกล้กับยูเครนแต่อย่างใด
แต่พอเป็นธนาคารซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley Bank) ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของสภาพคล่องจากการถูกถอนเงินไม่หยุดมาตั้งแต่ก่อนวันพุธก่อนที่เราจะเห็นข่าวว่าพวกเขาขาดทุนจากการขายพันธบัตรไป 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเอาเงินมาให้ลูกค้าให้ทันต่อการถอน
ซึ่งเจ้าธนาคารซิลิคอนวัลเลย์ใหญ่เป็นอันดับ 16 ของสหรัฐมีทรัพย์สินอยู่ในบริษัทราว 2 แสนล้าน และเงินฝากอีก 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าการล้มของมันกระทบความเชื่อมั่นไม่น้อย
แต่ทำไมรัฐบาลสหรัฐถึงเลือกไม่อุ้มหรือให้ความช่วยเหลือ เพราะถ้าทำก็จะช่วยให้ความมั่นใจในระบบธนาคารฟื้นตัวกลับมาได้
แต่พวกเขากลับเลือกสั่งปิดไปเลย!! และให้ความช่วยผ่าน สถาบันประกันเงินฝากอย่าง Federal Deposit Insurance Corporation หรือ FDIC
โดยช่วงแรกของการล้มทาง FDIC คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ใครมีมากกว่านั้นต้องรอการชำระทางบัญชี หรือ การนำเอาทรัพย์สินที่เหลือไปขายทอดตลาดแล้วเอาเงินกลับมาแบ่งให้
ก่อนที่หลังจากนั้นในวันที่ 13 มีนาคม 2023 จะปรับเป็นสามารถเข้าถึงเงินฝากได้แบบเต็มจำนวน
โดยการช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เอาภาษีประชาชนมาอุ้ม แต่ใช้วิธีตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องแทน โดยธนาคารที่ไม่มีสภาพคล่องก็มากู้เงินได้แต่ต้องเอาพันธบัตรที่มีในมือมาค้ำประกันแลกไปซึ่งจะได้เงินเต็มจำนวนตามหน้าตั๋วของพันธบัตร
คำถามต่อแล้วเอาเงินมาจากไหน คำตอบคือ กระทรวงการคลังใช้เงินของกองทุน Exchange Stabilization Fund มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาเป็นทุน
การเลือกใช้วิธีนี้มันทำให้อดนึกไม่ได้ว่าทำไมตอนวิกฤตปี 2008 ธนาคารยักษ์ใหญ่สามารถได้รับการช่วยเหลือได้ แต่พอเป็นธนาคาระดับท้องถิ่นตอนนี้กลับไม่ช่วย
แล้วคำถามคือหลังจากที่ลูกค้าเหล่านี้ที่ได้เงินคืน พวกเขาจะนำเงินเหล่านี้ไปฝากไว้ที่ธนาคารไหน
ใช่ธนาคารยักษ์ใหญ่รึเปล่า? เพราะว่าความเชื่อมั่นต่อธนาคารระดับกลางและท้องถิ่นได้หายไปแล้วจากเหตุการณ์นี้ ใครมันจะยังกล้าไปฝากกลุ่มธนาคารที่เสี่ยงพอ ๆ กัน เพราะฉะนั้นการเลือกะนาคารยักษ์ใหญ่จึงสมเหตุสมผลกว่าเยอะ!!
เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าธนาคารกลางของสหรัฐนั้นมีความสามารถในการพิมพ์เงินได้อยู่ตามใจปรารถนาเท่าที่ต้อง และนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 เป็นต้นมา อัตราดอกเบี้ยก็ต่ำติดดินมาโดยตลอด (0-0.25%) จนสภาพคล่องล้นไปทั้งโลก
จนในปี 2022 ที่ผ่านมาภายใต้ข้ออ้าง ‘เงินเฟ้อ’ ซึ่งก็เป็นตัวเองที่สร้างมากับมือ (สร้างเพื่อมาเป็นข้ออ้างในวันนี้) FED ได้ยกอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรงจาก 0-0.25% ไปสู่ 4.50-4.75%
แน่นอนว่าการทำแบบนี้มันคือการฆ่าธุรกิจที่ไม่มีกำไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ได้ด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายหมุนไปจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
และนักลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมไปถึงใครที่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรุ่นเก่า ๆ ก็จะเผชิญหน้ากันราคาที่ปรับตัวลดลงของพันธบัตร (Bond Price) เพื่อชดเชยอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Bond Yield)
ซึ่งตามข่าวแล้วธนาคารซิลิคอนวัลเลย์ก็มีการลงทุนในพันธบัตรและขายขาดทุนไปกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่เหล่าสตาร์ทอัพซึ่งเป็นลูกค้าฝากเงินของธนาคารนี้แห่ถอนเงินออกไปกันยกใหญ่ทำให้ธนาคารต้องรีบขายพันธบัตรแบบขาดทุนมหาศาลเพื่อเอาเงินมาให้ลูกค้า
วันศุกร์วันเดียวธนาคารซิลิคอนวัลเลย์โดนถอนเงินออกไปกว่า 42,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากสาเหตุอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว
อีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญของการล้มก็คือการที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐมันสูงถึง 5% ในตอนนี้และเมื่อไปเทียบกับการฝากธนาคารที่ 0.5% มันแทบจะคนละเรื่อง
#จากแบงค์ล้มสู่การขยายเพดานหนี้
คราวนี้เราลองถอยออกมาดูภาพใหญ่กันบ้าง นาทีนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังมีปัญหาอย่างหนักเพราะความต้องการลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาหลัก ๆ ก็มาจากการที่สหรัฐดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทุกปีมาตั้งแต่ปี 2001 ความหมายคือรัฐบาลกลางของสหรัฐใช้เงินมากกว่ารายได้ที่รับจากภาษีและด้านอื่น ๆ
พร้อมคาดการณ์ว่าปี 2024 จะขาดดุลมากถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
พร้อมกับหนี้สินรวมของประเทศที่ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2023
มันเป็นคำตอบที่ชัดเจนในตัวมันเองมากว่าทำไมไม่มีใครซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสักเท่าไรในช่วงหลัง เพราะนับวันการถือเงินดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ก็มีแต่จะเสียเปรียบจากการเสื่อมค่าของมันผ่านการพิมพ์เงินเพื่อก่อหนี้ แบบชนิดที่ไม่คิดจะใช้คืนอยู่แล้ว
เมื่อความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐไม่มี แต่สหรัฐต้องการให้มันมี เพราะต้องใช้เงินเพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยและการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ จะทำอย่างไร
การที่ผลตอบแทนระหว่างเงินฝากและพันธบัตรระยะสั้นมันมีความต่างกันมากก็มีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างความต้องการตรงนี้ ซึ่งก็จะสะท้อนให้เห็นผ่านผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐทุกช่วงอายุตั้งแต่หลัก 3 เดือนจนถึง 30 ปี ของวันที่ 13 มีนาคม 2023 ว่าปรับตัวลดลง
ตรงนี้เป็นสัญญาณของตลาดถึงการได้กลิ่นการกลับลำนโยบายของ FED ว่าเตรียมกลับมาเพิ่มสภาพคล่อง?
ตรงนี้เมื่อมีผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้นก็เท่ากับว่ามีเงินทุนให้รัฐบาลสหรัฐขยายเพดานที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในตอนนี้ใช่รึเปล่า?
การก่อหนี้ได้ก็หมายความว่ามีเงินสนับสนุนสงครามต่อไปด้วยใช่รึเปล่า? ซึ่งมีจุดหมายอยู่ที่การล้างหนี้
และการก่อหนี้ครั้งนี้ก็จะเร่งเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้นไปอีกแบบชนิดที่เรียกว่าหลุดการควบคุมไปเลยใช่รึเปล่า? (Hyperinflation)
หลังจากนั้นก็จะใช้สกุลเงินดิจิทัลที่ได้สร้างรอไว้แล้ว หรือ ที่เรียกว่า CBDC มาแทนดอลลาร์สหรัฐของเก่าไปเลยใช่รึเปล่า
ทั้งหมดนี้คือเส้นทางของการทำ The Great Reset ระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกที่ทาง The World Economic Forum เคยบอกไว้ใช่รึเปล่า?
โดยทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจาก ธนาคารที่ชื่อซิลิคอนวัลเลย์!!
#ซิลิคอนวัลเลย์ #ธนาคารล้ม #วิกฤตเศรษฐกิจ #ดอลลาร์สหรัฐ
จาก “บัฟเฟตต์” ขาย TSMC สู่การจารกรรมข้อมูลของ ASML ในจีน เหตุการณ์เหล่านี้กำลังบอกอะไรเรา
อาทิตย์ที่แล้วมีความข่าวสำคัญมากสองตัวที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันโดยเริ่มจากวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2023 ทางสำนักข่าวฝั่งตะวันตกไม่ว่าจะเป็น Bloomberg หรือ CNBC ต่างรายงานว่าบริษัท เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ จำกัด (มหาชน) ของคุณปู่นักลงทุนในตำนานอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ขายหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกอย่าง TSMC ออกเกือบหมดพอร์ต (ประมาณ 86%) หลังซื้อมาได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น
เรื่องนี้สร้างความสงสัยให้กับนักวิเคราะห์จำนวนมาก เพราะการทำแบบนี้ค่อนข้างจะผิดแนวทางการลงทุนของคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่มักจะมุ่งเน้นการลงทุนระยะยาวเป็นสำคัญ
แต่เรื่องนี้สำหรับแอดมินเราคงมองภาพแค่การลงทุนไม่ได้ เพราะเรื่องของ TSMC นั้นเกี่ยวข้องกับมิติของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนด้วย รวมไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ดูเหมือนไม่ดีนัก
อย่างที่เรารู้กันตอนนี้เศรษฐกิจโลกได้ก้าวเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปแล้ว เราจึงได้เห็นบริษัทจำนวนมากทยอยปรับลดจำนวนของพนักงานลงอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Amazon, Google และ Microsoft ต่างก็ทยอยปรับลดคนทำงานลงอย่างมหาศาล
ซึ่งแน่นอนว่าการที่คนจำนวนมากต้องตกงานย่อมกระทบต่อการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อตกงานกำลังซื้อของคนก็หดหายไป คนจะประหยัดมากขึ้นและเน้นซื้อของเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
ส่วนของที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก็อาจจะชะลอออกไปก่อนอย่างเช่น รถยนต์, สมาร์ทโฟน, แอร์, เครื่องเล่นเกม, คอมพิวเตอร์ และโน๊ตบุ๊ค รวมไปถึงบริการต่างอย่างสตรีมมิ่งหนังและเพลง เป็นต้น
นอกจากเรื่องการตกงานของคนทั่วโลกแล้ว เรายังเผชิญหน้ากับสภาวะเงินในกระเป๋าน้อยลงจากปรากฎการณ์ ‘เงินเฟ้อ’ อีกด้วย ผ่านการเสื่อมค่าของเงินจากการพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นมาในจำนวนมหาศาลของเหล่าธนาคารกลาง
ขณะที่ประเด็นเรื่องการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่จากนี้ไปอีก 100 ปี
โดยมีกระดูกสันหลังสำคัญก็คือ เซมิคอนดักเตอร์ หรือ สารกึ่งตัวนำ เราจึงได้เห็นสหรัฐอเมริกาชักชวน ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมให้มาร่วมวงแบนการค้าขายกับจีนด้วย
การจารกรรมข้อมูลของ ASML ในจีน คือการบอกใบ้ว่า ASML เลือกจีนเหนือสหรัฐ?
อย่างที่เรารู้กันอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ มีระบบห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมต่อและพึ่งพากันไปทั้งโลก ไม่มีใครในอุตสาหกรรมนี้สามารถทำเองได้คนเดียวทั้งหมด เพราะฉะนั้นการถูกบังคับให้เลือกข้างจึงไม่มีใครในธุรกิจนี้โอเค เพราะมันหมายถึงรายได้จำนวนมหาศาลที่หายไป
โดยเฉพาะ ASML ที่พึ่งพารายได้จากตลาดจีนมากเป็นอันดับ 3 ของพอร์ตรายได้รวมของตัวเอง การไม่มีจีนคือความเสียหายอย่างมหาศาลสำหรับพวกเขา
จีนนั้นชัดเจนมาตลอดว่าต้องการซื้อสินค้าเครื่องผลิตเซมิคอนดักเตอร์รุ่น EUV ซึ่งเป็นรุ่นระดับสูงที่สุดของ ASML (ปัจจุบันซื้อได้แต่รุ่นรองคือ DUV) และแน่นอนว่า ASML ก็อยากค้าขายกับจีน และหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของ ASML ก็คือ TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก
โดย TSMC นั้นตั้งอยู่ในไต้หวันและนาทีนี้ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ดูเหมือนสหรัฐทั้งที่รับรู้อยู่แก่ใจ แต่ในทางปฏิบัติเหมือนพวกเขายังไม่ยอมให้ไต้หวันกลับไปสู่อ้อมอกของจีนแบบง่าย ๆ
นั่นทำให้สหรัฐเตรียมย้ายสมรภูมิสงครามจากยูเครนไปสู่ไต้หวันเพื่อเดินหน้าปิดล้อมศัตรูเบอร์หนึ่งของพวกเขาอย่างจีน โดยเรื่องนี้ได้รับการยืนยันผ่านบทความที่ชื่อว่า How U.S. Grand Strategy Is Changed by Ukraine ที่ตีพิมพ์ลงนิตยสารที่ชื่อว่า Foreign Policy เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2022
บทความนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยืนยันแนวทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงของอเมริกาจากนี้ที่กำลังมุ่งไปสู่ฝั่งแปซิฟิกมากขึ้น ตรงนี้ทำให้แนวโน้มอุณหภูมิในภูมิภาคแถวบ้านเราคงร้อนมากขึ้นในปีนี้
และด้วยเหตุเหล่านี้รึเปล่าที่ทำให้ข่าวการการจารกรรมข้อมูลของ ASML ในจีนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2023 ที่ผ่านมานั้น เหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า ASML เลือกจีนเหนือสหรัฐ?
ในเมื่อค้าขายกับทาง TSMC ไม่ได้ เพราะหลังจากนี้ ‘ไต้หวัน’ กำลังจะกลายเป็นของจีนโดยสมบูร์แล้วรึเปล่า? (ดูจากการเทขาย TSMC ของปู่บัฟเฟตต์เหมือนรู้อะไรล่วงหน้า)
แต่ ASML ยังต้องการรายได้ตรงนี้อยู่จะทำอย่างไร?
การจารกรรมข้อมูลอาจกลายเป็นทางเลือกที่ไม่แย่? เพราะถ้าเป็นแบบนี้ก็เท่ากับ ASML ไม่ได้ค้าขายอะไรกับจีน แถมยังเป็นข้ออ้างให้ใช้บอกกับสหรัฐได้อีกด้วย
ส่วนทางการจีนกับ ASML ก็สามารถไปตกลงนอกรอบได้ในเรื่องของผลประโยชน์ และในอนาคตคงไม่แปลก ถ้าหากจะเห็นบริษัทจีนสักแห่งมี ASML เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้น
เรื่อง: เอกพล มงคลพัฒนกุล
#บัฟเฟตต์ #เซมิคอนดักเตอร์ #ชิปเซ็ต
23/09/2022
รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมขึ้น ‘บิลค่าไฟฟ้า’ หวังลดการบริโภค!!
รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมขึ้น ‘บิลค่าไฟฟ้า’ หวังลดการบริโภค!! หลังค่าเงิน วอน อ่อนสุดในรอบ 13 ปี ท่ามกลางราคาพลังงานโลกพุ่งสูง
ทำให้ตอนนี้เวลานำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ต้องใช้ วอน เยอะขึ้นในการแลก ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อพลังงาน ตรงนี้ทำให้พวกเขาขาดทุนในด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างมาก
สิ่งที่นำเข้าเยอะคือ น้ำมัน และ แก๊ส และ ถ่านหิน โดย 8 เดือนแรกนำเข้าเป็นมูลค่ามากกว่า 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ขาดดุลการค้าเดือนสิงหาคม 2022 ไป 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แถมยังเจอ ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงซ้ำดาบ 2
และดาบ 3 คือจะปล่อยให้ค่าไฟแพงมากก็ไม่ได้เพราะประชาชน 'ไม่มีเงิน' นั่นเอง
ที่มา : Bloomberg
#เกาหลีใต้ #พลังงานไฟฟ้า
20/09/2022
“Bank of America” ฟันธง น้ำมัน ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก่อนสิ้นปี
Bank of America เป็น วาณิชธนกิจ ที่เคยออกมาบอกในปลายปีที่แล้วว่า น้ำมันจะทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2022 และก็ทะลุจริง ๆ
ล่าสุดพวกเขาออกมาเตือนอีกครั้ง ว่า ก่อนสิ้นปีจะเห็นราคากลับไปแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง และปีหน้าจะวิ่งอยู่แถว ๆ นี้ทั้งปี คือแพงทั้งปี นั่นเอง
ปีนี้การบริโภคน้ำมันโลกเติบโตขึ้นก็จริง แต่มาจากฝั่งเอเชีย 19% เท่านั้น แต่ปีหน้าเอเชียจะกินสัดส่วนการบริโภคไปถึงไปถึง 86% เลยทีเดียว
ขณะเดียวกันแม้น้ำมันจะยืนอยู่เหนือ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่โอเปกก็ยังคงหั่นกำลังการผลิต และอย่าลืมปีหน้าเศรษฐกิจจีนน่าจะมีพลังขับเคลื่อนมากกว่านี้ก็เป็นได้หลังมาตรการต่าง ๆ ค่อยปลดล็อก
แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจโลกตอนนี้กำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤตใหญ่แล้ว
ที่มา : fortune
#น้ำมัน #น้ำมันโลก #น้ำมันแพง
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
บางซื่อ
Bangkok
10800