Quantum Marketer
02/03/2026
จริงมั้ย?
รู้หรือไม่? แม้ตอนนี้เศรษฐกิจไทยอาจยังไม่สู้ดีเท่าไร แต่คนไทยส่วนมากยอม ‘จ่ายเพิ่ม’ เพื่อแลกกับสินค้าคุณภาพ
‘CUBE INSIGHTS’ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ปัจจุบัน พวกเราได้เข้าสู่ยุคของ ‘Confidence Commerce’ แล้ว ซึ่งหมายถึงการที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเพราะ ‘ความเชื่อมั่น’ มากกว่าปัจจัยทางราคา
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าจะขยายจาก 9.7 แสนล้านบาทในปี 2025 เป็น 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2030 ซึ่งหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เน้นการเติบโตทางมูลค่าคำสั่งซื้อมากกว่าปริมาณ
‘ภีม เบ็ญจศิริวรรณ’ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึกประจำ CUBE INSIGHTS เผยว่า สัดส่วนการใช้จ่ายผ่านร้านค้า ‘แบรนด์แท้’ หรือ ‘Mall’ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าจะเพิ่มจาก 30% ในปี 2025 เป็นมากกว่าครึ่งหรือ 55% ของยอดธุรกรรมทั้งหมดในปี 2030
[ คนไทยยอมจ่ายเพิ่ม ถ้าได้แบรนด์แท้หรือของที่มีคุณภาพกว่า ]
นอกจากนี้ ‘ภีม’ ยังเห็นว่ากว่า 91% ของคนไทยซื้อสินค้าแบรนด์แท้บนแพลตฟอร์ม ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงอันดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียน น้อยกว่าอันดับ 1 อย่างเวียดนามเพียง 2%
เมื่อพูดถึงแบรนด์แท้ หมวดหมู่ที่คนไทยนิยมที่สุดในฟีเจอร์ Mall ก็คือ 1. บิวตี้และของใช้ส่วนตัว (81%) 2. แฟชัน (75%) และ 3. เครื่องใช้ไฟฟ้า (62%) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ต้องการมาตรฐานกับความน่าเชื่อถือสูง
ภีมอธิบายว่า 67% ของคนไทยยอมจ่ายเพิ่ม 5-10% เลย เพื่อแลกกับความมั่นใจในคุณภาพและความน่าเชื่อถือ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อสินค้าในฟีเจอร์ Mall ได้แก่
- คุณภาพสินค้า 77%
- ราคา 66%
- ความน่าเชื่อถือและสินค้าแท้ 64%
- ดีลพิเศษ 51%
[ กว่าครึ่งของคนไทยอัปเกรดของที่ใช้จากปีก่อน ]
ไม่ใช่แค่ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อแบรนด์แท้เท่านั้น เพราะอีกหนึ่งเทรนด์ที่ภีมเห็นคือ พฤติกรรม ‘Trade-up’ ในหมู่นักช็อปไทย
Trade-up คือการที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มไปอีกระดับ เพื่อซื้อสินค้าประเภทเดิมในคุณภาพที่พรีเมียมขึ้น ซึ่งปกติแล้วโครงสร้างระดับสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ สามารถจำแนกออกเป็น 4 ระดับคือ
- Tier 1: สินค้าทั่วไปหรือไม่มีแบรนด์ ไม่เน้นคุณภาพ ในราคาเริ่มต้น
- Tier 2: แบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก ใช้งานได้จริง น่าเชื่อถือ ในราคาคุ้มค่า เช่น H&M Home
- Tier 3: สินค้าคุณภาพสูงจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังเข้าถึงได้ เช่น ZARA Home
- Tier 4: สินค้าพรีเมียมระดับเรือธงหรือสินค้าหรูจากแบรนด์ชั้นนำ คุณภาพระดับสูง ราคาสูง เช่น Ralph Lauren Home
ภีมกล่าวว่า ในปีนี้ ราว 50% ของผู้บริโภคออนไลน์ชาวไทยใช้จ่ายกับสินค้าคุณภาพสูงหรือแบรนด์แท้เพิ่มขึ้น 10-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน
เช่นเดียวกับ ‘วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lazada ประเทศไทย ที่เห็นผู้ใช้งานใช้จ่ายสูงขึ้นประมาณ 10% ในสินค้าเกือบทุกหมวดหมู่ โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นราว 20% เลย
แม้อาจดูสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ แต่ ‘วาริสฐา’ มองว่า ปัจจุบัน ผู้บริโภคคิดมากขึ้นกับการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น แทนที่จะซื้อสินค้าเพราะราคาหรือคอนเทนต์ที่รวดเร็ว พวกเขากลับมีความตั้งใจซื้อมากขึ้นและเน้นคุณภาพระยะยาว ทำให้เกิดเป็นการ Trade-up บนแพลตฟอร์มออนไลน์
[ LazMall โต 51% เตรียมประเดิมเมกะแคมเปญแรกคือ 3.3 คืนนี้ ]
ในแง่ของ ‘LazMall’ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ร้านค้าแบรนด์แท้ของ Lazada วาริสฐาก็พบว่าในปี 2025 มีการเติบโต 51% เมื่อเทียบกับปี 2024 แถมมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ในช่วงแคมเปญ 12.12 ยังมากกว่าวันธรรมดาถึง 2.5 เท่า
วาริสฐาเล็งเห็นว่า LazMall จะยังเป็นหัวใจสำคัญต่อไป โดยต้องการให้เป็นศูนย์รวมสินค้าแบรนด์แท้กับสินค้าคุณภาพทั้งของแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทย ซึ่งครอบคลุมทุกหมวดหมู่ตามต้องการ
ในปีนี้เอง Lazada ก็ตั้งใจที่จะเน้นเรื่องความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือกับผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในแง่สินค้า บริการ ไปจนถึงประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์การเข้าสู่ยุค Confidence Commerce
Lazada จะประเดิมเมกะแคมเปญแรกด้วย ‘3.3 เซลใหญ่ ใส่เต็มต้นปี’ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม (20:00 น.) ถึง 5 มีนาคม 2026 พร้อมเปิดตัวโปรเจกต์ ‘Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada’
ทางแพลตฟอร์มเล่าว่า นี่คือครั้งแรกของวงการอีคอมเมิร์ซไทยที่ไปจับมือกับคาแรกเตอร์ระดับโลก โดยนำตัวละครขวัญใจมากมายมาคอลแลบกับสินค้าแฟชันแบรนด์ไทย อาทิ Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK และ Happy Sunday
สำหรับ Brand Inside แล้ว การมาของ Confidence Commerce อาจไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทย ‘คิดก่อนจ่าย’ มากขึ้น เพื่อแลกกับความคงทน เสมือนเป็นการลงทุนกับความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า
#ธุรกิจคิดใหม่ #อีคอมเมิร์ซ #ผู้บริโภค #คุณภาพ
01/03/2026
"ทำไปไม่กลัวเจ๊งหรอ" "ทำไปไม่กลัวหมดตัวหรอ"
วันนี้พวกเราได้เห็นคนที่ประสบความสำเร็จในระดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเหล่าเศรษฐีพันล้าน หรือ ผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือ "นิสัยกล้าเดิมพัน" หรือ “กล้าที่จะเสี่ยง” เพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2020 พบว่า 91% ของบรรดาเหล่ามหาเศรษฐีและผู้นำธุรกิจระดับโลก มีนิสัยกล้าเดิมพันและกล้าเสี่ยงด้วยทุกสิ่งที่ตัวเองมี สถิตินี้สูงกว่าคนธรรมดาทั่วไปถึง 4 เท่า
นอกจากนี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จเหนือค่าเฉลี่ยเหล่านี้ยังมีความคิดที่ว่า "ถ้าไม่กล้าเสี่ยง คุณก็ไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน" มากถึง 72% เทียบกับคนทั่วไปที่มีเพียง 23%
แล้วเพราะอะไร ? ทำไมคนเหล่านี้จึงกล้าเสี่ยงขนาดนั้น?
ทั้งๆที่บางสิ่งบางอย่างอาจจะทำให้เขาหมดตัวได้
นักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสำเร็จ ดร.แมรี่ ฮอว์กิ้นส์ กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพราะความมั่นใจและศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งที่ตนเชื่อ พวกเขาเต็มไปด้วยความกระหายและแรงบันดาลใจที่จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้น
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้น "Elon Musk" วิศวกรและนักลงทุนแนวหน้าของโลก เขามีแนวคิดบ้าบิ่นที่ต้องการให้มนุษย์ได้เดินทางไปบนดาวอังคารและต้องการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ ซึ่งแต่ละโปรเจคต์เหล่านี้ล้วนต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล และยังมีความเสี่ยงสูงมากที่จะล้มเหลว
แต่ด้วยความเพียรพยายามและความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของ Elon Musk ในที่สุดเขาก็ได้รับความสำเร็จ จนกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกที่มีทรัพย์สินมากกว่า 6.12 - 6.46 ล้านล้านบาทไทย
หรือ ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เป็นคนไทยแท้ๆ ก็คงหนีไม่พ้น “คุณ คมสันต์ แซ่ลี” ที่กล้าเสี่ยงและเดิมพันในการลงทุนสร้าง StartUp เกี่ยวกับการขนส่งที่มีชื่อว่า Flash ที่ขณะนั้นคุณคมสันต์ เริ่มมีเงินหลักร้อยล้านบาทแล้ว หลังจากที่ตัวเขาเองมาจากเด็กดอยบ้านจน ที่ไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ แต่ก็เริ่มหาเงินตั้งแต่เด็กๆ ทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่มหาลัยที่รับจัดหาซื้อวัตถุดิบต่างๆ ให้กับพ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด จนส่งผลให้คุณคมสันต์มีเงินเก็บ 10 ล้านบาทตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และมีเงินเก็บหลักร้อยล้านในเวลาต่อมาเพราะเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศให้กับชาวต่างชาติ (คนจีน)
จนสุดท้ายแล้ว คุณคมสันต์ ต้องตัดสินใจว่าจะเปิด Flash ที่เป็นบริษัทขนส่งภายในประเทศที่ต้องใช้เงินเยอะมากๆ ต้องเริ่มต้นเปิดบริษัทด้วยเงินทุนส่วนตัวทั้งหมด จนภรรยาต้องพูดว่า “วันที่ฉันเจอคุณวันแรก คุณไม่มีรองเท้าใส่ ฉันก็ผ่านพ้นมากับคุณ วันนี้เรามีฐานะที่ดีขึ้นแล้ว คุณจะให้ฉันกลับไปไม่มีรองเท้าใส่อีกแล้วหรอ” แต่สุดท้ายแล้วด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและความทะเยอทะยานของคุณคมสัตน์ ก็สามารถนำพาให้บริษัท Flash เติบโตขึ้นมาเป็น Startup Unicorn ที่มีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านบาทตัวแรกของเมืองไทยได้สำเร็จ จากที่ลงทุนด้วยเงินทุนของตัวเองในช่วงแรกไปหลัก 100 ล้านบาท
เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดว่า “คนสำเร็จเหนือค่าเฉลี่ย” มักกล้าเดิมพันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามีจริงๆ
แม้สิ่งๆนั้นจะเสี่ยงทำให้พวกเขาต้องกลับไปยากจนอีกครั้ง หรือ ไม่มีเงินอีกครั้ง เป็นความคิดที่ค่อนข้างจะค่อนข้างท้าทายมากๆ แต่ต้องยอมรับว่านี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ได้ด้วยเช่นกัน อย่างคำกล่าวว่า “ถ้าไม่กล้าเสี่ยง ก็ไม่ได้อะไรเลย”
แต่อย่างไรก็ตาม “เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ”
“ทุกความกล้า” ล้วนมาจาก “ความมั่นใจ” และ “ความเชื่อมั่น” ว่าสิ่งที่เขาทำจะต้องสำเร็จแน่ๆ
ไม่ว่าจะด้วยการวิเคราะห์ตลาด หรือ เทรนด์ในอนาคต ที่เขามองออกว่าสิ่งนี้มันจะกำลังมาแน่นอน
เพราะฉะนั้นแล้ว.. “เขาไม่ได้เดิมพันมั่วๆ” หรือ “เดิมพันโดยหลับตาจิ้ม”
ถ้าจะ “เดิมพัน” ก็ต้องศึกษาให้ลึกและรู้จริงให้มากกว่าคนส่วนใหญ่ให้ได้
ใช้เวลาศึกษาให้มากกว่า ลงพื้นที่จริงให้มากกว่า
จนมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำมัน “มีโอกาสสำเร็จ” มากกว่า “ล้มเหลว” แน่ๆ
เมื่อนั้นคุณจะ “เดิมพันสุดตัว” ก็ไม่มีปัญหา
และถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ "เอาจริง" กับชีวิต
ที่ไม่อยากใช้ชีวิต "แบบเดิม" อีกต่อไป
อยากมุ่งหน้าหาทางลัด ไปสู่ความมั่งคั่งแบบ Fastlane (ทางด่วน)
นี่คือสิ่งหนึ่งที่คุณต้องเข้าใจ...
"เงิน" ไม่ได้เข้าหาคนที่ทำงานหนักที่สุด
แต่มันเข้าหาคนที่รู้วิธีเล่นเกมของมัน
นั่นแหละ... ทำไม 1% ของโลกถึงรวยแบบไม่มีวันจน
เพราะพวกเขา "รู้มากกว่า" และ "คิดเป็น" ตั้งแต่แรก
และถ้าคุณอยากเป็นแบบนั้น...
อยาก "แฮก" ระบบการเงินให้เติบโตไว
อยากรู้ว่าเศรษฐีระดับโลกคิดกันยังไง
นี่คือ หนังสือที่คุณต้องอ่าน
📌 "แพ็คหนังสือ Rich Hacker"
หนังสือที่ไม่ได้มีไว้แค่ให้ "อ่าน"
แต่มันคือ "คีย์ลัด" ที่จะพาคุณออกจากชีวิตเดิมๆ
และ .เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเงิน" และ "เปลี่ยนชีวิตของคุณ" ไปตลอดกาล
[พิเศษ] แพ็ค 4 เล่ม ที่ Money Better อยากแนะนำให้อ่าน
ถ้าคุณอยาก Hack การเงินให้เติบโตเร็ว เหนือค่าเฉลี่ย
เซ็ตนี้ประกอบไปด้วย
(1.) วิธีเป็นคน 1% ที่หาเงินเก่งที่สุด
(2.) พ่อรวยสอนลูก (ฉบับครบรอบ 25 ปี)
(3.) เปลี่ยนเลนเป็นเศรษฐี Millionaire Fastlane
(4.) Money 101 โค้ชหนุ่ม
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้... แสดงว่าคุณ
"คิดต่างจากคนส่วนใหญ่" และเป็น "TOP1%" แล้ว
เหลือแค่อย่างเดียว...
ลงมืออ่าน และใช้มันให้เกิดผลลัพธ์จริง 💰🔥
ลองคิดดู… ถ้าคุณรู้เรื่องนี้เร็วขึ้นอีก 3 ปี ชีวิตจะเป็นยังไง?
ถ้าหากสนใจสั่งซื้อ สามารถพิมพ์ "A4" ในคอมเมนต์นี้
หรือ Inbox ทาง LINE ผ่านลิงก์ข้างล่างนี้มาได้เลยครับ
> https://lin.ee/48L6dTg
27/02/2026
ควอนตั้มขอแชร์ 8 กิจกรรมน่าไปในเดือนมีนาคม
20/02/2026
เมื่อมีสาขาเกือบ 300 ทั่วประเทศไทย ในวันที่ขยายสาขาไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ‘โออิชิ’ ปรับตัวยังไง ทำไมถึงตัดสินใจปรับโมเดลของ ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ (OISHI EATERIUM) ใหม่ ให้เป็นไฮบริดระหว่าง 'บุฟเฟต์' และ 'อะลาคาร์ท' ไม่ต้องกินบุฟเฟต์ก็ได้
[ จากเคยขยายปีละ 30-40 สาขา ปีนี้โออิชิจะเน้นรีโนเวทมากกว่า ]
‘ศสัย ตังเดชะหิรัญ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด อธิบายว่า ปีนี้ ‘โออิชิ’ จะไม่เน้นเร่งขยายสาขามากเหมือนในอดีตที่เคยเปิดสาขาใหม่ปีละ 30-40 สาขา
แต่จะกลับมาโฟกัสสาขาที่มีอยู่ทั้งหมดแทน ทั้งในแง่ของการปรับปรุงร้านเดิมให้มีภาพลักษณ์ใหม่ รวมถึงการปรับคอนเซตป์ใหม่ให้เหมาะกับผู้บริโภคในยุคนี้
เพราะนอกจากโออิชิจะเป็นแบรนด์ที่มีอายุกว่า 26 ปีแล้ว ก็ยังมีสาขาให้บริการมากกว่า 269 สาขา ดังนั้น เป้าหมายตอนนี้คือ “แข่งกับตัวเอง” ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เหมือนเดิม ในช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้น ‘การปรับคอนเซปต์’ จึงเป็นคำตอบของช่วงเวลานี้ ขณะที่ ‘สาขาใหม่’ อาจจะมีเปิดบ้าง แต่ต้องเป็นโลเคชันที่ “ใช่จริงๆ” และใช้ความระมัดระวังตามสภาพเศรษฐกิจ
[ ปรับ ‘โออิชิ อีทเทอเรียมก่อน’ ให้กลายเป็นไฮบริด ]
โดยแบรนด์แรกที่ ‘โออิชิ’ ประกาศยกเครื่องแล้วก็คือ ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ (OISHI EATERIUM) ที่เดิมขายบุฟเฟต์จับกลุ่มลูกค้าระดับกลาง หรือเป็นแบรนด์ที่อยู่ระหว่าง โออิชิ บุฟเฟต์ ที่เข้าถึงง่ายกว่ากับ โออิชิ แกรนด์ ที่พรีเมี่ยมกว่า
สาเหตุที่เลือกปรับโฉมใหม่ให้กับ ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ก็เพราะเป็นแบรนด์ที่กำลังจะมีอายุครบ 10 ปีแล้ว ถ้าเป็นคนก็ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านการช่วงวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นที่ยังคงดุเดือด
ขณะที่ลูกค้าเองก็มีพฤติกรรมการกินเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากๆ ทั้งต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น บางวันอยากทานแค่ซูชิไม่กี่คำ บางวันอยากทานแบบจัดเต็ม การบังคับจ่ายราคาบุฟเฟต์ราคาเดียวอาจจะทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่คุ้มค่า
จึงเลือกปรับ ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ไปเป็น ‘ไฮบริดโมเดล’ หรือมีทั้งบุฟเฟต์และอะลาคาร์ทในร้านเดียว แถมยังมีบุฟเฟต์ในโครงสร้างราคาที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก โดยเริ่มจากสาขา 'สามย่านมิตรทาวน์' ก่อน
- Sushi Delight ราคา 359 บาท++/คน : เน้นบุฟเฟต์ซูชิและอาหารทานเล่น 50 รายการ
- Full Selection ราคา 699 บาท++/คน : บุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น-อาหารนานาชาติ อาทิ ซูชิ ซาชิมิ เทปปันยากิ ตอร์ติญ่า แฮมเบิร์ก ปีกไก่ทอดสไตล์นาโกย่า ฯลฯ รวมถึงของหวานและเครื่องดื่ม รวมกว่า 100 รายการ
- Seafood Paradise ราคา 849 บาท++/คน : รวมรายการมาตรฐานและเพิ่มเติมด้วยเมนูพิเศษและอาหารทะเลคุณภาพสูงหลากชนิด อาทิ กุ้งแม่น้ำ โฮตาเตะ หอยนางรม กว่า 130 รายการ
ส่วนเมนูอะลาคาร์ท หรือ ‘จานเดียว’ ตอนนี้ราคาเริ่มต้นเพียงจานละ 29 บาทมีให้เลือกทั้งเมนูอาหารญี่ปุ่น อาหารนานาชาติ อาหารทะเล ของหวาน และเครื่องดื่มต่างๆ
[ ทำร้านสไตล์อิซากายะ ลูกค้าสนุก-นั่งได้นาน-กินได้หลากหลาย ]
นอกจากนี้ ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ยังไม่ได้อยากกินแล้วอิ่มอย่างเดียว แต่ยังอยากได้ประสบการณ์การกินที่มีอารมณ์ร่วมหรือว่า “อิน” ไปกับมันได้ด้วย
โออิชิจึงเลือกคอนเซปต์ IZAKAYA วัฒนธรรมกิน ดื่ม แชร์มาปรับเข้ากับโออิชิ อีทเทอเรียม ให้กลายเป็น OISHI EATERIUM : ALL YOU CAN EATZAKAYA
โดยนอกจากจะให้ลูกค้าเลือกทานได้ทั้งบุฟเฟต์และอะลาคาร์ทในร้านเดียวแล้ว ยังเน้นความหลากหลายมากกว่าปริมาณ เน้น ‘จานเล็กจานน้อย’ กินได้หลายเมนูในมื้อเดียว ไม่ทำให้ลูกค้ากดดันในการกินจานใหญ่ให้หมด และทำให้ลูกค้าพูดคุยสังสรรค์กันได้นานขึ้น
รวมถึงปรับปรุงเมนูใหม่ทั้งหมด เก็บเมนูที่ลูกค้ารักเอาไว้ และเติมเมนูใหม่ๆ เติมความเป็นนานาชาติลงไป ไม่ได้ลูกค้าเบื่อ พร้อมปรับการตกแต่งร้านใหม่ ให้กลายเป็นสไตล์อิซากายะจริงๆ ที่เหมาะกับการสังสรรค์ด้วย
[ เพิ่มกลุ่มลูกค้า ร้านไม่เสียโอกาส กระจายเวลากิน ]
อีกข้อดีของ ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ โมเดลใหม่ คือ เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุน้อย หรือนักศึกษาที่มองหาความคุ้มค่าราคาเข้าถึงง่าย (ไม่เกิน 500 บาท) เพื่อทานหลังเลิกเรียนหรือโอกาสปกติทั่วๆ ไป
แล้วยังช่วยขยาย ‘ช่วงเวลาการทาน’ ให้กับร้านด้วย เพราะปกติแล้วร้านบุฟเฟต์จะมีช่วงเวลาที่มีลูกค้าเยอะจำกัด เพราะต้องอาศัยเวลาในการรับประทานให้เต็มเวลา พอเปลี่ยนมาเป็นอะลาคาร์ทก็จะทำให้ลูกค้าที่อยากทานมื้อเล็กๆ ในเวลาจำกัด ลูกค้าที่อยากนั่งนานๆ สังสรรค์กับเพื่อน นั่งคุยงานยาวๆ ก็สามารถเลือกเข้าร้านได้ง่ายขึ้น
ในขณะเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มครอบครัว เน้นความคุ้มค่า อยากได้มื้อพิเศษอิ่มคุ้มก็ยังเลือกกินบุฟเฟต์ใน ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ได้เช่นกัน
หลังเปิดตัวโมเดลไฮบริดในสาขาแฟล็กชิป พบว่า มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิมได้จริง
#ธุรกิจคิดใหม่ #โออิชิอีทเทอเรียม #โออิชิ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ องค์กรนั้น
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10250
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 22:00 |
| อังคาร | 09:00 - 22:00 |
| พุธ | 09:00 - 22:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 22:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 22:00 |
| เสาร์ | 09:00 - 22:00 |
| อาทิตย์ | 09:00 - 21:00 |