RRLP - Refugee Rights Litigation Project
27/10/2023
26 ต.ค. 2566 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชี้ กรณีสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีกำหนดปล่อยตัว จนเจ็บป่วยและเสียชีวิต เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข โดยเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบ
สามารถดูเนื้อหาได้ที่เพจของ กสม.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=648695554117510&set=a.238819018438501&locale=th_TH
กสม. ชี้ กรณี สตม. ควบคุมตัวผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีกำหนดปล่อยตัว กระทั่งเจ็บป่วยและเสียชีวิต เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ระบุว่า นายอาซิซ อับดุลลาห์ (Mr. Aziz Abdullah) ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ อายุ 49 ปี เสียชีวิตในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) (ผู้ถูกร้อง) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยก่อนจะเสียชีวิต นายอาซิซได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องทราบว่ามีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยหอบ จึงขอให้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ได้รับการปฏิเสธ นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายน 2566 ยังปรากฏกรณีนายมูฮัมหมัด คุรบาน (Mr. Muhammed Kurban) อายุ 40 ปี เสียชีวิตในห้องกักของผู้ถูกร้องเช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนที่จะเสียชีวิต นายมูฮัมหมัดมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและอาเจียนในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้ร้องเห็นว่า สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการกักขังเป็นเวลานาน ไม่มีกำหนดระยะเวลา สภาพความเป็นอยู่แออัด ไม่ถูกสุขลักษณะ อาหารไม่เพียงพอ ต้องอยู่ในห้องกักตลอด 24 ชั่วโมง และไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมเพียงพอ จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า สิทธิการมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีเป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองไว้ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้รับรองความเสมอภาคของบุคคลไว้ โดยรัฐมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองบุคคลทุกคนภายในประเทศให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด ๆ
.
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นการเสียชีวิตของผู้ต้องกักทั้งสอง ปรากฏว่า กรณีนายอาซิซ แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากปอดอักเสบติดเชื้อ ส่วนกรณีนายมูฮัมหมัด แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลว สอดคล้องกับข้อมูลของแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ โดยกรณีนายอาซิซ แม้จะตรวจพบบาดแผลภายนอกร่างกาย แต่คาดว่าเกิดจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่พบได้ ส่วนที่พบว่ามีกระดูกซี่โครงหักหลายตำแหน่ง น่าจะเกิดจากการช่วยชีวิต ในชั้นนี้ จึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะรับฟังได้ว่า การเสียชีวิตของผู้ต้องกักทั้งสองเกิดจากการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกร้อง
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าผู้ต้องกักทั้งสองรายเสียชีวิตในวันเดียวกันกับที่แสดงอาการเจ็บป่วย โดยสาเหตุการเสียชีวิตอาจแสดงให้เห็นว่ามีข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพให้แก่ผู้ต้องกักหลายประการและมีผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย เช่น ผู้ต้องกักไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่ครบถ้วนเพียงพอแก่เจ้าหน้าที่ก่อนถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่กับผู้ต้องกักสื่อสารกันได้ไม่ดีพอ การขาดเวชภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับให้การรักษาเบื้องต้น เกิดภาวะการระบาดของโรคที่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบเหตุ เป็นต้น
สำหรับประเด็นห้องกักมีสภาพค่อนข้างทรุดโทรม เกิดจากการใช้งานมาตั้งแต่ปี 2517 ซึ่งปัจจุบัน สตม. ได้เสนอของบประมาณเพื่อก่อสร้างสถานกักตัวแห่งใหม่ให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นและรองรับผู้ต้องกักที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณหรือไม่ เมื่อใด ส่วนประเด็นการให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุข สตม. ได้ให้บริการตามหน้าที่และอำนาจภายใต้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่มีอยู่ ตลอดจนมีระบบส่งต่อผู้ต้องกักที่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ และมีการคัดกรองสุขภาพก่อนเข้ากักตัวแล้ว แต่ยังพบข้อจำกัดอีกหลายประการ เช่น ขาดแคลนงบประมาณค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่ผู้ต้องกักเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้วไม่มีญาติหรือสถานทูตให้การสนับสนุนค่าใช้จ่าย แพทย์ที่ได้รับการประสานจากหน่วยงานภายนอกจะเข้ามาให้บริการเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน ผู้ต้องกักมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคทางจิตเวชสูงขึ้นแต่ยังไม่มีจิตแพทย์เข้าไปให้คำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น
กสม. เห็นว่า ผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ถูกจำแนกให้อยู่ในกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่งผลให้การดำเนินการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐจะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังและเต็มไปด้วยข้อจำกัด อันก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุความแตกต่างเรื่องถิ่นกำเนิดและเชื้อชาติ โดยเฉพาะเรื่องการติดต่อกับญาติ บุคคลภายนอก หรือหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติก่อน ซึ่งแตกต่างจากผู้ต้องกักทั่วไป รวมทั้งไม่มีแนวโน้มที่จะถูกส่งตัวออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศที่ปลอดภัยต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากนโยบายด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยังไม่ชัดเจนและไม่มีกำหนดเวลาดำเนินการที่จริงจัง ในชั้นนี้ การควบคุมตัวผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ไว้ที่ สตม. เป็นเวลานาน ไม่มีกำหนดที่จะปล่อยตัวหรือส่งตัวออกนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง จึงเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานของสหประชาชาติ เร่งหามาตรการหรือแนวทางที่เป็นรูปธรรม รวมถึงระยะเวลาที่ชัดเจนในการส่งตัวผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ที่อยู่ในความดูแลของ สตม. ออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศที่สามที่มีความปลอดภัยต่อชีวิต แล้วเสนอผลสรุปจากการหารือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งแก้ไขปัญหาห้องกักของ สตม. ที่มีความแออัดและสภาพทรุดโทรม โดยระยะสั้น ให้ปรับปรุง ทำความสะอาด และจัดระเบียบของห้องกักให้มีสภาพที่ดีขึ้น ระยะยาว ให้เร่งรัดการพิจารณาจัดสรรงบประมาณสำหรับการก่อสร้างสถานกักตัวคนต่างด้าวแห่งใหม่ และให้สนับสนุนสิ่งจำเป็นต่อการให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุข โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและงบประมาณให้เพียงพอต่อภารกิจ รวมถึงหามาตรการรองรับแนวโน้มจำนวนผู้ต้องกักที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวชด้วยการจัดให้มีจิตแพทย์เข้าไปให้คำปรึกษาแนะนำอย่างสม่ำเสมอด้วย
04/10/2021
บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลักการห้ามผลักดันกลับจาก Asylum Access Thailand ค่ะ แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 แต่ประเทศไทยก็ผูกพันตามหลักนี้ที่้จะต้องไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทางที่มีภัยอันตรายอยู่
หลักการห้ามผลักดันกลับ หรือ Non-Refoulement ผูกพันประเทศไทยอย่างไร
ที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามหลักการห้ามผลักดันกลับ ไม่ว่าจะข่าวการผลักดันผู้ลี้ภัยเมียนมาข้ามแม่น้ำสาละวินกลับประเทศ ข่าวผู้ลี้ภัยในเขตเมืองซึ่งเป็นนักกิจกรรมจากประเทศกัมพูชาถูกจับและส่งกลับประเทศเนื่องจากการร้องขอจากประเทศต้นทางในปี 2561 ล่าสุดในเดือนกันยายน 2564 ความเสี่ยงในการส่งกลับกรณีคุณ Nur sajat ชาวมาเลเซีย และยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่ได้เป็นข่าว
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1967 แต่หลักการห้ามผลักดันกลับ หรือ Non-Refoulement ผูกพันประเทศไทย เนื่องจากมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law ) ตามที่ Executive Committee on the International Protection of Refugees หรือ ExCom ได้รับข้อสรุป No. 6 (XXVIII) NON-REFOULEMENT (1977) ได้เรียกคืนหลักการห้ามผลักดันกลับซึ่งใช้ในทางสากล และเป็นที่ยอมรับทั่วไปของรัฐต่างๆ หลักการผลักดันกลับได้ถูกถือปฏิบัติเป็นที่แพร่หลาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ กล่าวคือ
1. ถือปฏิบัติเป็นการทั่วไป (general practice)
2. ยอมรับว่าเป็นกฎหมาย ( Opinio juris sive necessitatis)
นอกจากนี้ยังยืนยันในข้อ (c) ว่า หลักการห้ามผลักดันกลับ ใช้ที่ชายแดน หรือในดินแดนของรัฐ กับคนที่หากถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทางอาจจะถูกประหัตประหาร โดยไม่คำนึงว่าคนนั้นจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการหรือไม่”
อีกทั้งหลักการห้ามผลักดันกลับ ยังถือว่าเป็น กฎหมายบังคับเด็ดขาด (Jus cogens) หรือ Peremptory norms of general international law ซึ่งรัฐจะต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น
เมื่อพิจารณาจากกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีมีหน้าที่ต้องดำเนินการในการคุ้มครอง เคารพ และเติมเต็มสิทธิ (protect, respect, fulfil) จะเห็นได้ว่ามีกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องถึงสองฉบับ คือ
1.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ค.ศ. 1966
ซึ่งข้อ 7 ได้บัญญัติว่า “บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือต่ำช้ามิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลจะถูกใช้ในการทดลองทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากความยินยอมอย่างเสรีของบุคคลนั้นมิได้”
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีความเห็นทั่วไปที่ 20: ข้อ 7 (เรื่องการป้องกันการทรมาน หรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้า) ว่าจุดประสงค์ของบทบัญญัติในข้อ 7 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อที่จะปกป้องทั้งศักดิ์ศรี และความแข็งแรงทางร่างกายและทางจิตใจของปัจเจคชน
ในย่อหน้าที่ 9 คณะกรรมการได้อธิบายการปฏิบัติของรัฐภาคีซึ่งต้องไม่กระทำการใดๆขัดต่อข้อ 7 แห่งกติกานี้ โดยได้ระบุถึงรูปแบบการส่งคนไปประเทศหนึ่งโดยวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การขับไล่ หรือ การส่งกลับ ว่า “รัฐภาคต้องไม่ทำให้ปัจเจคชนมีความเสี่ยงต่อการทรมาน หรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้า อันเนื่องมาจากการกลับไปสู่อีกประเทศ โดยวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การขับไล่ หรือ การส่งกลับ”
2. อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ค.ศ.1984
ข้อ 3 บัญญัติว่า “รัฐภาคีต้องไม่ขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับออก)หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน” ซึ่งเมื่ออ่านร่วมกับคำนิยามตามข้อ 1 การทรมานนั้นรวมทั้งการทรมานทางร่างกายและจิตใจ
ดังนั้นหากรัฐไทยส่งกลับบุคคลที่อยู่นอกอาณาเขตรัฐแห่งสัญชาติตน มีความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวอ้างได้ว่าจะได้รับการประหัตประหาร ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกสภาพในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือด้วยสาเหตุของความเห็นทางการเมือง และบุคคลนั้นไม่สมัครใจที่จะรับการคุ้มครองจากรัฐของตนอันเนื่องมาจากความหวาดกลัวดังกล่าว ไม่ว่าบุคคลนั้นจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ก็ตาม ก็จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในเรื่องหลักการการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement) และหากเป็นกรณีที่รัฐไทยส่งบุคคลซึ่งมีความเสี่ยงว่าจะถูกทรมาน ไม่ว่าจะเป็นการทรมานทางร่างกาย หรือจิตใจ ไปยังอีกประเทศหนึ่ง ก็จะเป็นการกระทำขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี คือข้อ 7 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และข้อ 3 แห่ง อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี
กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับหลักการไม่ส่งกลับ
แม้ว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 จะมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2563 แต่ความล่าช้าต่อการเริ่มปฏิบัติตามระเบียบคัดกรองฯ ทำให้ยังไม่มีผู้ใดสามารถไปยื่นคัดกรองขอเป็น “ผู้ได้รับการคุ้มครอง”ได้ หากไม่ล่าช้าในการปฏิบัติตามกฎหมาย คงมีบุคคลผู้ทรงสิทธิตามระเบียบคัดกรองฯนี้มายื่นคัดกรอง หากเขาได้ยื่นคำร้องก็จะได้รับการคุ้มครองที่จะไม่ถูกส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ตามข้อ 15 แห่งระเบียบคัดกรองฯ และหากผ่านการคัดกรองและได้รับสถานะเป็น “ผู้ได้รับการคุ้มครอง”แล้วก็จะได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ส่งตัวกลับไปยังประเทศต้นทาง ตามข้อ25(1) และจะมีสิทธิอาศัยในราชอาณาจักรตามข้อ 25(3) คือจะมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นกรณีพิเศษ หรืออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
จะเห็นได้ว่าความล่าช้าในการปฏิบัติการตามระเบียบคัดกรองฯ ทำให้บุคคลไม่สามารถได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายภายใน เรื่องการไม่ส่งกลับ และในทางปฏิบัติหลายกรณีก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่ว่า รัฐไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
Author: Kornkanok Wathanabhoom, Policy Advocacy and Communications Coordinator
Published on September 29, 2021
Check out the full version👉
https://asylumaccess.org/aat-policy-advocacy-blog3/
other blogs
👉 https://asylumaccess.org/where-we-work/thailand/policy-advocacy/blog/
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |