The Structure

The Structure

แชร์

26/05/2026

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ขอบคุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ช่วยซื้อบ้านเก่าของปรีดี พนมยงค์ ช่วงลี้ภัยที่ฝรั่งเศสเก็บเอาไว้

พร้อมเปรียบเทียบกับบ้าน Atatürk "บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี" ที่ถูกให้ความสำคัญ ต่างจากบ้านของนายปรีดี ที่ไม่ถูกเหลียวแลจาก "รัฐบาลของราชอาณาจักรไทย"

---

[บ้านเกิด Atatürk กับบ้านตาย ปรีดี พนมยงค์]

เมื่อสักครู่ ผมได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ทึ่ Thessaloniki ประเทศกรีซ

ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศต่างๆ อาจตั้งคำถามขึ้นว่า Mustafa Kemal Atatürk ผู้นำการปฏิวัติตุรกี เปลี่ยนตุรกีให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เป็นผู้นำก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี แล้วไฉนกลับมีพิพิธภัณฑ์ Atatürk อยู่ที่กรีซ

Mustafa Kemal Atatürk เกิดที่ Thessaloniki ในสมัยยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน ในสมัยนั้น เรียกชื่อว่า Salonika จนกระทั่งถึงสงครามบอลข่านในปี 1912 เมืองนี้ตกมาเป็นของกรีซ และเรียกชื่อว่า Thessaloniki ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเป็นดินแดนของกรีซแล้ว ทำไมจึงมีพิพิธภัณฑ์รำลึกถึง “บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี” ได้?

ตามประวัติของบ้านหลังนี้ ที่ปรากฏในแผ่นป้ายอธิบายในพิพิธภัณฑ์ บรรยายไว้ว่า บ้านหลังนี้ เปลี่ยนเจ้าของไปมา จนมาถึงพ่อของ Atatürk

Atatürk เกิดที่นี่ในปี 1881 ต่อมาพ่อของเขาตาย ในปี 1886 แม่ของเขาได้ปล่อยบ้านหลังนี้ให้คนเช่า และย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆเพื่อลดค่าใช้จ่าย และย้ายกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง

Atatürk ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เรียนหนังสือโรงเรียนสามัญ และโรงเรียนเตรียมทหารที่นี่ จนกระทั่งปี 1912 เมืองนี้ตกเป็นของกรีซ ครอบครัวของเขาจึงย้ายไปอยู่ที่อิสตันบูล

บ้านหลังนี้ ตกไปอยู่กับคนกรีซ จนกระทั่งครบรอบ 10 ปีสาธารณรัฐตุรกี เมืองเทซซาโลนิกี ได้ติดตั้งป้ายหินอ่อน เขียนข้อความในภาษากรีก เติร์ก และฝรั่งเศสว่า “อตาเติร์กเกิดที่บ้านหลังนี้“

ในปี 1937 เทศบาลเมืองเทซซาโลนิกี ได้ซื้อบ้านหลังนี้และยกให้กับรัฐบาลตุรกี เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน รัฐบาลตุรกี ได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสถานกงสุลตุรกีประจำเมืองเทซซาโลนิกี และอีกส่วนหนึ่งเป็นพืพิธภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม การสร้างพิพิธภัณฑ์ก็สะดุดหยุดลงไปหลายช่วง ด้วยเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และความขัดแย้งกันของสองประเทศ

พิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมได้ในปี 1953 ครบรอบ 15 ปีการจากไปของอตาเติร์ก

มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้งในปี 1966 1985 1990 1999 2012 และล่าสุด 2024/2025

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวตุรกีที่มาเยือนกรีซหรือเทซซาโลนิกี ต่างก็มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ่ายรูป รำลึกถึง

เมื่อสักครู่ที่ผมเข้าเยี่ยมชม ก็มีแต่คนตุรกีเข้าชมพร้อมกันจำนวนมาก

กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรีซที่คนตุรกีต้องมา

เมื่อผมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ก็ชวนคิดไปถึงบ้านที่เมือง Antony ประเทศฝรั่งเศส ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอาศัยกับครอบครัว จนวาระสุดท้ายของชีวิต

บทบาทในประวัติศาสตร์การเมือง และสถานะของ อตาเติร์ก และปรีดี ไม่ต่างกัน

เป็นผู้นำการอภิวัฒน์ เปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นรัฐบุรุษ บุคคลสำคัญของชาติ

แต่บ้านที่ปรีดีพักอาศัยจนวาระสุดท้ายของชีวิต กลับไม่เคยมีนักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการของประเทศไทย ผลักดันให้มีการซื้อคืนเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อย ก็เจรจาความกับเทศบาลเมือง Antony เพื่อขอติดป้ายรำลึกว่า ปรีดีเคยอยู่ที่นี่

ไม่มึเลย

อย่าว่าแต่ให้มีเลย

คน Antony คนฝรั่งเศส หรือ นักการเมืองท้องถิ่นเมือง Antony ยังไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำ (ผมทราบเรื่องนี้ เพราะ เมื่อคราวธนาธรมาทำนิติกรรมซื้อขาย เราได้ขอนัดพบกับเทศมนตรี เขาก็พึ่งทราบเรื่องราวจากที่เราเล่าให้ฟัง)

ช่างตรงกันข้ามกับกรณีของอตาเติร์กอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรีซกับประเทศตุรกีมีหลายช่วงหลายตอนที่อยู่ในสถานะปฏิปักษ์ ขัดแย้งกัน แต่เขายังผลักดันรักษาพื้นที่ความทรงจำไว้ได้

เราต้องรอจนกระทั่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว 1.6 ล้านยูโร ซื้อบ้านที่ Antony ไว้ และยกให้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกถึงปรีดี พนมยงค์ (ธนาธรยังคงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกมากสำหรับการบูรณะซ่อมแซมและทำเป็นพิพิธภัณฑ์)

หากธนาธรไม่ซื้อไว้ บ้านหลังนี้ ก็จะถูกขายต่อไปให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เตรียมทุบทิ้ง และสร้างเป็นคอนโดที่อยู่อาศัยต่อไป

น้ำใจของธนาธรครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยของเรายังรักษาพื้นที่ความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ เอาไว้ได้

เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ด้วยน้ำมือของรัฐบาลของราชอาณาจักรไทย

แต่เกิดขึ้นได้ เพราะ เจตจำนงของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

อีกไม่ช้าไม่นาน ประชาชนคนไทย ที่มาฝรั่งเศส คงได้มีโอกาสเข้าชมบ้านหลังนี้ครับ

บ้าน เลขที่ 27 Avenue Raymond Aron และเมือง Antony ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยมาเยี่ยมเยือนกัน เหมือนกับคนตุรกีที่มาเยือนบ้าน เลขที่ 17 ถนน Apostolou Pavlou และเมือง Thessaloniki



#พรรคประชาชน #คณะก้าวหน้า #ปิยบุตรแสงกนกกุล

26/05/2026

ปิดตำนาน 3 เกลอ ‘สายล่อฟ้า’ รวบ ‘ชวนนท์’ หนีคดีเช็คเด้ง ตามรอย ‘เทพไท’ เหลือเพียง ‘ศิริโชค’ ย้อนรอยวิบากกรรมคดีหมิ่น ‘ยิ่งลักษณ์’

จากรายการทอล์กโชว์การเมืองชื่อดังของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต วันนี้ชะตากรรมของ 3 พิธีกรรายการ "สายล่อฟ้า" ช่อง Blu Sky กำลังถูกพูดถึงในหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่ออดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์อย่าง "ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต" กลายเป็นอดีตนักการเมืองคนล่าสุดของกลุ่ม ที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางกฎหมายจนถึงขั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุม

หากย้อนดูเส้นทางของ 3 เกลอสายล่อฟ้า จะพบว่าปัจจุบัน 2 ใน 3 ของผู้ดำเนินรายการล้วนตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาจนไม่สามารถรอดพ้นสภาพการถูกควบคุมตัวได้ เหลือเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ เพียงคนเดียวที่ยังไร้ชนักติดหลังในเวลานี้

🔴 'ชวนนท์' จนมุมตำรวจ ปทส. คดีเช็คเด้ง 100 ล้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. นำกำลังเข้าจับกุม ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ ตามหมายจับของศาลอาญาพระโขนง ในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค (คดีเช็คเด้ง) ซึ่งมีผู้เสียหายหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

พฤติการณ์ในคดีนี้คือการออกเช็คเพื่อชำระหนี้โดยมีเจตนาไม่ใช้เงินตามเช็ค ซึ่งก่อนหน้านี้ชวนนท์เคยถูกศาลออกหมายจับมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากมีพฤติการณ์จงใจหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาหรือสอบคำให้การตามนัดหมายของศาล ทำให้เขาต้องสิ้นสภาพนักการเมืองภาพลักษณ์ดี และกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีในที่สุด

🔴 รอยทางที่ตาม 'เทพไท เสนพงศ์' สู่เรือนจำ

การถูกจับกุมของชวนนท์ ทำให้นึกถึงวิบากกรรมของเพื่อนร่วมรายการอย่าง เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย ที่ไม่เคยสอบตก แต่สุดท้ายต้องปิดฉากเส้นทางสภาผู้แทนราษฎรด้วยคดีอาญาเช่นกัน

ในปี 2565 ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกเทพไทและน้องชาย (มาโนช เสนพงศ์) เป็นเวลา 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากคดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช ส่งผลให้เทพไทต้องถูกคุมตัวเข้าเรือนจำทันที (ปัจจุบันได้รับการพักโทษและใส่กำไล EM หลังจำคุกมาได้ 16 เดือน)

🔴 ย้อนรอยวิบากกรรมร่วม: คดี ว.5 โฟร์ซีซั่นส์ และการขออภัย ‘ยิ่งลักษณ์’

ก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกย้ายไปเผชิญคดีส่วนตัว ทั้งสามคนเคยมีวิบากกรรมร่วมกันอันเกิดจากการจัดรายการ 'สายล่อฟ้า' ในคดีที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้งสามคนในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2555 เมื่อทั้งสามร่วมกันจัดรายการและวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ยิ่งลักษณ์เดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว (ว.5) ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โดยใช้ถ้อยคำและบริบทที่สื่อไปในทางชู้สาวและประพฤติผิดจริยธรรม

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าทั้งสามคนมีความผิดจริง ให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี แต่จุดพลิกผันที่สังคมจดจำได้ดีที่สุดเกิดขึ้นในชั้นศาลฎีกา (ปี 2561) เมื่อทั้งสามคนเสี่ยงที่จะถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา และจะส่งผลให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

ทั้งสามคนได้ร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกยอมรับผิด และนายศิริโชคได้โพสต์ขออภัยนางสาวยิ่งลักษณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอความเห็นใจให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถอนฎีกา ซึ่งอดีตนายกฯ ก็ยินยอมที่จะให้อภัยและมอบหมายให้ทนายความไปยื่นคำร้องไม่ติดใจเอาความ

แม้ในท้ายที่สุด ศาลฎีกาจะไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องเนื่องจากทำคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว แต่ศาลก็เมตตาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือ "ให้รอลงอาญา" ทำให้ทั้ง 3 คนรอดคุกมาได้อย่างหวุดหวิดจากการยอมกลืนเลือดขอโทษในวันนั้น

วันนี้ บริบททางการเมืองเปลี่ยนไป รายการสายล่อฟ้ากลายเป็นเพียงอดีต เช่นเดียวกับสถานภาพของ 2 ใน 3 พิธีกรฝีปากกล้า ที่ก้าวพลาดจากเวทีการเมือง สู่การเป็นผู้ต้องหาและนักโทษในคดีอาญา เหลือรอดเพียง ‘ศิริโชค โสภา’ ที่ยังคงยืนหยัดอยู่นอกเรือนจำเพียงคนเดียวในขณะนี้



#พรรคประชาธิปัตย์ #สายล่อฟ้า #ชวนนท์อินทรโกมาลย์สุต

25/05/2026

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตนักวิชาการชื่อดัง และผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์แซะโครงการไทยช่วยไทย (คนละครึ่ง เฟสใหม่)

โดยอ้างว่าโครงการนี้ทำชาวบ้านลำบาก ต้องซื้อโทรศัพท์ใหม่ สุดท้ายเงินเข้าบริษัทมือถือหมด ย้ำหากใครใช้แอปไม่เป็นต้องไปธนาคาร ทำเสียเวลาทำมาหากิน นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ทำชาวบ้านให้ตื่นเต้นที่จะได้แย่งกันใช้สิทธิ์เหมือนคนอื่น

"ข่าวชาวบ้านหาซื้อโทรศัพท์ใหม่
เพื่อใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทย มาก
บางรายซื้อไป 4000 บาท มากน้อยต่างกันไป

สิทธิไทยช่วยไทย (คนละครึ่ง) ครั้งนี้ ได้รับ 4000 บาท กลายเป็นช่วยซัมซุง และยี่ห้อต่างๆ

บางรายโหลดแอปพลิเคชัน ใช้งานไม่เป็น นั่งรถ 60 กิโลเมตรไปที่กรุงไทย เสียเวลา 3 ชั่วโมง เสียเวลาทำมาหากิน เสียเงิน ตื่นเต้นจะได้ใช้สิทธิ์แย่งสิทธิ์เหมือนคนอื่น อาจจะคิดถูกก็ได้ ไหนๆ ลูกหลานก็เป็นหนี้ ต้องใช้หนี้แทนเราอยู่แล้ว"



#พรรคประชาธิปัตย์ #เจิมศักดิ์ปิ่นทอง #ไทยช่วยไทย

22/05/2026

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ระบุ ถึงเวลาคนไทยต้องยุติ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่เกิดจากรัฐประหารจนมาถึง รัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อหยุดชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศ

โดยระบุข้อความในแถลงการณ์ดังนี้

---

[ จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” ]

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2557) 12 ปี นับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย

ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค

นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น

แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่

ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้

ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ

พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ

พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน

การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา

สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ “ผูกขาด” กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้

ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคนครับ



#พรรคประชาชน #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #ระบอบสีน้ำเงิน

20/05/2026

สัญญาณบวกตะวันออกกลาง? เรือน้ำมันจีนพ้นช่องแคบฮอร์มุซ ขณะ ‘ทรัมป์-แวนซ์’ เผยเจรจาอิหร่านคืบหน้า เล็งยุติสงครามเร็วๆ นี้

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 เดือน เริ่มเห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนขึ้น ล่าสุดเรือบรรทุกน้ำมันของจีนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว สอดคล้องกับท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี ที่ออกมาระบุว่าการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งมีความคืบหน้า และสงครามอาจจบลงในเร็วๆ นี้

ข้อมูลการเดินเรือจาก LSEG และ Kpler เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันยักษ์ใหญ่ (Supertankers) ของจีนอย่างน้อย 2 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบรวมกว่า 4 ล้านบาร์เรล ได้เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นที่เรียบร้อย หลังต้องจอดลอยลำติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียนานกว่า 2 เดือนจากการปิดล้อมพื้นที่ ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้ช่วยจุดประกายความหวังว่าวิกฤตการณ์อาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุด

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า สงครามครั้งนี้จะจบลง “อย่างรวดเร็วมาก” โดยผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาเพิ่งสั่งระงับปฏิบัติการโจมตีทางทหารที่เตรียมการไว้ หลังได้รับข้อเสนอใหม่จากฝั่งเตหะราน

“ผมอยู่ห่างจากการตัดสินใจลงมือโจมตีเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น” ทรัมป์กล่าว พร้อมอ้างว่าผู้นำอิหร่านกำลังเรียกร้องให้เกิดข้อตกลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เขาย้ำเตือนว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ในไม่กี่วันข้างหน้า หากการเจรจาข้อตกลงล้มเหลว

ทางด้าน เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวเสริมถึงความคืบหน้าในการหารือว่า สหรัฐฯ “อยู่ในจุดที่ค่อนข้างดี” แม้จะยอมรับว่าการเจรจากับอิหร่านนั้นมีความท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งภายในของขั้วอำนาจฝั่งเตหะราน ทำให้บางครั้งจุดยืนของทีมเจรจาอิหร่านยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร สหรัฐฯ จึงต้องพยายามขีด ‘เส้นแดง’ (Red Lines) ของตนเองให้ชัดเจนที่สุด

นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีที่อ่อนลงและเร่งหาข้อสรุปของรัฐบาลวอชิงตัน เกิดจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศอย่างหนัก การที่อิหร่านปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ประกอบกับคะแนนความนิยมของทรัมป์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของรัฐสภาสหรัฐฯ กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ ทันทีที่มีรายงานข่าวท่าทีเชิงบวกจากฝั่งสหรัฐฯ และการเคลื่อนตัวของเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงทันทีราว 1% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อวิกฤตอุปทานน้ำมัน



#สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #โดนัลด์ทรัมป์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok