Tech Ninja

Tech Ninja

แชร์

28/05/2026

🔥 งานเยอะไม่ได้น่ากลัว เท่างานที่ไม่มีระบบจัดลำดับ
เคยไหมครับ เปิดคอมมาตอนเช้าแล้วงานเต็มไปหมด แชทก็เด้ง อีเมลก็ยังไม่ตอบ งานเมื่อวานก็ยังไม่จบ งานวันนี้ก็เข้ามาเพิ่ม ประชุมก็รออยู่ หัวหน้าก็ถาม ลูกค้าก็เร่ง แล้วสมองก็เริ่มเข้าสู่โหมดคลาสสิกทันทีว่า “เริ่มจากอะไรก่อนดีวะ?”
นี่แหละครับ จุดที่คนทำงานหลายคนไม่ได้แพ้เพราะงานเยอะอย่างเดียว แต่แพ้เพราะงานทุกชิ้นดูเหมือน “ด่วนเท่ากัน” ไปหมด พอทุกอย่างดูด่วน เราก็เลยหยิบงานที่เสียงดังที่สุดขึ้นมาทำก่อนแบบไม่รู้ตัว
ใครทักมาแรง ทำอันนั้นก่อน อันไหนมีคนตาม ทำอันนั้นก่อน อันไหนอยู่ตรงหน้า ทำอันนั้นก่อน อันไหนง่าย ทำอันนั้นก่อน สุดท้ายทั้งวันดูยุ่งมาก แต่พอถึงเย็นกลับถามตัวเองว่า “วันนี้ทำอะไรสำคัญเสร็จจริง ๆ บ้างนะ?”
งานล้นไม่ได้น่ากลัวเท่า “งานล้นแบบไม่มีระบบจัดลำดับ” เพราะถ้างานเยอะ แต่เรารู้ว่าอะไรต้องทำก่อน มันยังจัดการได้ แต่ถ้างานเยอะแล้วเราไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ เราจะเริ่มจากความรู้สึกแทนระบบทันที
และความรู้สึกนี่แหละครับ พาเราหลุดโฟกัสเก่งมากกก เพราะมันจะทำให้งานที่เสียงดัง กลายเป็นงานที่ดูสำคัญ ทั้งที่บางทีงานที่เงียบกว่า อาจเป็นงานที่กระทบเป้าหมายมากกว่าหลายเท่า
📌 วิธีคิดแรกที่อยากให้ลองคือ อย่าเริ่มวันด้วยคำว่า “วันนี้มีงานอะไรบ้าง?” ให้เปลี่ยนเป็นถามว่า “วันนี้งานไหน ถ้าไม่ทำก่อน จะสร้างปัญหาตามมามากที่สุด?” แค่เปลี่ยนคำถาม สมองเราจะเริ่มจัดลำดับต่างออกไปทันที
เพราะงานบางอย่างไม่ได้ใหญ่ แต่ถ้าช้า จะไปบล็อกคนอื่น เช่น ไม่ตอบ requirement ทีม dev ก็เริ่มไม่ได้ ไม่อนุมัติเอกสาร ฝ่ายจัดซื้อก็ไปต่อไม่ได้ ไม่ส่งข้อมูลให้ลูกค้า ดีลก็อาจค้าง หรือไม่สรุปประชุม ทีมก็ไม่รู้ว่าใครต้องทำอะไรต่อ
งานพวกนี้อาจใช้เวลาไม่นาน แต่ impact ต่อคนอื่นสูงมาก ถ้าปล่อยไว้ มันจะกลายเป็นงานตาม งานแก้ งานขอโทษ และงานเร่งในอนาคต แบบที่ทำให้เรายุ่งกว่าเดิมโดยไม่จำเป็น
เทคนิคที่แอดนินใช้คือ เอางานทั้งหมดออกจากหัวก่อนครับ อย่าปล่อยให้มันลอยอยู่ในสมอง เพราะสมองเราไม่ได้เกิดมาเพื่อแบก To-do list 37 อย่างพร้อมกัน แล้วยังต้องตัดสินใจให้เฉียบทุกเรื่อง
เปิด Notion, Todoist, Trello, Microsoft To Do, Google Sheet หรือจดกระดาษก็ยังได้ แล้วเททุกงานออกมาให้หมดก่อน ยังไม่ต้องจัดสวย ยังไม่ต้องคิดว่าอันไหนสำคัญ แค่เอาออกจากหัวให้หมดก่อน
เพราะตราบใดที่งานยังอยู่ในหัว มันจะดูใหญ่กว่าความจริงเสมอ แต่พอเขียนออกมา เราจะเริ่มเห็นว่าบางงานใช้แค่ 10 นาที บางงานรอได้ บางงานไม่ควรอยู่กับเราด้วยซ้ำ และบางงานควรถูกจัดเป็นอันดับแรกจริง ๆ
พอเขียนออกมาแล้ว ให้แยกงานเป็น 3 กลุ่มง่าย ๆ กลุ่มแรกคือ “ต้องทำวันนี้จริง ๆ” ไม่ทำแล้วกระทบ deadline, ลูกค้า, ทีม หรือเป้าหมายหลัก กลุ่มนี้คือภารกิจหลักของวัน
📌 กลุ่มที่สองคือ “ควรทำ แต่ยังขยับได้” เป็นงานที่สำคัญ แต่ไม่ได้พังถ้าเลื่อนไป 1-2 วัน กลุ่มนี้ต้องวางแผนไว้ ไม่ใช่ปล่อยจนมันกลายเป็นงานด่วนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
📌 กลุ่มที่สามคือ “อยากทำ / งานที่แค่ดูเหมือนยุ่ง” เช่น จัดไฟล์ให้สวย ปรับเอกสารอีกนิด เช็กข้อมูลวนไปวนมา หรืองานง่าย ๆ ที่ทำแล้วรู้สึกว่า productive แต่ไม่ได้ขยับผลลัพธ์สำคัญเท่าไหร่
กลุ่มที่สามนี่แหละครับตัวแสบ เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าทำงานอยู่ แต่จริง ๆ อาจแค่กำลังหลบงานสำคัญที่ยากกว่า พูดง่าย ๆ คือยุ่งมาก แต่ไม่ได้คืบมาก
อีกวิธีที่ช่วยได้มากคือ ให้คะแนนงานด้วย 3 คำถามนี้ หนึ่ง Impact สูงไหม สอง Deadline ใกล้ไหม สาม Effort ใช้เยอะไหม แค่นี้เราจะเริ่มเห็นทันทีว่างานไหนควรเข้าคิวก่อน งานไหนควรรอ และงานไหนควรตัดทิ้ง
งานที่ Impact สูง + Deadline ใกล้ คือเข้าคิวแรกเลย งานที่ Impact สูง แต่ Deadline ยังไม่ใกล้ ให้จองเวลาไว้ อย่ารอจนมันกลายเป็นไฟไหม้ งานที่ Impact ต่ำ แต่มีคนตามบ่อย ให้ตอบกลับด้วยสถานะหรือเวลาที่จะทำ แทนการทิ้งทุกอย่างไปทำทันที
ส่วนงานที่ Effort น้อย แต่ปลดล็อกคนอื่นได้ แอดนินมักจะทำก่อน เพราะมันช่วยให้ระบบทั้งทีมเดินต่อ เช่น ตอบคำถามสั้น ๆ ส่งไฟล์ อนุมัติบางอย่าง หรือเคลียร์ blocker ที่ทำให้คนอื่นไปต่อไม่ได้
นี่คือการจัดลำดับแบบคนทำงานจริงครับ ไม่ใช่แค่เรียง To-do list สวย ๆ แต่คือการมองว่างานไหนทำแล้วสร้างผลกระทบ งานไหนทำแล้วลดปัญหา งานไหนทำแล้วปลดล็อกทีม และงานไหนแค่ทำให้เรารู้สึกยุ่งเฉย ๆ
📌 อีกจุดที่สำคัญมากคือ อย่าเขียนงานใหญ่แบบก้อนเดียว เช่น “ทำ Proposal” “ทำ Dashboard” “ทำแผน Marketing” “จัดระบบเอกสาร” หรือ “ทำสรุปให้ผู้บริหาร” เพราะงานแบบนี้ใหญ่เกินไป เห็นแล้วสมองจะหนีทันที
ให้แตกเป็น Next Action เล็ก ๆ แทน เช่น จาก “ทำ Proposal” ให้แตกเป็น เปิดไฟล์ template, สรุป pain point ลูกค้า, ใส่ scope งาน, ประเมิน timeline, ส่งให้ทีม review, แก้ตาม feedback แล้วค่อยส่งให้ลูกค้า
เห็นไหมครับ งานเดิมไม่ได้หายไป แต่มันดูจับต้องได้ขึ้นเยอะ หลายครั้งเราไม่ได้ขี้เกียจ เราแค่ยังไม่รู้ “ก้าวแรก” ของงานนั้นคืออะไร พอไม่รู้ก้าวแรก งานนั้นก็จะกลายเป็นก้อนดำ ๆ ในหัวที่ดูน่ากลัวมาก
อีกเทคนิคที่แอดนินแนะนำคือ ทุกเช้าเลือกแค่ Top 3 งานหลักพอ ไม่ใช่ 15 งาน ไม่ใช่ 27 งาน ไม่ใช่ To-do list ยาวเป็นหางว่าวแล้วหวังว่าจะเสร็จหมด เพราะถ้าเริ่มวันด้วย list ที่เป็นไปไม่ได้ เราจะจบวันด้วยความรู้สึกแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เลือกมา 3 งานที่ถ้าวันนี้ทำเสร็จ เราจะพูดได้ว่า “วันนี้คุ้มแล้ว” แล้วล็อกเวลาให้มันก่อน เช่น 09:30-10:30 ทำงาน A, 10:45-11:30 เคลียร์งานที่บล็อกทีม, 13:30-15:00 ทำงาน Deep Work
ส่วนงานเล็ก งานตอบแชท งานเช็กอีเมล ให้จัดเป็นรอบ ๆ อย่าเปิดช่องให้แชทลากเราไปทั้งวัน เพราะงานลึกต้องใช้สมาธิ แต่งานเด้งชอบขโมยสมาธิแบบนินจามืดคร้าบบ
สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ งานด่วนของคนอื่น ไม่ได้แปลว่าต้องกลายเป็นงานแรกของเราเสมอไป ถ้ามีคนทักมาว่า “ด่วนมาก ขอภายในวันนี้” ให้ถามต่อแบบมืออาชีพได้ครับว่า ต้องใช้ก่อนกี่โมง ถ้าได้พรุ่งนี้เช้าทันไหม งานนี้กระทบอะไร ต้องการเวอร์ชันสมบูรณ์หรือ draft ก่อน
บางครั้งคำว่า “ด่วน” จริง ๆ แปลว่า “อยากได้เร็ว” แต่ไม่ได้แปลว่า “ต้องทิ้งทุกอย่างตอนนี้” การถามให้ชัด ช่วยให้เราจัดลำดับได้ดีขึ้น และช่วยให้คนอื่นเห็นข้อจำกัดของเวลาด้วย
สรุปแบบนินจาเลยคือ ถ้างานเยอะ อย่าเพิ่งรีบทำ ให้หยุด 5 นาที แล้วจัดระบบก่อน เทงานทั้งหมดออกจากหัว แยกงานเป็นต้องทำ / ควรทำ / อยากทำ ให้คะแนนด้วย Impact, Deadline, Effort แล้วแตกงานใหญ่เป็น Next Action เล็ก ๆ
จากนั้นเลือก Top 3 ของวัน ล็อกเวลาให้มัน และตอบงานด่วนด้วยคำถาม ไม่ใช่ด้วยความตกใจ เพราะ Productivity ที่ดี ไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรรอ อะไรควรมอบหมาย และอะไรควรตัดทิ้ง
งานล้นยังจัดการได้ ถ้าเรามีระบบจัดลำดับ แต่งานที่ไม่มีระบบ ต่อให้มีเวลาทั้งวันก็ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ดี เพราะสมองจะต้องตัดสินใจซ้ำ ๆ ทั้งวันว่า “ต่อไปทำอะไรดี” จนพลังหมดก่อนงานสำคัญจะเริ่ม
จำไว้คร้าบบ งานเยอะไม่ได้น่ากลัว เท่างานที่ทุกชิ้นดูสำคัญเท่ากัน เพราะถ้าทุกอย่างสำคัญหมด สุดท้ายเราจะไม่มีอะไรสำคัญจริง ๆ เลย
เริ่มจากจัดลำดับให้เป็น แล้วงานทั้งวันจะไม่ใช่สนามรบมั่ว ๆ แต่มันจะกลายเป็นภารกิจที่เราค่อย ๆ เคลียร์ทีละด่าน แบบนินจาที่รู้ว่าต้องจัดการศัตรูตัวไหนก่อน 🥷
#ทำงานให้เป็นระบบ

27/05/2026

7 ไอเดียทำ Internal App ใช้เองด้วย Claude Code
เริ่มจากงานเล็ก ๆ ที่กินเวลาทีมก่อนคร้าบบ 🥷
หลายคนคิดว่าจะใช้ Claude Code ต้องเริ่มจากทำแอปใหญ่ ๆ
แต่ของจริงคือเริ่มจาก Internal App เล็ก ๆ ที่ช่วยลดงานซ้ำในทีมก่อนนี่แหละ เวิร์กสุด
1. ระบบขออนุมัติเอกสารภายใน
เช่น ขอซื้อของ ขอเบิกค่าใช้จ่าย ขออนุมัติวันลา
ทำเป็นฟอร์ม + สถานะ approval ง่าย ๆ ไม่ต้องไล่แชทถามกันทั้งวัน
2. ระบบจองทรัพยากรบริษัท
จองห้องประชุม จองอุปกรณ์ จองรถ จองทีม support
เห็นคิวว่างชัด ลดการจองชนกันแบบคลาสสิก
3. Mini CRM สำหรับทีม Sales
เก็บข้อมูลลูกค้า สถานะดีล นัดหมายถัดไป และ note การคุย
ไม่ต้องเริ่มด้วยระบบใหญ่ แค่ให้ทีมตามงานลูกค้าไม่หลุดก็ช่วยได้เยอะแล้ว
4. Task Tracker เฉพาะทีม
ทำบอร์ดติดตามงานแบบง่าย ๆ
To do / Doing / Done / Blocked
พร้อม owner และ deadline ให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน
5. ระบบเก็บ Knowledge Base ภายใน
รวม SOP, วิธีทำงาน, คำถามที่เจอบ่อย, คู่มือ onboarding
ทีมใหม่เข้ามาจะได้ไม่ต้องถามเรื่องเดิมซ้ำทุกวัน
6. Dashboard แจ้งเตือนงานค้าง
ดึงข้อมูลจาก Google Sheet หรือฐานข้อมูลง่าย ๆ
แล้วโชว์ว่า ticket ไหนค้าง งานไหนเลยกำหนด ใครต้อง follow-up ต่อ
7. AI Form Assistant
ให้พนักงานกรอก request แบบคุยกับ AI
แล้วระบบช่วยจัดหมวด สรุปข้อมูล และส่งต่อให้ทีมที่เกี่ยวข้อง
บอกเลยว่า Claude Code เหมาะมากกับการทำ Prototype Internal App ที่เริ่มจาก pain point จริงในทีม
ไม่ต้องเริ่มจากแอปใหญ่
เริ่มจากงานที่ทีมทำซ้ำทุกวัน
แล้วค่อยให้ AI ช่วยปั้นเป็นระบบเล็ก ๆ ที่ใช้ได้จริง
เพราะ Productivity ที่ดี
ไม่ได้มาจากแค่ใช้ AI เขียนโค้ดได้
แต่มาจากการรู้ว่า
งานไหนควรถูกเปลี่ยนเป็นระบบก่อนคร้าบบ
🥷 Tech Ninja x BorntoDev
สอนทีมใช้ AI Coding Tool ทำ Internal App จากโจทย์จริง
โดย Software Engineer ตัวจริงจาก BorntoDev : https://www.borntodev.com/ultimate-claude-mastery/

Photos from Tech Ninja's post 26/05/2026

📌 ถ้ายังใช้ AI แค่ถามตอบทีละประโยค
เราอาจยังใช้มันได้ไม่ถึงครึ่งของพลังจริงเลยด้วยซ้ำ !!
Claude Cowork คือแนวทางการใช้ Claude ให้เป็นเหมือนเพื่อนร่วมงาน
ที่ช่วยจัดการงาน Knowledge Work หลายขั้นตอนแทนเราได้ ไม่ว่าจะเป็นน
จัดไฟล์
สรุปเอกสาร
ทำ Research
ดึงข้อมูลจาก PDF
เตรียม Draft รายงาน
สรุปประชุมเป็น Action Item
หรือช่วยเคลียร์งานซ้ำ ๆ ที่กินเวลาทุกวัน
จุดสำคัญคือ เราไม่ได้ให้ AI มาแทนคน แต่ให้ AI ช่วยทำรอบแรก เพื่อให้คนมีเวลาคิด ตัดสินใจ และตรวจงานได้ดีขึ้น
เพราะ Claude Cowork ไม่ใช่แค่ Chatbot
แต่คือผู้ช่วยที่ช่วยลดงาน Manual และเพิ่มสปีดให้ทีมทำงานได้จริง
และถ้าอยากให้ทีมใช้ Claude Cowork, Claude Code, MCP และ Context Engineering กับงานจริงขององค์กรได้แบบเป็นระบบ
🔥 ลองดู Ultimate Claude Mastery จาก borntoDev ได้เลยครับ
https://www.borntodev.com/ultimate-claude-mastery/

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


144/25 Serithai Road Klong Chan, Bang Kapi
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 18:00
อังคาร 09:30 - 18:00
พุธ 09:30 - 18:00
พฤหัสบดี 09:30 - 18:00
ศุกร์ 09:30 - 18:00