TNN Tech

TNN Tech

แชร์

Photos from TNN Tech's post 01/06/2026

เปิดตัวอย่างเป็นทางการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไห่หนาน รูปทรงก้อนเมฆสุดล้ำแห่งเมืองไหโข่ว

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไห่หนาน (Hainan Science Museum) ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งใหม่ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 46,528 ตารางเมตร ได้เปิดให้บริการแก่สาธารณชนแล้วที่เมืองไหโข่ว ประเทศจีน

อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ริมขอบอุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติแม่น้ำอู๋หยวน (Wuyuan River National Wetland Park) ซึ่งออกแบบโดย Ma Yansong สถาปนิกชั้นนำระดับโลกและผู้ก่อตั้งสตูดิโอ MAD Architects

สถาปัตยกรรมไร้เสาที่ล่องลอยราวกับก้อนเมฆ

การออกแบบภายนอกของพิพิธภัณฑ์มีความโดดเด่นด้วยรูปทรงที่นุ่มนวลคล้ายก้อนเมฆ พื้นผิวของอาคารประกอบขึ้นจากแผงพลาสติกเสริมใยแก้ว (หรือไฟเบอร์กลาส) จำนวน 843 แผ่น สร้างเป็นเปลือกอาคารสีเงินสะท้อนแสงที่จะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพก้อนเมฆและช่วงเวลาของวันเพื่อรับมือกับภูมิอากาศเขตร้อนของไห่หนาน

ในส่วนของโครงสร้าง อาคารใช้แกนคอนกรีต 3 แกนเป็นตัวรับน้ำหนักหลัก ซึ่งช่วยปลดแอกพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภายในไม่ให้มีเสามาบดบังทัศนียภาพ เทคนิคนี้ยังเปิดโอกาสให้ตัวอาคารสามารถยื่นออกไปลอยอยู่เหนือสระน้ำและลานอเนกประสงค์ด้านล่าง สร้างพื้นที่ร่มรื่นให้ชุมชนและผู้ปกครองนักเรียนสามารถเข้ามาใช้พักผ่อนหย่อนใจได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปภายในตัวอาคาร

การเรียนรู้ผ่าน "เส้นทางเกลียววงก้อนเดียว"

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในประกอบด้วย ท้องฟ้าจำลอง โรงภาพยนตร์จอยักษ์ โซนนิทรรศการ และพื้นที่จัดการเรียนการสอนกลางแจ้งเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ แต่จุดที่เป็นหัวใจสำคัญของที่นี่คือ ทางเดินลาดแบบเกลียว (Single Spiral) ที่เชื่อมต่อทุกแกลเลอรีเข้าด้วยกัน ทางเดินนี้ออกแบบให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาถึงได้จากช่องแสงบนหลังคา

โดยผู้เข้าชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ได้ 2 ทิศทาง คือ เริ่มจากขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุดแล้วเดินไล่ระดับลงมาเพื่อเรียนรู้ตั้งแต่เรื่องอวกาศลึก มหาสมุทร ป่าฝนเขตร้อน ไปจนถึงโซนกิจกรรมสำหรับเด็กที่ชั้นล่าง หรือจะเลือกเดินสวนทางจากชั้นล่างขึ้นไปด้านบน เพื่อขยายขอบเขตการเรียนรู้จากสิ่งที่จับต้องได้ไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่

ศูนย์กลางชุมชนและพื้นที่แห่งการตั้งคำถามในยุค AI "หากปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถตอบคำถามได้แทบทุกอย่างแล้ว หน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่การป้อนข้อเท็จจริงอีกต่อไป แต่มันคือการสอนให้เด็กๆ รู้จักวิธีที่จะตั้งคำถาม" Ma Yansong กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการออกแบบที่เน้นความลื่นไหลไร้รอยต่อ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นและการเดินสำรวจอย่างอิสระ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นเหมือน "ห้องสมุดประชาชน" หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชุมชน เนื่องจากรายล้อมไปด้วยโรงเรียนและโรงเรียนอนุบาลกว่า 30 แห่งในรัศมี 3 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ที่นี่ยังช่วยบอกเล่าความสำเร็จระดับท้องถิ่นของเกาะไห่หนาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ปล่อยยานอวกาศริมชายฝั่งของจีน ที่มีประวัติการปล่อยยานสู่วงโคจร ดวงจันทร์ และดาวอังคารมาแล้วกว่า 40 ครั้งตั้งแต่ปี 2016

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไห่หนานได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยในช่วงทดลองเปิดให้บริการ 4 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมแล้วมากกว่า 350,000 คน และมีสถิติผู้เข้าชมสูงสุดถึงกว่า 5,800 คนต่อวัน ถือเป็นความสำเร็จในการผสานวิทยาศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของชุมชนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ที่มาของข้อมูล newatlas, MAD architects
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

01/06/2026

เปิดตัว “สมาร์ตโฟน 2 หน้าจอ” Bigme HiBreak Dual ราคา 12,000 บาท

Bigme เปิดตัว Bigme HiBreak Dual สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ที่ผสานจอแบบหมึกอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-อิงค์ (E-Ink) และจอแบบ แอลซีดี (LCD) เข้าไว้ในเครื่องเดียว โดยให้หน้าจอ Color E-Ink ขนาด 6.13 นิ้ว ซึ่งให้อารมณ์เหมือนกับเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ eBook มากกว่าสมาร์ตโฟนทั่วไป โดยข้อดีของหน้าจอประเภทนี้คือไม่มีแสงส่องตรงเข้าดวงตาเหมือนจอ โอเหล็ด (OLED) หรือ แอลซีดี (LCD) ทำให้เหมาะกับการอ่านข้อความยาว ๆ การเช็กอีเมล หรือใช้งานโซเชียล โดยไม่กระตุ้นสายตามากเกินไป

#สมาร์ตโฟน #มือถือ

31/05/2026

ยูเครนเตรียมรับ Gripen พร้อมขีปนาวุธ Meteor ปี 2027 เสริมศักยภาพสู้รบรัสเซีย พลิกสมดุลสงครามทางอากาศ

วันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ The War Zone รายงานความคืบหน้ายูเครนกำลังเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมขีดความสามารถทางอากาศ หลังรัฐบาลสวีเดนประกาศแผนส่งมอบเครื่องบินขับไล่ กริพเพน ซี/ดี (Gripen C/D) ให้แก่ยูเครนจำนวนสูงสุด 16 ลำ โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในช่วงต้นปี 2027 พร้อมอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะไกล เมทิเออร์ (Meteor) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก

รายงานจาก The War Zone ระบุว่า การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี อูล์ฟ คริสเตอร์สัน (Ulf Kristersson) ของสวีเดน และประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ของยูเครน ที่เมืองอุปซอลา ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเครื่องบินที่เตรียมส่งมอบจะเป็นเครื่องบินมือสองจากกองทัพอากาศสวีเดน เพื่อให้สามารถนำเข้าประจำการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน โครงการฝึกนักบินและช่างเทคนิคชาวยูเครนสำหรับการปฏิบัติการบนเครื่อง Gripen ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมีกำหนดขยายการฝึกเพิ่มเติมในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการรับมอบเครื่องบินจริง

ในระยะยาว ยูเครนยังมีเป้าหมายจัดหา กริพเพน อี/เอฟ (Gripen E/F) รุ่นใหม่ล่าสุดจำนวน 20 ลำเป็นชุดแรก โดย พอล ยอนสัน (Pål Jonson) รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวอาจใช้เงินกู้จากสหภาพยุโรปมูลค่าประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 106,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ายูเครนต้องการสร้างกำลังรบทางอากาศด้วยเครื่องบิน Gripen ในระยะยาวถึง 100-150 ลำ และคาดว่าจะสามารถเริ่มรับมอบ Gripen E ได้ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม บริษัท ซาบ (Saab) ผู้ผลิตเครื่องบินยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการลงนามสัญญาจัดซื้ออย่างเป็นทางการ และยังอยู่ในขั้นตอนการแสดงเจตจำนงเท่านั้น

Meteor อาวุธสำคัญที่อาจเปลี่ยนสมดุลการรบทางอากาศ

สิ่งที่ได้รับความสนใจมากกว่าตัวเครื่องบินคือความเป็นไปได้ที่ Gripen ของยูเครนจะได้รับการติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะเกินสายตา หรือ BVR (Beyond Visual Range) รุ่น Meteor รวมถึงขีปนาวุธ IRIS-T และ AIM-120 AMRAAM

Meteor เป็นขีปนาวุธที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบแรมเจ็ต (Ramjet) ทำให้สามารถรักษาความเร็วสูงได้ตลอดเส้นทางบิน มีระยะยิงไกลประมาณ 130 ไมล์ หรือกว่า 200 กิโลเมตร พร้อมระบบเรดาร์ค้นหาเป้าหมายแบบแอ็กทีฟและดาต้าลิงก์สองทางที่ช่วยอัปเดตข้อมูลเป้าหมายระหว่างการบิน

ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา กองทัพอากาศรัสเซียอาศัยความได้เปรียบจากขีปนาวุธ R-37M ซึ่งมีระยะยิงประมาณ 124 ไมล์ โดยติดตั้งบนเครื่องบินรบ ซู-35เอส (Su-35S) และ มิก-31บีเอ็ม (MiG-31BM) ทำให้สามารถโจมตีจากระยะที่ไกลกว่าอาวุธของฝ่ายยูเครน

แม้แต่ AIM-120C-8 AMRAAM ซึ่งถือเป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่ทันสมัยที่สุดของยูเครนในปัจจุบันและใช้งานบนเครื่องบิน เอฟ-16 (F-16) ก็ยังมีระยะยิงเพียงประมาณ 75-100 ไมล์เท่านั้น

การได้รับ Meteor จึงอาจช่วยลดหรือทำลายความได้เปรียบดังกล่าวของรัสเซีย เปิดโอกาสให้ยูเครนสามารถคุกคามเครื่องบินรบรัสเซียได้จากระยะไกล รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นเครื่องบินที่ทำหน้าที่ทิ้งระเบิดร่อน (Glide Bomb) ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในแนวหน้า

Gripen เหมาะกับสงครามแบบยูเครน

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Gripen คือ การออกแบบตามแนวคิดการป้องกันประเทศของสวีเดนในยุคสงครามเย็น ซึ่งมุ่งรับมือการรุกรานจากสหภาพโซเวียต

เครื่องบินรุ่นนี้สามารถขึ้นบินและลงจอดบนทางหลวงหรือสนามบินชั่วคราวได้ ใช้ทีมช่างภาคพื้นดินจำนวนน้อย และสามารถเติมเชื้อเพลิง ติดตั้งอาวุธ รวมถึงเตรียมพร้อมขึ้นบินใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คุณสมบัติดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธวิธีการรบแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Warfare) ของยูเครน ซึ่งต้องเผชิญการโจมตีสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ศักยภาพของ Gripen จะเพิ่มขึ้นอีกระดับเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ ซาบ 340 เออีดับเบิลยูแอนด์ซี (Saab 340 AEW&C) ที่ติดตั้งเรดาร์ อีรีอาย (Erieye) ซึ่งสวีเดนเคยประกาศมอบให้ยูเครนก่อนหน้านี้

ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศได้ในระยะไกล ก่อนส่งข้อมูลผ่านระบบดาต้าลิงก์ไปยังเครื่องบิน Gripen และขีปนาวุธ Meteor ระหว่างการบิน ทำให้นักบินสามารถยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเรดาร์ของตนเอง แนวทางการรบลักษณะนี้ช่วยลดโอกาสถูกตรวจจับ เพิ่มความอยู่รอดของนักบิน และทำให้การโจมตีเป้าหมายทางอากาศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การส่งมอบ Gripen พร้อมขีปนาวุธ Meteor จึงอาจกลายเป็นหนึ่งในความช่วยเหลือทางทหารที่สำคัญที่สุดของยูเครนในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่เพียงเพิ่มจำนวนเครื่องบินรบเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการต่อสู้ทางอากาศ และอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจเหนือท้องฟ้าในสงครามรัสเซีย-ยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาของข้อมูล Saab, The War Zone
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

31/05/2026

Pursuit เปิดตัว "Electric Ice Explorer" รถบัสลุยธารน้ำแข็งพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลก ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในแคนาดา

วันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท Pursuit Attractions and Hospitality ประเทศแคนาดาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ด้วยการเปิดตัว "Electric Ice Explorer" รถทัวร์ตะลุยธารน้ำแข็งพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลก

รถคันนี้ถูกนำมาให้บริการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนรถทัวร์ Columbia Icefield Adventure เพื่อพานักท่องเที่ยวสูงสุด 52 คน ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธารน้ำแข็งแอธาบาสกา (Athabasca Glacier) ในอุทยานแห่งชาติเจสเปอร์ (Jesper National Park)

นวัตกรรมวิศวกรรมยานยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อธารน้ำแข็งโดยเฉพาะ โปรเจกต์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นำรถบัสขับเคลื่อน 4 ล้อเครื่องยนต์ดีเซลมาดัดแปลงเป็นระบบไฟฟ้า แต่เป็นการสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน

บริษัท Pursuit ได้จับมือกับบริษัท Noble Northern จากรัฐแมนิโทบา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดัดแปลงรถบรรทุกขนาดหนักให้เป็นระบบไฟฟ้า ความท้าทายหลัก คือ การจัดการกับน้ำหนักของแบตเตอรี่ ทีมวิศวกรจึงได้ออกแบบแชสซี (Chassis) แบบพิเศษที่มีน้ำหนักเบาลงกว่าโครงรถบรรทุกดั้งเดิมถึง 50%

การลดน้ำหนักตัวถังนี้ช่วยให้รถสามารถแบกรับน้ำหนักของแบตเตอรี่ได้โดยที่น้ำหนักรวมไม่มากเกินไปจนทำให้พื้นธารน้ำแข็งซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เปราะบางเกิดความเสียหายหรือแตกร้าว
อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อรับมือกับสภาพอากาศและภูมิประเทศสุดขั้ว Electric Ice Explorer มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ได้แก่

1. แผงโซลาร์เซลล์แบบรับแสงสองด้าน (Bifacial solar panels) สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 6 กิโลวัตต์เพื่อช่วยชาร์จพลังงานให้กับรถ

2. ระบบเบรกแบบชาร์จพลังงานกลับ (Regenerative braking) ช่วยดึงพลังงานกลับมาใช้ใหม่ระหว่างการเบรก

3. ระบบ Geofencing เทคโนโลยีจำกัดขอบเขตพื้นที่ที่ทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยควบคุมและบริหารจัดการความเร็ว รวมถึงการเบรกอัตโนมัติในพื้นที่ที่กำหนดบนธารน้ำแข็ง เพื่อให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวควบคู่กับการลดมลพิษ

การใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวให้ดีขึ้นด้วย ห้องโดยสารที่เงียบสงบจะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้ยินและสัมผัสกับเสียงของธรรมชาติบนธารน้ำแข็งได้อย่างเต็มที่และสมจริงมากยิ่งขึ้น

ในด้านสิ่งแวดล้อม รถไฟฟ้ารุ่นนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ประมาณ 200 ถึง 300 กิโลกรัมต่อวัน เมื่อเทียบกับรถรุ่นดีเซลที่วิ่งในเส้นทางเดียวกัน

โปรเจกต์นี้ถือเป็นการต่อยอดความพยายามของ Pursuit ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ปรับปรุงรถ Ice Explorer จำนวน 10 คันให้เป็นเครื่องยนต์มาตรฐาน EPA Tier 3 และ 4 เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ รวมถึงเปลี่ยนระบบเครื่องปั่นไฟจากดีเซลเป็นโพรเพน ซึ่งช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของศูนย์ปฏิบัติการลงได้กว่า 30% อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลประสิทธิภาพและรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้ายังได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากกองทุน GreenStep EcoFund ซึ่งเป็นโครงการความยั่งยืนที่ได้รับการสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ที่มาของข้อมูล Pursuit, electrek
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

31/05/2026

“Nvidia” ปักหมุด “ไต้หวัน” ลงทุนปีละ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ปั้นศูนย์กลาง AI โลก

Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิป และบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ประกาศเตรียมเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในไต้หวันอย่างมหาศาล เป็นเงินกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,800,000 ล้านบาท ต่อปี พร้อมยกย่องไต้หวันว่าเป็นศูนย์กลางอันเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติ AI อย่างแท้จริง

#ไต้หวัน #ชิป #ชิปประมวลผล

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


118/1 อาคารทิปโก้ ชั้น11 ถนนพระราม6 แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400