OPS Movement

OPS Movement

แชร์

Photos from OPS Movement's post 16/02/2023

สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ สันติไมตรี (หลังนอก) ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

*** เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 6/2565 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีดังนี้
การเยียวยาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่เดือนสิงหาคม -30 พฤศจิกายน 2565 จนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จำนวน 66 จังหวัด และอยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 3 จังหวัด (จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และนครศรีธรรมราช)
ด้านพืช ให้ความช่วยเหลือแล้ว 7,296 ราย พื้นที่ 35,880 ไร่ วงเงิน 63.40 ล้านบาท
ด้านประมง ให้ความช่วยเหลือแล้ว 3,775 ราย พื้นที่ 5,273 ไร่ วงเงิน 33.95 ล้านบาท
ด้านปศุสัตว์ ให้ความช่วยเหลือแล้ว 38 ราย ช่วยเหลือสัตว์ตายและสูญหาย 179,377 ตัว
คิดเป็นเงิน 420,000 บาท
ข้อเสนอแนะ/มติที่ประชุม
1. ควรประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรและทุกภาคส่วนให้เข้าใจถึงความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตร ทั้งพืช ประมง และปศุสัตว์รวมถึงเงื่อนไขจำเป็นในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ [กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)]
2. ควรนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการตรวจสอบยืนยันความเสียหายจากภัยพิบัติด้านการเกษตร เพื่อลดระยะเวลาและข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรในการสำรวจตรวจสอบความเสียหาย (กษ.)

*** เรื่อง สรุปผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27 (COP 27) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์
ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีส มีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการภายใต้กรอบ UNFCCC เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในการประชุม COP 27 ระหว่างวันที่ 6-18 พฤศจิกายน 2565 ณ เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ มีประเด็นที่มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
1. จัดทำ/ปรับปรุงนโยบาย แผน มาตรการ และขับเคลื่อนการดำเนินงานในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบเวลาร่วมในการดำเนินงานตาม NDC
2. จัดทำนโยบาย แผน มาตรการ และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกลไกระหว่างประเทศวอร์ซอด้านการสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. การเผยแพร่ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

*** เรื่อง ขออนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลการต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ระหว่างกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และกรมประมง กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลการต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมายระหว่างกรมประมง กษ. แห่งราชอาณาจักรไทย และกรมประมง กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
3. อนุมัติให้อธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมายเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
4. มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ (ตามข้อ 3)
[สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (เวียดนาม) ประสงค์ให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่างการประชุมคณะทำงานร่วมกลุ่มย่อยด้านการประมงระหว่างไทยและเวียดนาม ครั้งที่ 7 ซึ่งเวียดนามจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในช่วงต้นปี 2566 ซึ่งคาดว่าประมาณดือนมีนาคม 2566)]
วัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำการประมงผิดกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลเรือประมงรุกล้ำน่านน้ำ ข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับและใบรับรองการจับสัตว์น้ำเพื่อไม่ให้มีสินค้าประมงจากการทำการประมงผิดกฎหมายเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต และข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นระยะเวลา 5 ปี และอาจต่ออายุได้อีก 5 ปี ตามที่คู่ภาคียอมรับร่วมกันล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนวันที่บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะสิ้นสุด ทั้งนี้หากมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ แต่ละฝ่ายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และไม่ถือเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
การจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอมาในครั้งนี้นั้น จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในการมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีที่เกี่ยวกับการป้องกันและขจัดการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งเสริมสร้างบทบาทที่เข้มแข็งขององค์กรของไทยในการจัดการประมงในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค

*** เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมชุดใหม่ จำนวน 9 คน ดังนี้
1. นายประพันธ์ เทียนวิหาร ผู้แทนเกษตรกร
2. นายเด่นณรงศ์ ธรรมมา ผู้แทนเกษตรกร
3. นายบุญช่วย มหิวรรณ ผู้แทนเกษตรกร
4. นายสมศักดิ์ ป้องปัญจมิตร ผู้แทนเกษตรกร
5. นายตระกูล สว่างอารมย์ ผู้แทนเกษตรกร
6. นายฉลองชาติ ยังปักษี ผู้แทนเกษตรกร
7. นายปราณพงษ์ ติลภัทร ผู้ทรงคุณวุฒิ
8. นายธนู มีแสงเงิน ผู้ทรงคุณวุฒิ
9. นางวรรณนภา บุญสุข ผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป

------------------------------------------

เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

08/02/2023

สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (7 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ สันติไมตรี (หลังนอก) ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
เรื่อง การลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม [ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับกรณีการโอนอสังหาริมทรัพย์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม]
ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 สำหรับการบริหารจัดการที่ดินของ ส.ป.ก. เกี่ยวกับค่าจดทะเบียนการโอนและนิติกรรม การโอนอสังหาริมทรัพย์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากร้อยละ 1 เหลืออัตราร้อยละ 0.01 ตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ในกรณีดังนี้
1. การโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของที่ดินโอนให้แก่ ส.ป.ก. เพื่อนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ในส่วนที่เจ้าของที่ดินมีหน้าที่ต้องชำระ
2. การโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ ส.ป.ก. โอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เกษตรกรหรือผู้เช่าซื้อที่ดิน ในส่วนของเกษตรกรผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระ

เรื่อง ขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลประทานที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัยปี 2565
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ให้ กษ. โดยกรมชลประทานใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รายละเอียดดังนี้
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคาร และระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และการใช้งานให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีสภาพพร้อมใช้งาน และมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำให้ดีขึ้น สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้
1.2 เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภค-บริโภค และเพื่อกิจกรรมอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. แผนงานโครงการ กรมชลประทานขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,092.72 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลประทานที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากอุทกภัยปี 2565 รวม 1,167 รายการ
3. ผลลัพธ์ของโครงการ กรมชลประทานจะมีอาคารชลประทาน จำนวน 1,167 รายการ ที่มีสภาพพร้อมใช้งาน สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

Photos from OPS Movement's post 20/01/2023

สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 17 มกราคม 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (17 มกราคม 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พ.ศ. ....
กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน ในการก่อสร้างทำนบดิน อาคารหัวงาน และอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่น ตามโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีกำหนดใช้บังคับ 3 ปี โดยให้เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืน ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

12. เรื่อง ขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับเคลื่อนด้วยระบบไฮดรอลิค
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 395.50 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับด้วยระบบไฮดรอลิค รวม 2 รายการ จำนวน 25 เครื่อง ดังนี้
1. เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับด้วยระบบไฮดรอลิค ขนาด 30 นิ้ว จำนวน 15 เครื่อง งบประมาณ 176.70 ล้านบาท
2. เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับด้วยระบบไฮดรอลิค ขนาด 42 นิ้ว จำนวน 10 เครื่อง งบประมาณ 218.80 ล้านบาท
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนการป้องกันบรรเทาและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ อุทกภัย ภัยแล้ง หรือภัยอื่น ๆ อันเกิดจากน้ำ
2. เพื่อให้มีเครื่องสูบน้ำที่เพียงพอพร้อมปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมชลประทาน

13. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ จังหวัดน่าน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ จังหวัดน่าน (โครงการฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 7 ปี (ปีงบประมาณ 2567 - 2573) กรอบวงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 6,200 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและมีปริมาณฝนตกในพื้นที่อยู่ในเกณฑ์สูง จึงเกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลากในฤดูฝนเป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้จึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ในปี 2555 องค์การบริหารส่วนตำบลผาทองจึงขอรับการสนับสนุนโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิพร้อมระบบส่งน้ำจากกรมชลประทาน กษ. ซึ่งกรมชลประทานได้เข้าตรวจสอบพื้นที่โครงการดังกล่าวและเห็นว่าสามารถพัฒนาโครงการเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่นน้ำน่านตอนบนได้
โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ จังหวัดน่าน มีรายละเอียดดังนี้
วัตถุประสงค์ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภคของประชาชนในฤดูแล้ง ตลอดจนช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน รวมถึงสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวและขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดได้
องค์ประกอบโครงการ
1. เขื่อนชนิดหินถมแกนดินเหนียว ความจุ 52.31 ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวเขื่อน 845 เมตร ความสูงเขื่อน 81.5 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 12 เมตร พร้อมอาคารประกอบ (เช่น อาคารส่งน้ำ อาคารทางระบายน้ำล้น)
2. ระบบชลประทานแบบท่อส่งน้ำและคลองส่งน้ำดาดคอนกรีตยาว ความยาวรวม 88.133 กิโลเมตร
ที่ตั้งโครงการฯ บริเวณบ้านวังผา หมู่ที่ 2 ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำยาวและป่าน้ำสวด จำนวน 1,733 ไร่ 84 ตารางวา
โครงการฯ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 35,558 ไร่ (พื้นที่ชลประทานเดิม 19,558 ไร่ และพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 16,000 ไร่) ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตำบล ได้แก่ ตำบลผาทอง ตำบลผาตอ ตำบลป่าคา ตำบลแสงทอง ตำบลศรีภูมิ ตำบลริม ตำบลตาลชุม และเทศบาลตำบลท่าวังผา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน มีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 6,305 ครัวเรือน)

------------------------------------------

เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

Photos from OPS Movement's post 23/09/2022

สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 20 กันยายน 2565
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (20 กันยายน 2565) เวลา 09.00 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

เรื่อง ขออนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ระยะที่ 2
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
เรื่องที่ 1. อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ระยะที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้
วัตถุประสงค์
1. เพื่อบริหารจัดการกองเรือประมงพาณิชย์ โดยรักษาความสมดุลของจำนวนเรือประมงพาณิชย์กับปริมาณสัตว์น้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน
2. เพื่อชดเชยเยียวยาและบรรเทาผลกระทบให้กับเจ้าของเรือประมงจากมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายของภาครัฐ
3. เพื่อให้ชาวประมงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพทำการประมงได้มีโอกาสประกอบอาชีพอื่น
4. เพื่อนำเรือที่ได้รับค่าชดเชยเยียวยาออกนอกระบบอย่างถาวร
เป้าหมาย
เรือประมงกลุ่มที่เหลือจากการชดเชยเยียวยาในระยะที่ 1 (ระยะเร่งด่วน) ที่ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบและพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย คณะทำงานตรวจสอบประวัติ ความถูกต้อง และคุณสมบัติ เรือประมงและเจ้าของเรือและคณะทำงานประเมินราคาเรือประมง ซึ่งตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำความผิดตามกฎหมาย และผ่านการประเมินราคาค่าชดเชย จำนวน 59 ลำ
วิธีดำเนินงาน
คณะทำงานจ่ายเงินเยียวยาเรือประมง โดยกรมประมงดำเนินการจ่ายเงินค่าชดเชย โดยนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของรัฐให้แก่เจ้าของเรือประมงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ดังนี้
1) งวดที่ 1 จ่ายเงินจำนวนร้อยละ 30 ของจำนวนเงินค่าชดเชย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแยกชิ้นส่วนเรือหรือทำลายเรือประมง
2) งวดที่ 2 จ่ายเงินจำนวนร้อยละ 70 ของจำนวนเงินค่าชดเชย หลังจากเจ้าของเรือประมงได้ดำเนินการแยกชิ้นส่วนเสร็จหรือทำลายเรือประมงเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี (งบประมาณปี 2565)
งบประมาณ
งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง จำนวน 59 ลำ งบประมาณ 287.18 ล้านบาท โดยขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (การจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวไม่ได้ใช้อัตราการชดเชยแบบคงที่ โดยเรือแต่ละลำได้รับการชดเชยตามราคาประเมิน ซึ่งผ่านการเห็นชอบของคณะทำงานประเมินราคาเรือประมงภายใต้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายแล้ว)
หน่วยงานรับผิดชอบ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม
เรื่องที่ 2. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการโครงการ โดยมีงบประมาณค่าใช้จ่าย ในการชดเชยเรือประมง จำนวน 59 ลำ เป็นเงิน 287.18 ล้านบาท โดยขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

เรื่อง ขอความเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร บางส่วน เพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุบลราชธานี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร บางส่วน เนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ 0 งาน 51 ตารางวา เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุบลราชธานี
โดยโครงการฯ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 บ้านน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำด้านอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรมของราษฎร โดยโครงการฯ เก็บกักน้ำได้ 6.015 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกในฤดูฝน ประมาณ 5,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 9 หมู่บ้านของอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในเขตอีสานตอนล่างบริเวณชายแดน ไทย - กัมพูชา มีแผนการดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 - 2567 วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 840 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2567 ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างมีผลการดำเนินงานทั้งโครงการ ร้อยละ 18 โดยได้ก่อสร้างถนนทางเข้าโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทำนบดินหัวงานและอาคารประกอบ ส่วนการก่อสร้างระบบส่งน้ำ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมทบทวนแบบก่อสร้างคลองส่งน้ำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินของเกษตรกรในปัจจุบัน

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
แต่งตั้ง นายวัชระ เสือดี วิศวกรชลประทานเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) (วิศวกรชลประทานทรงคุณวุฒิ) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

------------------------------------------

เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ องค์กร ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
Bangkok
10200