ASEAN Report
14/11/2022
ถ้าชิปคือน้ำมัน
ใครคือผู้นำการผลิตในอาเซียน
14พย.65-ข่าวอาเซียน
เวลานี้อาเซียนกำลังแย่งชิงกันเป็นเบอร์หนึ่ง ของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ของภูมิภาคกันอย่างแข่งขัน เพราะสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่ก็ไม่สามารถก้าวขึ้นมายืนตำแหน่งนี้ได้ง่ายนัก เพราะมีความท้าทายรออยู่ ขณะเดียวกันช่วง 3 ปีมานี้ อาเซียนได้เปรียบภูมิภาคอื่นของโลก หลังจากเกิดสงครามการค้าระหว่าง จีนและสหรัฐฯ ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ย้ายออกจากจีน และอาเซียนคือเป้าหมายปลายทาง
เวียดนาม
เวียดนามกำลังฉวยโอกาสเป็นผู้ชนะ ในสงครามการค้า ในการย้านฐานผลิต ออกจากจีน โดยเฉพาะเมื่อจีนประกาศชัดว่า จะปิดประเทศต่อไปตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ แต่เวียดนามก็ต้องทำงานหนักมาก โดยเฉพาะการสร้างแรงงานฝีมือ
เว็บไซต์ asiatimes รายงานว่า ดูเหมือนว่า เวียดนามคือเป้าหมายใหญ่ ในการย้ายฐานออกจากจีน สังเกตได้จากการย้ายเข้าของบริษัทเทคชั้นนำ ในรอบหลายปีที่ผ่านมาเช่น
1 บริษัทแอปเปิ้ล ของสหรัฐฯ
จะย้ายฐานไปเวียดนาม โดยจะเริ่มผลิตได้ในปี 2568 ได้แก่
- ย้ายฐานผลิตไอแพด ร้อยละ 20 ออกจากจีน
- ย้ายฐานผลิตแมคบุ๊กส์ ร้อยละ 5 ออกจากจีน
- ย้ายฐานผลิตแอปเปิ้ลวอท์ช ร้อยละ 20 ออกจากจีน
- ย้ายฐานผลิต แอร์พอดส์ ร้อยละ 65 ออกจากจีน
2 บริษัทเสี่ยวหมี่ของจีน
ย้ายการผลิตอุปกรณ์บางส่วนไปเวียดนามแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564
3 บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้
เข้าไปตั้งโรงงานใหญ่ที่เมืองบัคนิงห์ มูลค่า 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ( 25,000 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2557 และในรอบ 8 ปีมานี่ได้เพิ่มการลงทุนเป็น 17,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (645,000 ล้านบาท)
4 บริษัทอินเทลของสหรัฐฯ
เข้าไปเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในโฮจิมินห์ซิตี้ มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(37,000 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2549
อาจกล่าวได้ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ผู้ชนะคือเวียดนาม
ตั้งแต่ปี 2553-2563 การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของเวียดนามโตปีละร้อยละ 28.6 และโตในอัตรานี้มาตลอดทุกปี นอกจากผลประโยชน์ของสงครามการค้า เวียดนามเองก็มีการปรับกฎหมายการลงทุนเมื่อปี 2543 ให้ทันสมัยและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติด้วย กฎหมายฉบับนี้ปรับปรุงจนสมบูรณ์ดีในปี 2558 มีจุดเด่นคือ
- ให้ต่างชาติถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามได้
- บริษัทต่างชาติไม่จำเป็นต้องเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม ของเวียดนามอีกต่อไป
- ทำให้การผลิตก้าวหน้า ทันสมัย ฉุดเวียดนามขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตระดับโลก
- เปิดทางให้ต่างชาติดำเนินการผลิตสินค้าไฮเทคได้เองนี้ ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดี และส่งมอบสินค้าให้ตลาดโลกได้ทัน
กลางทศวรรษ 2540 ต้นทุนการผลิตสินค้าไฮเทคในเวียดนาม ต่ำสุดในอาเซียน ทำให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วงเวลานี้เงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ไหลเข้าเวียดนามมากที่สุด
ในช่วงทศวรรษ 2550 เกิดแนวคิด จีนบวกหนึ่ง หรือ China plus one
ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หลายบริษัทย้ายเข้า ทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ จากอันดับที่ 47 ในปี 2544 เป็นอันดับที่ 10 ในปี 2563 ทำให้มูลค่าส่งออกสินค้ารวมคิดเป็นร้อยละ 1.8 ของการส่งออกของทั้งโลก
ห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ในเวียดนาม
ส่วนใหญ่เป็น “อุตสาหกรรมกลางน้ำ” ที่ผลิตเพื่อส่งออก
ส่วน “อุตสาหกรรมต้นน้ำ” เช่นการออกแบบ ผลิตชิ้นส่วนประกอบ เป็นของต่างประเทศ และ “อุตสาหกรรมปลายน้ำ” ประกอบเป็นสินค้าและจำหน่าย จะอยู่ที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้
ทั้งนี้เวียดนามเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อส่งออกได้เพียงร้อยละ 55
เพราะบริษัทที่เข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ไม่ใช่บริษัทท้องถิ่นเวียดนาม
จึงเก็บเกี่ยวประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี FTA ที่ทำไว้กับสหภาพยุโรป EU ได้ไม่เต็มที่ เวลานี้เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ คือการยกระดับ “ห่วงโซ่มูลค่า” การผลิตให้สูงขึ้นแต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ “เพิ่มทักษะแรงงาน” หรือ upskill จากชั้นล่างเป็นชั้นสูง เพื่อให้บริษัทต่างชาติด้านเทคใน “อุตสาหกรรมต้นน้ำ” วางใจ ในการย้ายฐานมาเวียดนามเพิ่ม และใช้แรงงานของเวียดนาม ในการผลิตและออกแบบสินค้าไฮเทค ซึ่งเวียดนามจะได้ประโยชน์สูงสุด
ปัญหาใหญ่สร้างแรงงานเทคไม่ทัน
เรื่องนี้คือปัญหาใหญ่ของเวียดนาม หากการสร้างทักษะทำไม่ทัน เวียดนามต้องดึง กลุ่ม “เวียดเคียว” หรือนักเรียนนอกกลับบ้าน ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะประมาท ในเรื่องการขาดแรงงานทักษะ แม้จะบรรจุเอาไว้ในแผนพัฒนาแห่งชาติ ปี 2564-2573 แต่การสร้างคนก็ไม่ทันกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ พัฒนาไปเร็วกว่า
- กระบวนการเรียน จนทำงานได้ของเวียดนาม เวลานี้อยู่ที่ 10.2 ปี
- หมายความว่าเมื่อเด็ก เข้าเกณฑ์เรียนเมื่ออายุ 7 ปี จะเข้าทำงานในระบบได้เมื่ออายุ 17 ปี
- ซึ่งมีจำนวนนักเรียนที่จบการศึกษาภาคต้นราว 6.9 ล้านคน
- แต่ในจำนวนนักเรียนราวร้อยละ 28.6 เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ยังไม่ทำงาน
- ขอศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเพียง 2 ล้านคน
- แต่เวียดนามต้องการเด็กที่เข้าไปเรียนในระดับสูง ที่จะทำงานด้านเทคโนโลยีได้ 3.8 ล้านคน ซึ่งยังขาดอีก 1.8 ล้านคน
ดังนั้นเวียดนามจะอยู่ในภาวะบีบคั้นอย่างแรง ว่าจะขยับฐานตัวเองขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ นี้ได้หรือไม่
------------------------------
มาเลเซีย
อุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ ของมาเลเซีย ได้ประโยชน์สูงมาก ในช่วงที่โลกต้องการเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อผลิตคอมพิวเตอร์ แลปท้อป และโทรศัพท์มือถือ เพื่อทำงานทางไกลออนไลน์ ในช่วงระบาดโควิด19
นอกจากนั้นมาเลเซีย ยังมีความใกล้ชิดกับบริษัทเทคในสหรัฐฯ ปลายปี 2564 นางจีนา ไรมอนโด รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ร่วมหารือกับฝั่งมาเลเซีย และยอมรับว่า สหรัฐฯจะร่วมลงทุนกับมาเลเซีย ในการสร้างห่วงโซ่อุทานเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีความโปร่งใส ยืดหยุ่นและมั่นคงกับมาเลเซีย
บริษัทเทครายใหญ่ที่ลงทุนในมาเลเซียแล้วเช่น
1 บริษัทอินเทล ของสหรัฐฯ
โดยจะเข้าไปตั้งโรงงานที่นิคมปลอดภาษี บายัน ละปาส (bayan lepas) ในเกาะปีนัง
และนิคมไฮเทคคูลิม ในรัฐเคดาห์ รวมมูลค่า 7,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (265,000 บาท) ใหญ่กว่าที่ลงทุนในเวียดนาม โครงการนี้สร้างงานได้ 4000 ตำแหน่ง และระหว่างก่อสร้างสร้างงานอีก 5000 ตำแหน่ง
2 Nexperia จากเนเธอร์แลนด์
ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ สำหรับอุตสาหกรรมอัตโนมัติ
3 Infineon จากเยอรมนี
ผู้ผลิต ซิลิคอนคาร์ไบด์ และ แกลเลี่ยม ไนไตรด์ ส่วนประกอบของเซมิคอนดักเตอร์
4 AT&S จากออสเตรีย
ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์
5 Applied Engineering จากสหรัฐฯ
ผู้วางระบบเพื่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ การทหาร การบิน และอื่นๆ
6 Mercedes-Benz จากเยอรมนี
ตั้งศูนย์โลจิสติกส์เอเชียแปซิฟิกในมาเลเซีย
7 BASF จากเยอรมนี
เข้าไปตั้งโรงงานผลิตด้านเคมีภัณฑ์
8 H&R จากเยอรมนี
เข้าไปตั้งโรงงานผลิตในมาเลเซีย
9 Turkish Aerospace จากตุรกี
เข้าไปตั้ง ศูนย์ พัฒนาระบบการบิน ทั้งอากาศยานไร้คนขับ เฮลิคอปเตอร์ และสร้างระบบนิเวศน์ทางการบิน
สำนักงานส่งเสริมการลงทุนของมาเลเซียหรือ NIA เผยว่า มาเลเซียมีแผน สร้างชาติให้อยู่แนวหน้าของศูนย์กลางการลงทุนและสร้างงานคุณภาพสูงของโลก ในแผนพัฒนาชาติฉบับที่ 12 กำหนดให้อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนกิส์และไฟฟ้าหรือ E&E เป็นอุตสาหกรรมหลักสำคัญสุดของชาติ และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก
โดยสำนักงานพัฒนาการลงทุนหรือ MIDA ของมาเลเซีย ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สภาหอการค้าอเมริกันในมาเลเซีย เป้าหมายเพื่อดึงดูดบริษัทด้านเทคของอเมริกันเข้าไปลงทุนในมาเลเซีย ขับเคลื่อนไปสู่การลงทุนในอุตสาหกรรม4.0 รวมทั้งร่วมกันสร้างทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการขยายตัวการลงทุน โดยมีบริษัทอินเทลเป็นหัวเรือหลักในการพัฒนากำลังคน โดยเวลานี้อินเทลจ้างงานแรงงานด้านเทค ในมาเลเซียแล้ว 13,000 คน
เวลานี้มาเลเซียขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ของโลกในอุตสาหกรรมทดสอบและบรรจุเซมิคอนดักเตอร์ semiconductor packaging and test คิดเป็นร้อยละ 12 ของตลาดโลก รองจากไต้หวันและจีน ขณะที่การสร้างแรงงานเทคในมาเลเซียนั้นมีการวางแผน ด้านการศึกษามาตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ มูฮัมหมัด ในสมัยแรก เมื่อปี 2543 ทำให้มาเลเซียเดินหน้าไปไกลกว่าใครในการสร้างแรงงานชั้นสูง
#ผู้นำชิปอาเซียน
#ชิปอาเซียน
#เซมิคอนดักเตอร์เวียดนาม
#เซมิคอนดักเตอร์มาเลเซีย
#แรงงานชั้นสูงอาเซียน
ติดตามข่าวหุ้นและการลงทุนทางไลน์
• Line : https://lin.ee/TQ14oAe
———————————————————————
ติดตาม TNN Wealth ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Website : https://bit.ly/TNNWealthWebsite
• Youtube : https://bit.ly/TNNWealthYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNWealthTikTok
หรือดูรายการ Live ได้ทาง https://bit.ly/3HmUu4O
10/10/2022
สปป. ลาวจับมือสิงคโปร์
ลงทุนพลังงานทางเลือก
10 ต.ค. 65 - ข่าวอาเซียน
เว็บไซต์ loatiantimes รายงานว่า สปป. ลาวและสิงคโปร์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU รวม 4 ฉบับ เพื่อประกันว่าจะร่วมมือกันลงทุน ในพลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน และการอนุรักษ์สิงแวดล้อม เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ภายในปี 2567 ที่จะถึงนี้
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี พันคำ วิพาวันแห่งสปป. ลาว ได้เดินทางไปเยือนสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28-29 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีหลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ นับเป็นการเยือนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีสปป. ลาว นับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่ง
MOU ที่ 2 ประเทศลงนามกันนั้นมีความสำคัญต่อการลงทุนและร่วมมือกันในอนาคต โดยเฉพาะสปป. ลาว ต้องการให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศ ขณะที่สิงคโปร์ ก็ต้องการลงทุนในโครงการ BCG และโครงการพลังงานสะอาด โดย MOU ทั้ง 4 ฉบับคือ
1) บันทึกความเข้าใจ จัดตั้งการหารือสองฝ่าย โดยกระทรวงการต่างประเทศ
2) บันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือทางเทคนิคและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการบริหารจัดการน้ำ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสิงคโปร์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสปป. ลาว
3) บันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือด้านพลังงาน ระหว่างกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์และกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของสปป. ลาว
4) บันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือด้านดิจิทัล ระหว่างกระทรวงการสื่อสารและข้อมูลของสิงคโปร์ กับกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีของสปป. ลาว
สำหรับ MOU ความร่วมมือด้านพลังงานนั้น เน้นการใช้ทรัพยากรที่สปป. ลาวมีอยู่เพื่อผลิตพลังงานสะอาด การร่วมมือกันพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาค การส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนภายในอาเซียน จากสปป.ลาว ผ่านไทย มาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ รวมถึงการพัฒนาระบบ และมาตรการทางไฟฟ้าให้ปลอดภัยได้มาตรฐาน มีการรายงานและตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่า เป็นการส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดคาร์บอนต่ำจริง
โดยก่อนหน้านี้ สปป.ลาว และบริษัท Keppel Electric สิงคโปร์ ได้ลงนามซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด จากสปป. ลาวขนาด 100 เมกะวัตต์ โดยส่งผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน ในโครงการ Asean Power Grid ปริมาณไไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์นี้เพียงพอกับความต้องการใช้พลังงานในช่วงสูงสุดหรือ peak time เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ซึ่งคาดว่าสิงคโปร์จะต้องหาซื้อพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นอีกเป็น 4,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2035 หรือราวร้อยละ 30 ของปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้ทั้งหมด
ทางด้าน ดร. ตันซีเหล็ง รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ คนที่ 1 เผยว่า การซื้อพลังงานสะอาดจากสปป.ลาว จะช่วยกระตุ้นการซื้อขายพลังงานในอาเซียน และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและส่งเสริมสิ่งแวดล้อม สร้างงานและสร้างเศรษฐกิจให้สปป.ลาวและสิงคโปร์
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศในอาเซียน ต่างต้องปฏิบัติตาม สัญญาที่ให้ไว้ในการประชุม ภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP 26 ที่จะลดปริมาณคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ได้ตามช่วงเวลาที่ประกาศไว้ โดยสิงคโปร์ให้สัญญาไว้ว่าจะบรรลุผลให้ได้ในปี 2050 หรือ 2593 ดังนั้นการซื้อพลังงานสะอาดมาใช้ หรือการลงทุนในพลังงานสะอาด จะสร้างคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศนั้นๆ และส่งผลดีต่อสภาพภูมิอากาศ และช่วยการดูแลไม่ให้โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซี่ยส โดยความร่วมมือด้านการดูแลสภาพภูมิอาอากศนั้นสิงคโปร์และสปป.ลาว จะแลกเปลี่ยนความรู้และผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน เพื่อร่วมกันลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวในสปป. ลาว
นอกจากนั้นสิงคโปร์ จะให้ความช่วยเหลือเรื่องการท่องเที่ยว การจัดทำระบบบริหารราชการเป็นดิจิทัล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล รวมทั้งการบริหารข้อมูลดิจิทัลแก่สปป.ลาว และการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนด้วย
#สิงคโปร์ซื้อไฟฟ้าลาว
#ลาวขายไฟฟ้า
#ไฟฟ้าลาวขายอาเซียน
#สิงคโปร์ลงทุนลาว
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
118/1 ชั้น 5 อาคารทิปโก้ ถ. พระราม 6 แขวง สามเสนใน เขต พญาไท
Bangkok
10400