Make Saints
25/06/2026
✨Playful Nanny ✨
ยกระดับพี่เลี้ยงให้เป็นคนสร้างพัฒนาการผ่านการเล่น
เด็กวัย 2–6 ปี
ไม่ได้ต้องการคนที่คอยเฝ้า
แต่ต้องการ “ผู้ใหญ่ที่เล่นเป็น”
#3 เรี่องที่พี่เลี้ยงยุคใหม่ต้องรู้
1. ทำไมต้องเล่น
2. เล่นแล้วดียังไง
3. เล่นยังไงให้เหมาะกับวัยน้อง
✅ อยากให้พี่เลี้ยงใช้เวลากับลูกอย่างมีประสิทธิภาพ (ไม่แค่กินกับนอน)
✅ แต่ช่วยให้ลูก กล้าคิด กล้าลอง รู้จักและจัดการอารมณ์ตัวเองได้
เหมาะสำหรับ
1. Upskill พี่เลี้ยงให้เริ่มเล่นมากกว่าเลี้ยง
2. พี่เลี้ยงเด็ก ครูพี่เลี้ยง
Prompt Care Academy ร่วมกับ Make Saintsในการพัฒนากิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะและเตรียมพร้อมเรื่องการเล่นของผู้ดูแลเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ก่อนเป็นอันดับแรก
#สิ่งทื่จะได้รับ
- วิธีการเล่นกับลูกได้จริงที่บ้าน
- เข้าใจว่าการเล่นพัฒนาสมองและใจลูกอย่างไร
- เรียนรู้ Play Toolkit ที่ใช้ได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งของเล่นแพง
📆 เสาร์ 25 ก.ค 69 เวลา 09.00-16.00 น.
สถานที่ : ร้าน The 66 Cottage - สุขุมวิท 66 (BTS อุดมสุข ทางออก 2)
มารถส่วนตัวจอดฟรี
ราคา : 2,390 บาท/ท่าน
(2 ท่าน 4,500 บาท)
>> ราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว ได้รับใบประกาศนียบัตรหลังจากเรียนจบ
✨Playful Nanny ✨
ยกระดับพี่เลี้ยงให้เป็นคนสร้างพัฒนาการผ่านการเล่น
เด็กวัย 2–6 ปี
ไม่ได้ต้องการคนที่คอยเฝ้า
แต่ต้องการ “ผู้ใหญ่ที่เล่นเป็น”
#3 เรี่องที่พี่เลี้ยงยุคใหม่ต้องรู้
1. ทำไมต้องเล่น
2. เล่นแล้วดียังไง
3. เล่นยังไงให้เหมาะกับวัยน้อง
✅ อยากให้พี่เลี้ยงใช้เวลากับลูกอย่างมีประสิทธิภาพ (ไม่แค่กินกับนอน)
✅ แต่ช่วยให้ลูก กล้าคิด กล้าลอง รู้จักและจัดการอารมณ์ตัวเองได้
เหมาะสำหรับ
1. Upskill พี่เลี้ยงให้เริ่มเล่นมากกว่าเลี้ยง
2. พี่เลี้ยงเด็ก ครูพี่เลี้ยง
Prompt Care Academy ร่วมกับ Make Saints ในการพัฒนากิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะและเตรียมพร้อมเรื่องการเล่นของผู้ดูแลเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ก่อนเป็นอันดับแรก
#สิ่งทื่จะได้รับ
- วิธีการเล่นกับลูกได้จริงที่บ้าน
- เข้าใจว่าการเล่นพัฒนาสมองและใจลูกอย่างไร
- เรียนรู้ Play Toolkit ที่ใช้ได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งของเล่นแพง
📆 เสาร์ 25 ก.ค 69 เวลา 09.00-16.00 น.
สถานที่ : ร้าน The 66 Cottage - สุขุมวิท 66 (BTS อุดมสุข ทางออก 2)
มารถส่วนตัวจอดฟรี
ราคา : 2,390 บาท/ท่าน
(2 ท่าน 4,500 บาท)
>> ราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว ได้รับใบประกาศนียบัตรหลังจากเรียนจบ
24/06/2026
เป็นบทความที่วิเคราะห์ได้ตรงประเด็นมาก
เล่นอิสระ vs เล่นกับai
ถอดบทเรียน "Toy Story 5"
บทเรียนที่ 1 "ในวันที่เด็กหยุดเล่น"
🧸🪀🦖🦕🚗
เหล่าของเล่นต่างถูกทอดทิ้งไว้ในสวนหลังบ้าน
เพราะเด็กๆ ในบ้านเลิกเล่นพวกเขา
และใช้เวลาอยู่กับหน้าจอแทน
"เจสซี่" ของเล่นคาวเกิร์ล
พยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอประกาศกร้าวว่า
"เธออยากให้โลกนี้ดีขึ้น เด็กควรได้เล่น"
แต่สิ่งที่เจสซี่และเหล่าของเล่นต้องต่อสู้ด้วย
คือเทคโนโลยีที่ตอบสนองทุกอย่างได้ดังใจ
"ของเล่น" ทำให้เด็กๆ ต้องใช้พลังของตัวเอง
และการลุกขึ้นมาเล่นด้วยตัวเอง
ของเล่นเป็นสื่อกลางที่ทำให้จินตนาการ
ออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความเป็นจริง
แต่เทคโนโลยีทำทุกสิ่งแทนได้
ตอบสนองทุกความต้อง
สร้างความสนุกตลอดเวลา
ตอบทุกคำถามอย่างไม่มีเบื่อ
โดยที่เด็กไม่จำเป็นต้องพยายามคิด
หรือลุกขึ้นมาใช้พลังแห่งวัยเยาว์ที่มีเลย
เจสซี่ได้ชวนเหล่าของเล่นเทคโนโลยีมาเล่นกับเด็กหญิง
ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าการเล่นที่เกิดขึ้นนั้นสนุกอย่างน่าเหลือเชื่อ
เพราะการเล่นเกม ไม่เหมือนการเล่นอิสระ
และไม่เหมือนการเล่นบทบาทสมมติ (Make-Believe)
เพราะการเล่นเกม ฝ่ายเทคโนโลยีเป็นผู้สร้างการเล่น
แต่การเล่นอิสระและบทบาทสมมติ เด็กเป็นฝ่ายสร้างการเล่น
แม้การเล่นเกมจะสร้างความสนุก
แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นใหม่
แต่การเล่นอิสระสดใหม่และเต็มไปด้วยพลังเสมอ
**********
ถ้าเด็กๆ ไม่ได้เล่น
เด็กๆ คงข้ามบันไดพัฒนาการขั้นที่สำคัญมากๆ ไป
นั่นคือ "การเล่นตามจินตนาการ"
เพื่อพัฒนาความคิดเชิงนามธรรม
ซึ่งนำไปสู่การเข้าใจเหตุผล
การเข้าใจตัวเอง ผู้อื่น และโลกใบนี้
วัยเยาว์ของเด็กๆ คงไม่ต่างอะไรกับวัยอื่นๆ
สุดท้ายเด็กต้องโตขึ้นเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่
เทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตอยู่ดี
แต่วัยเด็กไม่มีวันย้อนกลับมา
ถ้าเราจะยื่นเทคโนโลยีให้เด็กๆ
ไม่ต้องรีบร้อน เพราะไม่ว่าอย่างไร
เด็กๆ เรียนรู้และปรับตัวได้ทันอยู่ดี
**********
"อย่ากลัวที่จะให้เด็กๆ ได้เจอกับความเบื่อ
เพื่อให้หัวใจและสมองของเด็กๆ ได้นำทาง
ให้ร่างกาย แขนขา นิ้วมื้อน้อยๆ ได้ทำงาน
นำพาพวกเขาออกเดินทางและเติบโต
เด็กจำเป็นต้องเล่นและเล่นตอนนี้"
💬 "ทำไมเด็กต้องเล่นอิสระ?"
การเล่นไม่ได้ต้องหมายถึงแค่การเล่นของเล่น
การเล่นสนุก การเล่นเกม การวิ่งเล่น
แต่ความหมายที่แท้จริงสำหรับของการเล่นของเด็ก
คือ "สิ่งใดก็ตามที่ฉันทำ เพราะฉันสนใจและอยากทำ"
การเล่นอิสระที่แท้จริงจึงเกิดขึ้นเมื่อเด็กเบื่อ
และพยายามคิดหว่าวิธีแก้เบื่อ
เมื่อนั้นการเล่นได้เกิดขึ้น
ที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องหยุดคิดแทน
และบอกเด็กว่า "เขาต้องทำอะไร"
**********
🧸 "ความสำคัญของการเล่นอิสระ"
(1) "การเล่นคือการสำรวจโลกของเด็ก"
การสำรวจสิ่งต่างๆ นำไปสู่การรับรู้ตัวเอง
เมื่อเด็กรู้ว่า สิ่งต่างๆ เป็นเช่นไร
มีความแตกต่างกันอย่างไร
ทำให้เขาได้รู้จักตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
เด็กได้เรียนรู้ว่าเขาชอบอะไร เช่น
-ถ้ามีของเล่นมากมาย เด็กเลือกเล่นในสิ่งที่เขาสนใจ
"ฉันชอบเล่นรถ เพราะมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้
ตุ๊กตากับสีไม้น่าเบื่อเกินไปสำหรับฉัน"
เด็กได้เรียนรู้ว่าเขาไม่ชอบอะไร เช่น
-พื้นทรายเปียก กับ พื้นทรายแห้งต่างกัน
"ตัวฉันชอบพื้นทรายแบบแห้งมากกว่า
เพราะฉันไม่ชอบอะไรที่เฉอะแฉะ"
***
(2) "การเล่นทำให้เขาเรียนรู้ว่าวัตถุมีอยู่จริง (Object permanence) สู่การรับรู้ตัวเองและผู้อื่น"
แม้ไม่อยู่ในสายตา สิ่งนั้นไม่ได้หายไปจากโลก
นำไปสู่การที่คนก็มีอยู่จริง "พ่อแม่มีอยู่จริง"
พ่อแม่ส่งเขาที่โรงเรียนแล้วกลับบ้านไป
พ่อแม่ไม่ได้หายไปจากโลกใบนี้
การเล่นที่ช่วยให้เด็กๆ รับรู้ว่าวัตถุมีอยู่จริง
ได้แก่ การเล่นจ๊ะเอ๋ (Peek-a-boo) ในเด็กเล็ก
และการเล่นซ่อนแอบ (Hide and seek) ในเด็กที่โต
เมื่อรับรู้ตัวเองและพ่อแม่
เด็กพัฒนาการเล่นไปสู่การเล่นกับเพื่อน
ทักษะทางสัมคมจึงก่อตัว
-สบตา มองเห็น รับรู้ กันและกัน
-สื่อสาร พูดคุย รับฟัง ประนีประนอม
-ลดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และใส่ใจ
***
(3) "เด็กได้เรียนรู้การแก้ปัญหาแรกในชีวิตจากการเล่น"
สำหรับเด็กปัญหาแรกๆ ที่เขาเจอและเขาอยากแก้มัน
เช่น
- เปิดฝาแป้งโดว์ไม่ออก
- เทน้ำยังไงไม่ให้กระฉอกออกจากแก้ว
- สร้างภูเขาทรายสูงยังไงไม่ให้ถล่ม
ไปจนถึงปีนต้นไม้อย่างไรดีถึงจะไปถึงยอดไม้ได้
หากเด็กไม่เคยเผชิญปัญหาเล็กๆ
เขาจะขาดโอกาสในการคิดแก้ปัญหา
***
(4) "เด็กได้พัฒนาการเชื่อมโยงและแผ่ขยายข้อมูล"
ตัวอย่าง
เด็กเข้าใจรูปทรงสี่เหลี่ยม
ผ่านการเล่น "บล็อกไม้สี่เหลี่ยม"
นำไปสร้างบ้าน ตึก ถนน และอะไรได้มากมาย
***
(5) "การเล่นทำให้เด็กได้เปลี่ยนถ่ายนามธรรมสู่รูปธรรม"
จินตนาการได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านการเล่น
เช่น
- บ้านหลังเเรกในชีวิตของเขาอาจจะสร้างโดยบล็อกไม้
- รถคันแรกที่เขาอยากขับ เป็นรถที่ทำจากกล่องลัง
- สร้อยเส้นแรกทำมาจากหลอดร้อยใส่ไหมพรม
**********
หน้าที่สำคัญตามพัฒนาการของเด็กคือการเล่น
และการเล่นที่ดีคือการเล่นที่ปราศจาการการชี้นำ
ให้เขาได้ใช้จินตนาการนำทางและเล่นอย่างเต็มที่
ภายใต้ขอบเขต "กฎ 3 ข้อ"
-ไม่ทำร้ายตัวเอง
-ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-ไม่ทำลายข้าวของ
หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการเป็นพื้นที่ปลอดภัย
และจัดเตรียมพื้นที่ให้เด็กๆ เล่น
1. สถานที่ให้ปลอดภัย พร้อมเล่น พร้อมเลอะ
โดยที่เราไม่ต้องคอยห้ามหรือจำกัดเด็กๆ เกินไป
2. วัสดุ อุปกรณ์ที่เหมาะกับวัยให้เขาเลือกใช้
การเล่นไม่ควรจำกัดอยู่ที่ของเล่น
แต่การเล่นควรหมายรวมถึงการสร้างสิ่งต่างๆ
ตามจินตนาการของเด็ก ได้แก่
- ของเล่นที่ไม่สำเร็จรูป (Free form)
เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อต่างๆ ดินนำมัน
- ของเล่นจากธรรมชาติ
ทราย ดิน หิน ใบไม้ กิ่งไม้
- Loose parts หรือ วัสดุต่างๆ
เช่น ห่วง ไม้ไอศกรีม ผ้า ฝาขวด ขวดพลาสติก และอื่นๆ
บางครั้งเราพบว่าเด็กบางคนชอบเล่นในกล่องลัง
มากกว่าบ้านพลาสติกราคาแพงเสียอีก
ที่สำคัญ เด็กวัย 0-6 ปี ผู้ใหญ่ควรดูแลใกล้ชิดและ
ค่อยๆ เขยิบถอยห่างลง ให้เด็กเล่นในสายตาเพื่อความปลอดภัย
**********
🧸🪁🪀🚂
ถ้าเด็กๆ หยุดเล่น
พวกเขาได้หยุดเป็นเด็ก
เมื่อเด็กไม่ได้เป็นเด็กในวัยเยาว์
แม้จะเติบโตต่อไปในวัยต่อไปได้
แต่บางสิ่งในชีวิตที่สำคัญคงสูญหายไป
และสั่งนั้นอาจจะทำให้เขาต้องกลับมาพยายาม
เติมเต็มตัวเองในอนาคต
เด็กทุกคนเป็นเด็กได้เพียงครั้งเดียว
วัยเยาว์ผ่านไปแล้วผ่านเลย
"เด็กต้องเล่นเดี๋ยวนี้"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
24/06/2026
Part2
ถอดบทเรียน "Toy Story 5"
บทเรียนที่ 2 "เลี้ยงลูกในวันที่เทคโนโลยีรายล้อม"
🧸🦄🚀🦖
"บอนนี่" เด็กหญิงวัย 8 ปี
เธอยังคงเล่นของเล่นตามจินตนาการ
ในขณะที่เพื่อนๆ ของเธอหยุดเล่นของเล่น
และเล่นอยู่ในสังคมออนไลน์ผ่านหน้าจอ
เดิมทีบอนนี่เป็นเด็กขี้อายและใช้เวลาปรับตัว
แต่เธอก็เป็นเพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่ง
ที่อยากมีเพื่อนและได้รับการยอมรับจากเพื่อน
ซึ่งเพื่อนๆ ของเธอต่างคิดว่า
"เด็กๆ ที่ยังเล่นของเล่นคือเด็กเล็กๆ
เด็กวัยพวกเขาไม่ควรเล่นของเล่นแล้ว"
🐸⬛
พ่อแม่คิดว่าการที่บอนนี่มีเทคโนโลยี "ลิลลี่แพด"
เหมือนเพื่อนๆ จะทำให้เธอเข้ากับเพื่อนง่ายขึ้น
แม้ในตอนแรกดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
บอนนี่เล่นเกมกับเพื่อนทางออนไลน์ได้
เธอสามารถส่งข้อความหาเพื่อนเพื่อพูดคุย
จนทำให้เพื่อนๆ ชวนเธอไปนอนค้างที่บ้านสำเร็จ
แต่สิ่งที่บอนนี่ไม่รู้เลยคือ "เพื่อนยอมรับเธอจริงไหม"
(มีสปอยล์เนื้อเรื่อง)
สุดท้ายเพื่อนๆ ของบอนนี่ต่างก็ล้อเลียนเธอ
เพียงเพราะบอนนี่ยังรักและเล่นกับของเล่น
พวกเขาส่งข้อความทำร้ายจิตใจบอนนี่
โชคดีที่บอนนี่ยังมีพ่อแม่ที่เธอไว้ใจ
เธอยอมให้แม่อ่านข้อความที่เพื่อนส่งมา
พ่อแม่ช่วยบอนนี่แก้ปัญหา
โดยให้เธอหยุดเข้าไปในสังคมออนไลน์ทันที
และเคียงข้างเธอในวันที่ไม่พร้อม
**********
📱 "เลี้ยงลูกในวันที่เทคโนโลยีรายล้อม" 🖥️
❤️ (1) "สายสัมพันธ์คือทุกสิ่ง"
สายสัมพันธ์ที่พ่อแม่มีกับลูกวันนี่
กำหนดสายสัมพันธ์ในอนาคตของลูกกับเรา
ในปัจจุบัน เราหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีไม่ได้
แต่เราเลือกที่จะสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งพอ
ที่จะทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ใช่คนหลักที่ลูกจะนึกถึงและปรึกษา
แต่เป็นเราที่ลูกนึกถึงและอยากให้เราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา
ทั้งนี้พ่อแม่เป็นคนเลือกได้ว่า
เราจะสร้างสัมพันธ์กับลูกแบบใดในวัยเยาว์ของเขา
สายสัมพันธ์นั้นจะเป็นฐานทางใจของลูกไปตลอดชีวิตของเขา
เด็กๆ โตเร็วกว่าที่เราคิดและช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ขอให้เราอยู่ตรงนั้นทั้งตัวและหัวใจ
"ไม่มีเทคโนโลยีใดแทนที่พ่อแม่ของลูกได้"
***
❤️ (2) "Self-esteem ต้องสร้างตั้งแต่วัยเยาว์"
เด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองจะมั่นคง
ไม่ไขว้เขวต่อการถูกผู้อื่นกระทบหรือบั่นทอน
เขาจะกล้ายืนหยัดและปกป้องตัวเองได้
บอนนี่อาจจะขาดความมั่นใจ
ทำให้เธอไม่มั่นคงและไม่กล้ายืนหยัดเพื่อตัวเธอเอง
ซึ่ง Self-esteem ที่ดีต้องสร้างตั้งแต่เล็กๆ
เริ่มต้นจาก...
ขั้นที่ 1 "พ่อแม่รักและการยอมรับลูกอย่างที่เขาเป็น"
เมื่อเด็กรับรู้ว่าตัวเองเป็นที่รักของพ่อแม่
เด็กจึงเริ่มที่รับรู้รู้ว่าตัวเองมีความสำคัญ
เขาจะพัฒนาการรักตัวเองได้ในเวลาต่อมา
ขั้นที่ 2 "เด็กสามารถดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานได้"
ร่างกายเป็นของเขา เมื่อเขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
เช่น กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว เข้าห้องน้ำเอง
ขั้นที่ 3 "เด็กสามารถดูแลรับผิดชอบของของตัวเอง
และพื้นที่ที่ใช้งาน"
เมื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือกและทำได้
เช่น ของเล่น/ของใช้ของเขา เก็บกวาดหลังกินข้าวเสร็จ
เด็กจะมีความมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ นอกบ้าน
ขั้นที่ 4 "เด็กทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้อื่น
เขาจึงรับรู้คุณค่าในตัวเอง"
เมื่อเด็กทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
เช่น ทำงานบ้าน ช่วยคนอื่นทำงาน
เขารับรู้ว่าตัวเองเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
คุณค่าค่อยๆ เติบโตและเบ่งบาน
ขั้นสุดท้าย "ยืนหยัด ไม่หวั่นไหว ปกป้องตัวเอง"
เด็กที่รับรู้คุณค่าในตัวเอง จะมีความมั่นใจ
ที่จะยืนหยัดและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ
เช่น เมื่อเพื่อนมาพูดไม่ดี ทำไม่ดีด้วย
เด็กจะไม่ยอมรับสิ่งนั้น เพราะเขารู้ว่าตัวเองมีคุณค่า
และเมื่อเพื่อนทำไม่ดี หรือ ทำร้ายตัวเขา
เด็กจะเลือกปกป้องตัวเองและคุณค่าเอาไว้
"เด็กที่มี Self-esteem ที่ดี เขาจะรักตัวเองเป็น"
***
❤️ (3) "ประเมินตัวเองและสถานการณ์
เพื่อแก้ปัญหาและกล้าขอความช่วยเหลือ"
แม้เด็กจะมีบ้านที่อบอุ่นหรือ Self-esteem ดีแค่ไหน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า "โลกไม่ได้ใจดีกับเขาเสมอ"
วันใดที่เพื่อนๆ ไม่ยอมรับในตัวเขา
กลั่นแกล้ง หรือ ทำร้ายตัวเขา
เด็กควรประเมินสถานการณ์ได้ว่า
"เขารับมือไหวหรือไม่"
"ถ้าไม่ไหว เขากล้าขอความช่วยเหลือไหม"
ถ้าเหตุการณ์เกิดที่โรงเรียนลูกกล้าปรึกษาครูไหม
แต่ถ้าไม่มีใครช่วยเขาได้ ณ ตรงนั้น
กลับมาบ้านพ่อแม่ควรเป็นคนที่ลูกไว้ใจที่สุด
และช่วยให้คำปรึกษา เคียงข้าง
และพาเขาข้ามผ่านปัญหานี้ไป
ปัญหาบางอย่างแก้ไม่ได้
เพราะเป็นเรื่องของคนอื่น
"เราบังคับให้ใครชอบเราไม่ได้"
แม้เพื่อนจะไม่ชอบเขา
เด็กจะกล้ายืนหยัดและหาเพื่อนใหม่ได้
เมื่อเด็กรับรู้ว่าเขาไม่ได้สู้คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว
เพราะมีพ่อแม่เคียงข้างและรักเขามาก
"ประสบการณ์ที่มากพอจะช่วยให้เด็กประเมิน
ตัวเองกับสถานการณ์ได้ และรับมือได้ดีขึ้น
ดังนั้นเด็กต้องลงมือทำเพื่อตัวเองมากที่สุด
โดยที่พ่อแม่ต้องไม่ปกป้องเขาจากสิ่งต่างๆ
ทั้งความเหนื่อย ลำบาก ผิดหวัง และเสียใจ"
**********
📱
"เทคโนโลยีจะไม่เป็นอุปสรรคของสายสัมพันธ์
หากพ่อแม่สร้างสายสัมพันธ์นั้นตั้งแต่วัยเยาว์"
"เด็กทุกคนเมื่อใกล้วัยรุ่น"
อาจจะมีบ้างที่เขาติดเพื่อนมากกว่าพ่อแม่
และให้ความสำคัญกับสังคมออนไลน์เหมือนเพื่อนๆ ของเขา แต่ถ้าพ่อแม่สร้างพื้นฐานของสายสัมพันธ์ไว้ในช่วงวัยเยาว์ เด็กจะระลึกถึงสายสัมพันธ์นั้นและไม่ถลำลึกไปสู่สังคมออนไลน์นั้น
🏠❤️
การรักษาสายสัมพันธ์ในวัยรุ่น
หัวใจสำคัญอยู่ที่ "การสื่อสารและบ้านที่ปลอดภัย"
💬 "รับฟังให้มาก พูดบ่นให้น้อย ลดตำหนิและซ้ำเติม"
แต่ไม่ได้แปลว่าเราห้ามพูดอะไรเลย
ถ้าหากเราอยากให้ลูกรับฟัง
เราจำเป็นต้องฟังเขาพูดให้จบก่อน
และเมื่อถึงคราเราพูด ขอให้พูดสิ่งสำคัญที่จำเป็นก่อน
ไม่ใช้อารมณ์และคำเสียดสี ประชดประชัน
💬 "สนับสนุน เคียงข้าง ไม่กดดัน"
ลูกต้องการคนสนับสนุนและเชื่อในตัวเขา
แต่ในยามที่เขาผิดพลาด เราแนะนำได้
แต่ต้องให้เขาแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเอง เพื่อที่ลูกจะเติบโตขึ้น
💬 "ปล่อยวางให้เป็น"
หากลูกไม่ได้ทำให้ตัวเขาหรือใครเดือดร้อน
แค่เพียงสิ่งนั้นไม่ถูกใจพ่อแม่อย่างเรา
เช่น การเลือกแต่งตัว สีผม การเลือกเพื่อนของเขา
**********
🌸
พ่อแม่ที่ลูกจะเปิดใจด้วย
คือพ่อแม่ที่เป็นนักสังเกต ไม่ใช่นักจับผิด
สังเกตเพื่อทำความรู้จักลูก และทำความเข้าใจ
หากสิ่งใดไม่ถูกใจ แต่ไม่ได้ผิดอะไร เราต้องปล่อยวาง
แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แนะนำชวนลูกตั้งคำถาม หรือ
ลองเล่าประสบการณ์ตรงที่เราผิดพลาดให้ลูกฟัง
เขาจะรับฟังมากกว่าการที่เราจะสั่งให้เขาทำทันที
หรือตำหนิเขาโดยตรง
การสร้างนั้นยาก แต่การรักษาเอาไว้นั้นยากกว่า
โดยเฉพาะช่วงที่ลูกเข้าสู่วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ
เราจะได้ทดสอบสิ่งที่เราสร้างมา
หากเรามั่นใจว่าเราสร้างไว้ดีพอ
เราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้
🌸
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
18/06/2026
Healthy Soil, Healthy Future.🌎🌳
อาจารย์ณัฐวรรธน์ ภรนรา ประธานมูลนิธิดั่งพ่อสอน ขึ้นกล่าว speech ในหัวข้อการพัฒนาเยาวชนให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับดิน บนเวทีประชุม GSP, FAO Italy
งานที่เราทำนั้นใช้โมเดลง่ายๆ คือ Awareness - Action - Sharing
เช่นเดียวกันกับ Soil Sense Adventure ที่ Make Saints สร้างสรรค์กระบวนการขึ้นมาเพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง5 เชื่อมโยงกับดิน เพื่อเกิด Awareness และนำประสบการณ์ดีๆ กลับไปลงมือดูแลดิน และพืชต้นน้อยๆต่อไป🪴
และเราจะชวนพี่ๆมัธยม มาลงมือออกแบบแนวคิดเพื่อแบ่งปันกันในโครงการ 1 Million Meals Challenge ต่อไป
แต่การสร้าง Youth for a sustainable future จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนและผลักดันเยาวชนของประเทศร่วมกัน
ติดตาม Workshop Soil Sense Adventure และ โครงการประกวด 1 Million Meals Challenges กันได้ทางหน้าเพจเร็วๆนี้
Make Saints😇 - Make Experience, Make Future.
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ การปฏิบัติ
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok