Gender Talk

Gender Talk

แชร์

04/07/2026

เมื่อ “ชุดที่ใส่” กลายเป็นข้ออ้างการล่วงละเมิดทางเพศ
ภายใต้สังคมปิตาธิปไตย

เมื่อเสื้อผ้าที่ใส่กลายเป็นใบผ่านทางสู่ความรุนแรง เพียงเพราะเราเลือกแต่งตัวตามความชอบของตนเอง สังคมชายเป็นใหญ่กลับถือว่านั่นคือ “การยินยอม” โดยปริยาย

ในสังคมไทยเช่นเดียวกับหลายสังคมทั่วโลก มีมายาคติอย่างหนึ่งที่ฝังลึก ถ้าผู้หญิงแต่งตัวโป๊ เซ็กซี่ ใส่สั้นหรือเปิดเผยเรือนร่าง เธอมักถูกกล่าวหาและถูกตัดสินจากสังคมว่ากำลังยั่วยวนชักชวนให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และเมื่อเกิดเหตุการณ์คุกคามทางเพศหรือความรุนแรง บ่อยครั้งเสื้อผ้ากลับถูกหยิบขึ้นมาพูดก่อนเสมอ ราวกับว่าเธอคือผู้กระทำผิดโดยอ้อม ทั้งที่ความจริงการเลือกเสื้อผ้าคือสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่บัตรเชิญให้ใครมาล่วงละเมิดทางเพศได้ นี่ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ถึงรสนิยมการแต่งตัวและไม่ใช่แค่มุมมองส่วนบุคคล แต่มันสะท้อนโครงสร้างทางอำนาจที่พยายามควบคุมร่างกายและเสรีภาพของผู้อื่นที่หล่อเลี้ยงความรุนแรงทางเพศ อาทิ “ถ้าแต่งตัวแบบนี้ก็ต้องรับผลลัพธ์” “แต่งตัวโป๊เอง ทำไมไม่ระวังตัว” “แต่งตัวแบบนี้สมควรโดน” “ทำไมไปอยู่กับเขาสองต่อสองล่ะ” “ถ้าไม่อยากโดน ก็แต่งตัวให้มิดชิดกว่านี้สิ” “ถ้าไม่อยากให้ใครมอง ก็อย่าแต่งแบบนี้สิ” วัฒนธรรมโครงสร้างอคติเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อความยุติธรรมเมื่อมีคนถูกคุกคามหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ปรากฏการณ์ควบคุมร่างกายของผู้หญิงเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล อาทิ สงกรานต์​หรืองานที่เกี่ยวข้องกับประเพณีวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งพื้นที่ทางศาสนา คำเตือนอย่างไม่เป็นทางการกึ่งขอความร่วมมือเพื่อ “ให้ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด เพื่อความสุภาพและสวยงาม” ล้วนเป็นข้ออ้างลดปัญหาอาชญากรรมและเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมแล้วยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมการโทษเหยื่อ (Victim Blaming) อีกด้วย

อย่างในกรณีเมื่อปี 2557 ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน กรณีเหตุการณ์ข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษซึ่งเป็นช่วงที่คดียังอยู่ระหว่างการสืบสวน โดยมีเนื้อหาทำนองว่า “นักท่องเที่ยวอาจจะคิดว่าประเทศไทยปลอดภัยจนสามารถใส่ชุดบิกินี่ไปไหนมาไหนก็ได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังตัวเองด้วย” และพลเอกประยุทธ์ยังกล่าวอีกว่า "พวกเขาจะปลอดภัยในชุดบิกินี่ได้ไหม เว้นเสียแต่ว่าจะไม่สวย” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อไปทั่วโลก

หรือกรณีเมื่อปี 2559 พลเอกประยุทธ์ ได้กล่าวกับสื่อมวลชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า “ขอให้ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด แต่งตัวแบบไทย ๆ ดูดีมีวัฒนธรรม สำหรับตนเองผู้หญิงเปรียบเสมือนทอฟฟีหรือลูกกวาด ถ้าเปิดหมดก็ไม่มีใครอยากกิน แต่บางคนเก็บไว้หลายปีก็ขายไม่ออก” ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่มีมาแล้วหลายทศวรรษกับการมองว่าการแต่งตัวของผู้หญิงคือต้นเหตุของปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศจึงเป็นสาเหตุให้รัฐพยายามควบคุมการแต่งกายของผู้หญิง

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักกิจการยุติธรรมปี 2565 ได้มีรายงานสรุปข้อมูลเปรียบเทียบสถิติการรับแจ้งคดีอาญาของตำรวจระหว่างปี 2564-2565 โดยคดีที่เกี่ยวกับความผิดชีวิตร่างกายและเพศเพิ่มขึ้นถึง 2,491 คดี คิดเป็น 15.99% ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการควบคุมร่างกายข้องผู้หญิงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกจุด นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแล้วยังเป็นการซุกปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศไว้ใต้พรมอีกด้วย

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทสาธารณสุข ของสิริพร สันตระ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีของการล่วงละเมิดทางเพศในหมู่นักศึกษาหญิงระดับปริญญาตรีในกรุงเทพมหานคร โดยสุ่มสำรวจจากนักศึกษา 440 คน พบว่ามีนักศึกษาผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศสูงถึง 74.3% โดยเฉพาะทางวาจา งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกระทำจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการคุกคามทางเพศหรือพยายามระมัดระวังตัวเอง แต่นั่นไม่อาจเพียงพอต่อการป้องกันเหตุ เนื่องจากความรุนแรงทางเพศในไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่เหตุการณ์รายกรณีและเกิดจากหลายมิติไม่ว่าจะเป็น ค่านิยมปิตาธิปไตยที่มีความเชื่อเรื่องกรอบความเป็นหญิงความเป็นชาย ทัศนคติที่โทษเหยื่อรวมถึงช่องว่างทางกฎหมาย และระบบยุติธรรมที่ไม่เอื้อต่อผู้ถูกกระทำไม่ว่าจะเป็น เคยถูกปฏิเสธคำร้องเรียน ต้องให้การหลายครั้ง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่บางรายมีอคติทางเพศ ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำไม่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุอีกว่า จำนวนผู้ร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นในทุกปี ซึ่งสวนทางกับจำนวนคดีที่เข้าสู่ระบบกฎหมาย จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลให้ผู้ถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศมักไม่แจ้งความหรือไม่เข้าสู่ระบบใด ๆ เนื่องจากกลัวถูกตำหนิหรือโดนโทษว่าเป็นต้นเหตุ หรือที่เรียกว่าวัฒนธรรมการโทษเหยื่อ

ผลกระทบของวัฒนธรรมการโทษเหยื่อ

บทความวิชาการเกี่ยวกับ “การโทษเหยื่อในกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ” ของรวิตา ระย้านิล นักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายถึงผลกระทบของวัฒนธรรมการโทษเหยื่อว่า
นอกจากเป็นการซ้ำเติมผู้ถูกกระทำให้ได้รับความเจ็บปวดแล้ว ยังทำให้ผู้ถูกกระทำหลายรายไม่กล้าที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเอง อีกทั้งยังเป็นการลดทอนความร้ายแรงของการกระทำผิดและเพิ่มความชอบธรรมให้แก่ผู้ที่กระทำผิดอีกด้วย อันเป็นการส่งผลเสียต่อทั้งตัวบุคคลผู้เสียหายและต่อสังคมโดยรวม ที่จะไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเหยื่อ และกระทบต่อความโน้มเอียงในการตัดสินเชิงจริยธรรมของคนในสังคม

นอกจากนี้บทความดังกล่าวยังได้อธิบายถึงการยุติวัฒนธรรมการโทษเหยื่อด้วยการรู้เท่าทันวิธีคิดของตนเอง และช่วยกันเน้นย้ำว่าเหยื่อคือผู้ถูกกระทำ คือผู้ได้รับความบาดเจ็บ และเป็นผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ การป้องกันอันตรายจากการซ้ำเติมอื่น ส่วนผู้ที่ต้องเผชิญกับการตั้งคำถามคือผู้กระทำผิด โดยเป็นการตั้งคำถามเพื่อหาทางแก้ไข ไม่ให้ความผิดเดิมเกิดขึ้นซ้ำกับใครอีก ไม่เพียงเท่านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม รวมถึงสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลต่อการชี้นำความคิดของคนในสังคม ต้องตระหนักถึงจรรยาบรรณเกี่ยวกับการปกป้องผู้ถูกกระทำ และส่งสารไปยังสังคมให้เห็นถึงความสำคัญของความเท่าเทียมและไม่ใช้อคติในการตัดสินผู้อื่น

ดังนั้นในระบอบปิตาธิปไตย ร่างกายของผู้หญิงจึงไม่เคยเป็นของเธอเต็มร้อย การแต่งตัวของเธอถูกตีความว่าเป็นตัวชี้วัดศีลธรรม จริยธรรม หรือแม้แต่การยินยอมทางเพศ โดยไม่ต้องสนใจเจตนาที่แท้จริงของผู้หญิงเอง เมื่อผู้หญิงถูกล่วงละเมิด คำถามแรกที่สังคมมักถามคือ “แต่งตัวยังไง” มากกว่า “ใครทำผิด” ทำให้เสื้อผ้ากลายเป็นข้ออ้างเพื่อผลักความผิดจากผู้กระทำไปสู่เหยื่อ

การควบคุมเสื้อผ้าผู้หญิงจึงไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นการสถาปนาอำนาจชายผ่านการควบคุมร่างกาย ความเป็นเจ้าของและนิยามความเหมาะสมของผู้หญิง ตลอดจนเป็นกลไกของรัฐและผู้นำชายที่ใช้คำเตือนเรื่อง “ความปลอดภัย” เพื่อกลบปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของระบบยุติธรรม การไม่เข้มงวดต่ออาชญากรรมทางเพศ หรือการผลิตซ้ำความคิดว่าผู้ชายเป็นผู้ไม่มีวินัยทางเพศโดยธรรมชาติ และผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายป้องกันเสมอ

หลักฐานเชิงสถิติกลับชี้ชัดว่า แม้ผู้หญิงจะระมัดระวัง แต่วัฒนธรรมคุกคามทางเพศยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่า การห้ามผู้หญิงแต่งตัวโป๊ไม่เคยแก้ปัญหา แต่เป็นการปิดบังต้นตอของความรุนแรงทางเพศที่เกิดจากอำนาจไม่เท่าเทียม ค่านิยมชายเป็นใหญ่ และระบบยุติธรรมที่ไม่ปกป้องเหยื่อ

โครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังของวัฒนธรรมการโทษเหยื่อ

ในวัฒนธรรมปิตาธิปไตยหรือวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่เป็นโครงสร้างที่ให้ความสำคัญและอภิสิทธิ์แก่ผู้ชายมากกว่าเพศอื่น ๆ ซึ่งระบอบนี้ไม่ใช่แค่ทัศนคติของคน แต่เป็น “ระบบ” ที่ประกอบด้วยโครงสร้างหลายชั้นหลายมิติ อาทิ อำนาจในการตัดสินใจในครอบครัว อำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจในสังคม การเมือง กฎหมาย อำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจในการตัดสินใจในการใช้ชีวิตหรือเลือกคู่ครอง รวมไปจนถึงอำนาจในการกำหนดบรรทัดฐานว่าผู้หญิง ควรทำหรือไม่ควรทำอะไร โดยแบ่งบทบาททางเพศออกอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำคล้ายกับว่าเป็นบรรทัดฐานของสังคม เช่น

ครอบครัว ผู้ชายถูกมองว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ ส่วนผู้หญิงถูกกำหนดบทบาทให้เป็นผู้เลี้ยงดู บริบาล ดูแลบ้าน ทำอาหาร รวมไปถึงการควบคุมเพศหญิงผ่านความคิดเรื่องศักดิ์ศรีครอบครัว “ลูกสาวต้องระวังตัว” ส่วนการสืบสกุลมักผ่านผู้ชาย นอกจากประเทศไทยแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่ยังมีการสืบสกุลผ่านชายอย่างฝังลึกทั้งในวัฒนธรรมและกฎหมายดั้งเดิม

เศรษฐกิจ เช่น ผู้ชายได้ค่าจ้างสูงกว่า ได้งานที่มั่นคงกว่า ส่วนผู้หญิงถูกผลักให้ทำงานที่ค่าตอบแทนน้อยหรืองานที่มองว่าเป็นงานผู้หญิง รวมถึงภาระงานบ้าน/งานดูแล (care work) มักไม่ถูกนับเป็นงานทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเข้าถึงทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน มรดก เนื่องจากในหลายประเทศยังให้ความสำคัญในเรื่องการสืบสกุลผ่านลูกชาย จึงส่งผลให้ผู้หญิงเข้าถึงมรดกน้อยกว่า

การเมืองและอำนาจรัฐ เช่น ผู้ชายมีบทบาทนำในการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น แม้ปัจจุบันผู้หญิงจะพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมและมีพื้นที่ทางการเมืองแต่หากเทียบสัดส่วนแล้วยังถือว่าน้อย และมักไม่ถูกไว้วางใจหรือเชื่อมั่นในศักยภาพให้ตัดสินใจหรือทำงานการเมืองที่สำคัญ รวมถึงกฎหมายหลายฉบับสะท้อนทัศนคติที่ผู้หญิงอ่อนแอ ต้องอยู่ใต้การควบคุม หรือแม้แต่กฎหมายที่เอื้อต่อเพศชายมากกว่า เช่น ผู้หญิงที่เพิ่งหย่าร้างหรือสูญเสียสามีต้องรอไม่เกิน 300 วัน หรือประมาณ 10 เดือน ก่อนจดทะเบียนสมรสใหม่ กรณีตั้งครรภ์จากสามีคนก่อน แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถตรวจ DNA ได้แล้วก็ตาม รวมถึงกระบวนการยุติธรรมมักไม่ปกป้องผู้หญิง เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศ

การแพทย์และสาธารณสุข ผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงบริการ คุณภาพการรักษา การถูกเลือกปฏิบัติไม่รับบริจาคเลือดของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และอคติที่แทรกอยู่ในระบบตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการปฏิบัติของบุคลากรแพทย์
นโยบายสาธารณะมีมุมมองที่ไม่เท่ากันต่อเพศสภาพ เช่น ถุงยางอนามัยฟรี แต่ผ้าอนามัยไม่ฟรีและถูกผลักให้เป็นเรื่องส่วนตัว รวมไปถึงเมื่อมีความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว ผู้หญิงเข้าถึงการช่วยเหลือทางการแพทย์และจิตวิทยาน้อย ส่งผลให้มี ภาวะซึมเศร้า ภาวะ PTSD การบาดเจ็บทางร่างกายรวมถึงการบาดเจ็บทางจิตใจ การตีตราเหยื่อ ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าไปโรงพยาบาลหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรม ระบบความคิดที่ให้คุณค่าผู้ชายสูงกว่าเพศอื่น ๆ เช่น ศาสนาหลายแห่งกำหนดบทบาททางเพศแบบตายตัว หรือแม้แต่การให้คุณค่าเรื่องความบริสุทธิ์ของผู้หญิง ค่านิยมที่เห็นว่าผู้ชายเป็นผู้นำ ผู้หญิงเป็นผู้ตาม หรือแม้แต่การตีความศาสนาแบบชายเป็นใหญ่ถูกผลิตซ้ำผ่านพิธีกรรม อาทิ นักบวชและบาทหลวงหรือผู้นำทางศาสนาส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย (หลายนิกายยังไม่เปิดให้ผู้หญิงบวชเต็มตัว)

สังคม วาทกรรม และสื่อ ที่ผลิตซ้ำความคิดชายเป็นใหญ่แบบไม่รู้ตัว เช่น สื่อมักสร้างภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ หรือเป็นผู้ตาม การโทษเหยื่อ (victim blaming) เช่น “แต่งตัวโป๊เลยโดนล่วงละเมิดทางเพศ” การล้อเลียน ลดทอนคุณค่าผู้หญิงหรือผู้มีความหลากหลายทางเพศในมุกตลก (Bad joke)
รวมไปถึงการคาดหวังให้ผู้หญิงเรียบร้อย แต่ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องปกติ

ท้ายที่สุดแล้ว การควบคุมการแต่งกายของผู้หญิงภายใต้ระบอบปิตาธิปไตยไม่ใช่เพียงแค่การจำกัดเสรีภาพในชีวิตประจำวัน แต่มันคือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เพราะเป็นการพรากสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนด “ร่างกายของตนเองและทำให้ผู้หญิงต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่พวกเธอไม่ได้ก่อ นำไปสู่วัฒนธรรมการโทษเหยื่อที่ทำร้ายผู้ถูกกระทำมากกว่าการควบคุมผู้กระทำผิด

การกดทับเช่นนี้ยังขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสำคัญหลายข้อ เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ข้อ 1.มนุษย์ทุกคนเกิดมาอย่างเท่าเทียมในศักดิ์ศรีและสิทธิ, ข้อ 2 ไม่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเพศ, ข้อ 3 สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และความปลอดภัยของบุคคล, ข้อ 5 ห้ามการปฏิบัติที่เป็นการดูหมิ่นหรือทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรี, ข้อ 12 ห้ามการแทรกแซงในชีวิตส่วนตัวหรือศักดิ์ศรี, ข้อ 19 เสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงการแสดงออกทางร่างกาย, ข้อ 22 และ 23 สิทธิทางสังคมและศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ และการควบคุมร่างกายของผู้หญิงยังขัดกับ CEDAW อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบที่ประเทศไทยเป็นภาคี อย่างชัดเจน ทั้งมาตรา 1, 2, 5 และ 16 ที่กำหนดให้รัฐต้องขจัดการเลือกปฏิบัติและรับรองสิทธิของผู้หญิงในการกำหนดชีวิตและร่างกายของตนเองอีกด้วย

ดังนั้น การกำหนดว่าผู้หญิงต้องแต่งตัวอย่างไรจึงจะปลอดภัยคือการผลักภาระให้เหยื่อแทนที่จะควบคุมผู้กระทำความผิด ขณะเดียวกันยังสร้างพื้นที่สาธารณะที่บอกเป็นนัยว่า “ความปลอดภัยไม่ใช่สิทธิ แต่เป็นเงื่อนไข” ซึ่งขัดกับแก่นแท้ของสิทธิมนุษยชนโดยพื้นฐาน หากสังคมไทยยังต้องการก้าวไปสู่ความเสมอภาคอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องเริ่มต้นจากจุดที่เรียบง่ายที่สุดแต่สำคัญที่สุดการคืนสิทธิในร่างกายให้ผู้หญิงทุกคน

_______________________
อ้างอิง
1. Citylife magazine online “Changing its stripes: Thailand’s culture of victim blaming in the era”
2. ข่าวออนไลน์ K@pook “นายกฯ เอาด้วย ! ฉีดฟ็อกกี้อวยพรสงกรานต์ ดารา-สื่อ ขอผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด”
3. สำนักข่าวออนไลน์โพสต์ทูเดย์ “ฟังชัดๆ”
4. รายงาน อาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมไทยในวันนี้ พ.ศ. 2565 โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม (หน้าi)
5. บทความวิชาการ “การโทษเหยื่อในกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ” ของรวิตา ระย้านิล นักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความ : ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ (มะฟาง)
ภาพประกอบบท : ปิยวรรณ์ ทิวไผ่งาม
#กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

#ร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกเพศ
-------------------------------------------------
หากคุณคิดว่าคุณถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
สามารถยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
E-Mail : [email protected] หรือโทร 0 2659 6756-7
กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

04/07/2026

ทำไมการต่อสู้เพื่อสิทธิทางเพศถึงถูกมองว่า “ขอมากไป”?

“ขอมากไปไหม?”

นับตั้งแต่ประเทศไทยเราเริ่มก้าวสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิมนุษยชนก็เริ่มก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ หลายครั้งผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กลับต้องต่อสู้ทั้งแนวคิดในช่วงเวลานั้น ต่อสู้กับสภาวะร่างกายและจิตใจ และซ้ำร้ายยังต้องต่อสู้กับคำว่า “ขอมากไปรึเปล่า?” ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ ทั้งๆ ที่สิทธิที่ขอบางทีคือสิ่งที่มอบความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์เช่นกัน แล้วทำไมถึงเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้นมาละ?

หากจะไปดูบริบทของประเทศไทย การเคลื่อนไหวเพื่อความเสมอภาคทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงและได้รับแรงผลักดันจากกรอบกฎหมายและฉันทามติระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women - CEDAW) หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) ซึ่งล้วนแต่เรียกร้องให้รัฐมีพันธกรณีในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเหล่านี้

ซึ่งการวางกรอบการต่อสู้ภายใต้ภาษาของสิทธิมนุษยชนสากลนี้ เป็นมากกว่าเพียงทางเลือกทางวาทกรรม แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ยกระดับข้อเรียกร้องจากเรื่องของ "ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม" หรือ "ศีลธรรม" ให้กลายเป็นเรื่องของ "พันธกรณีพื้นฐานของรัฐ" ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความชอบธรรม เปิดช่องทางในการต่อสู้ทางกฎหมาย และทำให้นักกิจกรรมในประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากแรงกดดันและเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติได้

หากจะไปพูดถึงรากฐานของการต่อสู้ที่สร้างพันธกรณีพื้นฐานของรัฐ ส่วนหนึ่งก็มาจากการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยประชากรและการพัฒนา (International Conference on Population and Development - ICPD) ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ในปี 2537 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น "จุดกำเนิดของขบวนการ SRHR สมัยใหม่" (S*xual and Reproductive Health and Rights) ซึ่งการประชุมในครั้งนั้นได้จุดประกายให้เกิดการทลายกรอบเดิม เพื่อนำไปสู่กรอบคิดใหม่ที่ยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชน โดยมี "สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ" เป็นหัวใจสำคัญ ทำให้แผนปฏิบัติการในการประชุมครั้งนี้ได้รับการรับรองจาก 179 ประเทศอีกด้วย

ในปีต่อมา แนวคิดที่ก่อตัวขึ้นที่ไคโรก็ได้รับการตอกย้ำและขยายผลอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง ซึ่งเกิดจากการประชุมโลกว่าด้วยสตรีครั้งที่ 4 ณ กรุงปักกิ่ง โดยแผนปฏิบัติการปักกิ่งได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงความเท่าเทียมของชายและหญิงใน "เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศและการเจริญพันธุ์" ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ทรงพลังว่าประเด็นเรื่องเพศวิถีไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่ประชาคมโลกต้องให้ความสำคัญ

สองเหตุการณ์นี้ได้ส่งผลต่อการต่อสู้สิทธิอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็มีแรงกดดันจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกระบวนการต่อสู้ของสิทธิสตรี หรือแม้กระทั่งสิทธิของกลุ่มเพศหลากหลายก็ตาม โดยแรงต้านหรือ "Backlash" ต่อความเสมอภาคทางเพศไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แรงต้านเหล่านี้ได้กลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบและทรงพลังมากขึ้น ขบวนการเหล่านี้มักมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัด, แนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และองค์กรศาสนาแนวอนุรักษ์นิยมด้วยในหลายๆ ครั้ง

ยุทธศาสตร์หลักที่ขบวนการเหล่านี้ใช้คือการสร้าง "ศัตรูทางความคิด" ผ่านการบัญญัติคำว่า "อุดมการณ์เพศภาวะ" (Gender Ideology) ขึ้นมา เพื่อโจมตีและตีตราว่าแนวคิดเรื่องความเสมอภาคทางเพศ, เพศภาวะศึกษา และสิทธิ LGBTQIAN+ ว่าเป็นภัยคุกคามที่อันตรายต่อสถาบัน "ครอบครัวตามธรรมชาติ", "คุณค่าดั้งเดิม" และ "ความมั่นคงของชาติ"

สำหรับในประเทศไทยนั้น มักจะมีวาทกรรมต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและเพศหลากหลาย เช่น การสร้างความกลัวว่าการรับรองสิทธิหนึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของสังคม เช่น "ต่อไปคงมีกฎหมายให้คนกับสัตว์จดทะเบียนสมรสได้", "สังคมวิปริตวิตถาร" หรือการจำกัดความหมายของการสมรสว่ามีไว้เพื่อการสืบพันธุ์และดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น ซึ่งเป็นมุมมองที่รัฐเคยใช้เป็นเหตุผลในการคุ้มครองเฉพาะคู่สมรสชาย-หญิง รวมถึงการสร้างวาทกรรมที่สร้างความชอบธรรมให้แก่การปฏิเสธข้อเรียกร้อง โดยการตีตราว่าการเรียกร้องสิทธิอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ "อนุญาต" ให้แล้ว เป็นการเรียกร้องที่ "มากเกินไป" และไม่รู้จักพอ

สิ่งเหล่านี้ชัดเจนขึ้นในการต่อสู้เพื่อรับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยที่บังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 โดยจากวาทกรรมต่างๆ เหล่านั้น ทำให้ภาคประชาสังคมและนักกิจกรรมทำการบ้าน จนสามารถโต้แย้งวาทกรรมฝ่ายต่อต้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยชี้ให้เห็นว่ากฎหมายนี้คือการ "ขยาย" สิทธิให้ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้เป็นการ "ลดทอน" หรือ "ทำลาย" สิทธิของใคร และเน้นย้ำถึงประโยชน์ในทางปฏิบัติที่จับต้องได้ เช่น สิทธิในการจัดการมรดก, การตัดสินใจเรื่องสุขภาพของคู่ชีวิต และการรับบุตรบุญธรรม เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดปัญหา เพราะการต่อสู้ในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. การรับรองเพศฯ กลับเผชิญกับแรงต้านที่รุนแรงและซับซ้อนกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนที่เคยลงมติสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก็ยังมองว่าการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศเป็นเรื่องที่ "สุดโต่ง" เกินไปสำหรับสังคมไทย ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นว่าระดับของแรงต้านนั้นแปรผันโดยตรงกับระดับความท้าทายที่ข้อเรียกร้องนั้นมีต่อบรรทัดฐานหลักของสังคมด้วยนั่นเอง

มาถึงบรรทัดนี้ ทุกคนคงจะสงสัยว่า “แล้วเราจะไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่?”

แน่นอนว่าจากความสำเร็จในการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้สร้างแรงส่งที่สำคัญ และยกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำด้านสิทธิ LGBTQIAN+ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดแข็งในการเจรจาและผลักดันประเด็นอื่นๆ ต่อไปได้ ประกอบกับประเทศไทยมีขบวนการเคลื่อนไหวและองค์กรภาคประชาสังคมที่สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลักดันประเด็นมาอย่างยาวนาน และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยมีความเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ซึ่งเป็นฐานสนับสนุนที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำให้ประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน

แต่ก็ต้องต่อสู้กับอุปสรรคที่สำคัญ อันประกอบไปด้วยวาทกรรม "ขอมากไปไหม?" และแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยังคงมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะเมื่อการต่อสู้เคลื่อนเข้าสู่ประเด็นที่ท้าทายโครงสร้างหลักของสังคม ซึ่งนักการเมืองอาจขาดเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันประเด็นที่ถูกมองว่า "สุดโต่ง" หรือมีความเสี่ยงที่จะเสียคะแนนนิยมจากฐานเสียงกลุ่มอนุรักษ์นิยม สิ่งเหล่านี้ยังกระทบไปจนถึงกระบวนการแก้ไขกฎหมายลำดับรองจำนวนมาก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและทรัพยากรจากหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจเผชิญกับความล่าช้าและความไม่เข้าใจอีกด้วย

ฉะนั้น เพื่อที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องวางแผนและศึกษาแนวคิด การถอดบทเรียน และการลงทุนอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศในระยะยาว และขบวนการเคลื่อนไหวต้องเตรียมพร้อมรับมือและพัฒนายุทศาสตร์ในการโต้กลับวาทกรรมของกลุ่มต่อต้านความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น เมื่อการต่อสู้ได้ก้าวข้าม "การสมรส" ไปสู่การท้าทายบรรทัดฐานที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม

เพื่อให้ทุกคนเท่ากันบนฐานของความเข้าใจ
และไม่ละเมิดสิทธิของใครมากที่สุด

บทความโดย ณตภณ ดิษฐบรรจง
ภาพประกอบโดย ปิยวรรณ์ ทิวไผ่งาม

-------------------------------------------------
หากคุณคิดว่าคุณถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
สามารถยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
E-Mail : [email protected] หรือโทร 0 2659 6756-7
กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

04/07/2026

หนูอยากเป็นนางงาม?
เส้นบาง ๆ ระหว่างประกวดความสามารถ
กับการปลูกฝังให้เด็กมองตัวเองเป็นวัตถุทางเพศ

ภาพของเด็กผู้หญิงวัยเพียง 5–12 ปี ที่ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง สวมชุดเดรสเข้ารูป เดินบนส้นสูงด้วยจริตจะก้านแบบหญิงสาว ทั้งการโยกย้ายสะโพก การส่งยิ้ม การสบตากับผู้ชมด้านล่างเวที ภาพเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปและถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยตามงานเทศกาลประจำปี

เวทีประกวด “หนูน้อย...” มักถูกมองว่าเป็นโอกาสดีในการส่งเสริมความกล้าแสดงออกของเด็ก หรือเป็นเวทีต่อยอดสู่การเข้าสู่วงการบันเทิงในอนาคต แต่ในอีกมุมหนึ่ง กิจกรรมนี้อาจกำลังทำหน้าที่ ปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้ที่จะมองเห็นคุณค่าของตัวเองผ่านสายตาของผู้อื่น หรือเริ่มต้นมองร่างกายของตนเองว่าเป็นสิ่งที่ต้องถูกประเมินค่ามากกว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวและคนอื่นไม่สามารถควบคุมหรือละเมิดได้ ผู้ใหญ่จำนวนมากอาจไม่รู้ตัวเลยว่าการพาเด็กเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะนี้อาจะเสี่ยงต่อการทำให้เด็กตกอยู่ในกระบวนการล่อล่วงเพื่อผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (child sexual grooming)

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเด็กเรียนรู้ที่จะถูกจ้องมองก่อนจะเรียนรู้วิธีมองโลก

วัยเด็กเป็นวัยที่ควรได้สำรวจโลกรอบตัวผ่านการเล่นและการสำรวจ แต่ในบริบทสังคมไทยมีเด็กผู้หญิงบางคนกำลังเรียนรู้ว่าคุณค่าของตนเองขึ้นอยู่กับการตัดสินจากสายตาของผู้อื่นที่จ้องมองมา เด็กผู้หญิงบางคนเรียนรู้ว่าจะได้รับเสียงปรบมือเมื่อยิ้มอย่างสวยงาม จะได้รับคำชื่นชมเมื่อเดินย่างกรายบนส้นสูงแบบหญิงสาว ผ่านคำชมที่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเช่น “น่ารักจังลูก สวยเหมือนนางงามเลย” “ยิ้มแบบนั้นสิ คนจะได้ชอบ” คำพูดเหล่านี้กำลังขัดเกลาให้เด็กตีความคุณค่าของตัวเองผ่านสายตาของคนอื่นอย่างช้า ๆ

เมื่อเด็กขึ้นไปยืนเวทีประกวดนางงาม เด็กกำลังก้าวเข้าสื่อพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิด male gaze ซึ้งหมายถึงการถูกครอบงำโดยมุมมองของระบบชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงมักถูกกำหนดบทบาทเพื่อให้คนอื่นมอง เช่น ต้องสวยตามมาตรฐานความงาม ต้องปฏิบัติตัวตามกิริยามารยาทที่สังคมกำหนด ความเสี่ยงในการอยู่ในพื้นที่ในลักษณะนี้สามารถอธิบายได้จากทฤษฏีจิตวิทยาพัฒนาการของ Erik Erikson เป็นนักจิตวิทยาชื่อดังผู้ก่อตั้งทฤษฎีการพัฒนาจิตสังคม (Theory of Psychosocial Development) และวิกฤตด้านตัวตน (Identity Crisis) โดยทฤษฏีนี้อธิบายไว้ว่า ในช่วงวัย 6–12 ปี เป็นช่วงที่เด็กพัฒนาความภาคภูมิใจในความสามารถ (industry vs. inferiority) เด็กควรได้ฝึกทักษะอย่างรอบด้านเพื่อค้นหาความสามารถที่แท้จริงและมองเห็นตัวเองว่ามีที่ยืนตรงไหนในสังคม หากความภาคภูมินี้ถูกแทนที่ด้วยความสำเร็จจากการประกวดความงาม เด็กก็จะค่อย ๆ ผูกตัวตนเข้ากับรูปลักษณ์และการยอมรับจากภายนอกหรือที่เรียกว่า “self-objectification”
เสริมสร้างความมั่นใจหรือทำให้ง่ายต่อการล่อล่วงเพื่อผลประโยชน์ทางเพศ?
คำว่า grooming มักถูกใช้ในบริบทของอาชญากรรมทางเพศ หมายถึงกระบวนการที่ผู้ใหญ่สร้างความไว้วางใจกับเด็ก เพื่อทำให้เด็กคุ้นชินกับการถูกละเมิดโดยไม่รู้ตัว ผ่านการกระตุ้นความรู้สึกว่าพวกเขาควรทำตามคำสั่งหรือคำชมจากผู้ใหญ่ เช่นเดียวกัน ในบริบทของเวทีประกวดนางงามเด็กที่ child sexual grooming อาจไม่ได้เกิดจากอาชญากรเพียงคนเดียว แต่เกิดจากระบบการฝึกและการประกวดความงาม
เมื่อเราเห็นเด็กหญิงยืนอยู่บนเวทีในท่าทางที่ดูเหมือนผู้หญิงโต การใส่ชุดเดรสที่รัดรูป การแต่งหน้าเข้มข้น การโพสท่าที่ส่งสายตาและยิ้มอย่างเย้ายวน เรากำลังเห็นกระบวนการที่ทำให้เด็กหญิงปลูกฝังว่าต้องแสดงออกเพื่อความพึงพอใจของผู้อื่น การเรียนรู้ที่จะมองตัวเองเป็นวัตถุที่ต้องสร้างความพึงพอใจให้คนแปลกหน้าอาจส่งผลให้เธอคุ้นชินกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางสังคมหรือการเงินในอนาคตโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในกรณีของนางงามเด็กเดินสาย หรือ นางงามเด็กที่เข้าร่วมการประกวดอย่างต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายเพื่อชนะการประกวดให้ได้มากที่สุด เด็กผู้หญิงเหล่านี้อาจจะเติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่มีโอกาสพัฒนาศักยภาพภายในเช่น ทักษะการคิด ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ส่งผลให้เกิดสภาวะวิกฤตตัวตนเมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

คืนเวทีให้กับความเป็นเด็กได้กำหนดเส้นทางความฝัน

การปกป้องเด็กการถูกปลูกฝังให้มองตัวเองเป็นวัตถุทางเพศไม่ใช่การห้ามเด็กผู้หญิงฝันอยากเป็นนางงาม แต่คือการคืนความไร้เดียงสาให้กับความฝันนั้นโดยการไม่บังคับให้เด็กเรียนรู้ท่าทาง การแต่งตัว หรือการโพสท่าที่ผู้ใหญ่คาดหวังให้เธอทำเพื่อแสดงถึงความงามที่สังคมต้องการเห็นและเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้ใหญ่ที่มองว่าควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงออกในแบบที่มีความหลากหลาย เวทีประกวดเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงจากการตัดสินความงามภายนอก ไปสู่การ เฉลิมฉลองความกล้าหาญมั่นใจ ความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุดคือสายตาของกรรมการผู้ตัดสินที่ต้องมองเด็ก ๆ บนเวทีด้วยความเข้าใจว่าการแสดงศักยภาพที่แท้จริง คือการคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง

บทความโดย : จิราเจต วิเศษดอนหวาย
ภาพประกอบโดย : ปิยวรรณ์ ทิวไผ่งาม

--------------------------------------------------------
#กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

#ร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกเพศ
-------------------------------------------------
หากคุณคิดว่าคุณถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
สามารถยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
E-Mail : [email protected] หรือโทร 0 2659 6756-7
กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


501/1 Dechatungka Road, Donmuang
Bangkok
10210