MatchPoint Technology

MatchPoint Technology

แชร์

25/05/2026

📦📡 “รู้สต๊อกได้ทันที ควบคุมคลังสินค้าได้แม่นยำกว่าเดิม”
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจขับเคลื่อนด้วย “ข้อมูล” และ “ความเร็ว” การบริหารคลังสินค้าแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการตรวจนับ การจัดเก็บ หรือการติดตามสินค้า อาจกลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นขององค์กร

เทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบ Inventory Management ให้เป็นแบบอัตโนมัติ ช่วยให้การติดตามสินค้า การตรวจสอบสต๊อก และการบริหารทรัพย์สินภายในองค์กร เป็นเรื่องที่ง่าย รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น

ด้วยโซลูชัน RFID จาก Matchpoint Technology
องค์กรสามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวของสินค้าได้แบบ Real-Time ลดเวลาการตรวจนับ ลดความผิดพลาดจากการทำงานแบบ Manual และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารคลังสินค้าได้อย่างชัดเจน

🔹 RFID Gate
ช่วยควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสินค้าอัตโนมัติผ่านจุดเข้า-ออก

🔹 RFID Desktop
เหมาะสำหรับการตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลสินค้าอย่างรวดเร็ว

🔹 RFID Handheld
รองรับการตรวจนับสินค้าในพื้นที่ ช่วยให้การทำงานหน้างานมีความคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันขององค์กร เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูล วางแผนการจัดการสต๊อก และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะ “ข้อมูลที่แม่นยำ” คือหัวใจของการบริหารยุคใหม่
RFID ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีติดตามสินค้า แต่คือเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนระบบคลังสินค้าให้ก้าวสู่ Smart Inventory Management อย่างแท้จริง

“ควบคุมทรัพย์สินได้แบบอัตโนมัติ
อัปเดตข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
เพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ”

ผลิตสื่อโดย Matchpoint Technology
LineID:-tech
Tel:02-7432533

28/02/2026

เทคโนโลยี RFID พลิกโฉมการจัดการอาหารสดในค้าปลีกยุคใหม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารสด ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งเรื่องความชื้น อุณหภูมิต่ำ สินค้าวางซ้อนกันหนาแน่น และความจำเป็นต้องหมุนเวียนสต็อกอย่างรวดเร็ว

การพัฒนา “แผ่นฝัง RFID รุ่นใหม่สำหรับอาหารสด” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติที่เคยเป็นข้อจำกัดของ RFID ในอดีตได้อย่างมีประสิทธิภาพ



นวัตกรรมโครงสร้างเสาอากาศและแผ่นฝัง

หัวใจสำคัญของความก้าวหน้าครั้งนี้อยู่ที่ การออกแบบเสาอากาศและโครงสร้างแผ่นฝัง (inlay) แบบเฉพาะทาง ซึ่งได้รับการปรับแต่งให้ทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง เช่น ตู้แช่เนื้อสัตว์ และบนบรรจุภัณฑ์ที่มีน้ำหรือไขมันเป็นส่วนประกอบ

จุดเด่นสำคัญ ได้แก่:
• ✅ เพิ่มประสิทธิภาพการอ่านในสินค้าที่วางซ้อนกันหนาแน่น
• ✅ อ่านข้อมูลได้แม่นยำในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง
• ✅ ลดจุดบอดของสัญญาณ (RF dead zones)
• ✅ รองรับการอ่านพร้อมกันจำนวนมาก (bulk reading)

ผลลัพธ์คือการจัดการสินค้าคงคลังที่แม่นยำขึ้น ลดความผิดพลาดจากการนับสต็อกแบบแมนนวล และเพิ่มความเร็วในกระบวนการทำงานหน้าร้าน



การพัฒนาระดับชิปและมาตรฐานการสื่อสาร

นอกจากการออกแบบแผ่นฝังแล้ว ความก้าวหน้าในระดับ วงจรรวม (IC) และการปรับปรุงมาตรฐานการสื่อสาร เช่น Gen2 รุ่นล่าสุด ยังช่วยเพิ่ม:
• ความเร็วในการอ่าน (read rate)
• ระยะอ่านที่ไกลขึ้น
• ความเสถียรของสัญญาณ
• การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากแบบเรียลไทม์

เมื่อผสานกับรูปทรงฉลากขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบให้เข้ากับฉลากสินค้าเดิมได้ทันที ธุรกิจสามารถติดตั้งและใช้งานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักรหรือกระบวนการเดิมมากนัก ลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน (transition cost) และลดการหยุดชะงักในการดำเนินงาน



จากการติดแท็ก สู่การจัดการสินค้าสดแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ

เทคโนโลยี RFID รุ่นใหม่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ “ติดแท็กสินค้า” แต่เป็นรากฐานของระบบบริหารจัดการอาหารสดแบบครบวงจร ตั้งแต่:
1. โรงงานผลิต
2. ศูนย์กระจายสินค้า
3. ร้านค้าปลีก
4. จุดขาย (Point of Sale)

ข้อมูลที่ได้แบบเรียลไทม์ช่วยให้สามารถ:
• วิเคราะห์อายุสินค้าคงเหลือบนชั้นวาง
• ปรับโปรโมชั่นก่อนหมดอายุ
• ลดการสต็อกเกิน
• เพิ่มอัตราการหมุนเวียนสินค้า
• ลดแรงงานในการตรวจนับ



มิติด้านความยั่งยืน: ลดของเสียอาหารอย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยล่าสุดในอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า สินค้าที่เน่าเสียง่าย เป็นกลุ่มที่สูญเสียมากที่สุดในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ได้แก่:
• เนื้อสัตว์ (ประมาณ 50%)
• ผักและผลไม้ (ประมาณ 45%)
• ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (ประมาณ 28%)

มากกว่าครึ่งของผู้บริหารระบุว่า “การจัดการสินค้าคงคลังและการสต็อกเกิน” เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียอาหาร

ขณะเดียวกัน แบบจำลองเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ต้นทุนการสูญเสียอาหารทั่วโลกอาจแตะระดับ 540 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026

RFID จึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีด้านประสิทธิภาพ แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการ:
• เพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน
• ลดของเสีย
• เพิ่มอัตรากำไร
• สนับสนุนเป้าหมาย ESG และความยั่งยืน



สรุป

การพัฒนาแผ่นฝัง RFID รุ่นใหม่สำหรับอาหารสด แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่าง:
• วิทยาศาสตร์วัสดุ
• การออกแบบเสาอากาศ RF
• เทคโนโลยีชิปขั้นสูง
• มาตรฐานการสื่อสารสากล

ผลลัพธ์คือโซลูชันที่ทำให้การจัดการอาหารสดสามารถ “มองเห็นได้” แบบเรียลไทม์ ลดความสูญเสีย เพิ่มกำไร และยกระดับระบบค้าปลีกอาหารเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

20/02/2026

RFID Gate ตรวจนับทรัพย์สิน ระดับองค์กร สำหรับ โรงงาน ห้องสมุด คลังสินค้า
สนใจติดต่อ Matchpoint Technology
02-7432533
Line :-tech
www.matchpoint.co.th

Photos from MatchPoint Technology's post 12/01/2026

ข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Release)

ดีพร้อม (DIPROM) จับมือ DPAI เร่งเครื่องต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สานฝันผู้ประกอบการ ผลักดันสู่เกษตรอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Ai)
ภายใต้แนวคิด “Agro Solutions 5.0” ผสานเทคโนโลยีอวกาศและ AI เดินหน้าปั้น 47 กิจการต้นแบบ ขับเคลื่อนเกษตรอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 : กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) โดยกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) จัดพิธีเปิด “กิจกรรมพัฒนาเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ณ ห้องสัมมนา 101 อาคารกองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (กล้วยน้ำไท) ภายใต้แนวคิด "Agro Solutions 5.0 : Empowering Agro-Value Chain" เพื่อสานต่อความสำเร็จในปีที่ผ่านมา มุ่งยกระดับ 47 ผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนไทย สู่การเป็นอัจฉริยะเกษตรอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงมาตรฐานการผลิตเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับสากลด้วยเทคโนโลยี AgriTech และ AI ด้วยการใส่นวัตกรรมตั้งแต่ "ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ" ผ่าน "ผู้ประกอบการกลางน้ำ" ที่มุ่งเน้นการนำ "ข้อมูล" มาขับเคลื่อนภาคเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อความแม่นยำในทุกมิติ

กิจกรรมในวันนี้ ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายองค์กร ทั้ง คณาจารย์และนักวิจัยด้านอวกาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ผู้ประกอบการด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้านเทคโนโลยีสื่อสาร ด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ด้านเทคโนโลยีไลด้า และนักพัฒนาระบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติ จาก นายภานุ เนื่องจำนงค์ หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร จาก GISTDA มาร่วมถ่ายทอดการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และการใช้งานแอปพลิเคชัน "แมลงปอ" หรือ Dragonfly เพื่อวิเคราะห์สุขภาพพืชและสภาพพื้นที่ผ่านดาวเทียม ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการด้วย

นายนพดล ไพรวัลย์ ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวถึงไฮไลต์การเชื่อมโยงเทคโนโลยีอวกาศและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ที่จะให้ผู้ประกอบการได้ร่วมเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงตามแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยี เพื่อนำข้อมูลมาใช้ช่วยยกระดับการตัดสินใจ ภายใต้แนวคิด "Nested Approach" ช่วยให้เห็นภาพรวมของพื้นที่เพาะปลูกในทุกมิติ ทั้ง "Sky View" การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมพื้นที่และการเจริญเติบโตของพืช "Earth View" การใช้โดรน (อากาศยานไร้คนขับ) และสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ทางการเกษตรเพื่อการวางแผนและตัดสินใจที่แม่นยำ "Underground View" การใช้ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดดิน น้ำ ทั้งระดับผิวดินและใต้ดิน แบบเรียลไทม์ เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำถึงระดับราก มิติ "Automation & AI" การนำระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติมาใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตร และใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Ai Crop Advisory)

กิจกรรมนี้นับว่าเป็นการ "ยกระดับต้นน้ำ สร้างความเชื่อมั่นสู่สากล" หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการในปีนี้ คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบ Supply Chain โดยการนำระบบ "Blockchain" มาสร้าง Thailand Agricultural Digital Passport" ให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งที่มาและมาตรฐานการผลิตได้อย่างชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อที่ปลายทาง เพิ่มความน่าเชื่อถือใน Supply Chain ตลาดสากล ร่วมกับแพลตฟอร์ม FarmClimate แพลตฟอร์มบริหารจัดการฟาร์ม เพื่อการวางแผนและประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ มาให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้นำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม หรือ DPAI กล่าวรายงานว่า “การนำเทคโนโลยีอวกาศและ AI มาใช้วินิจฉัยและประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้การตัดสินใจทางการเกษตรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน เป็นความหวัง สร้างแรงบันดาลใจ สร้างมาตรฐานให้แก่วงการการเกษตรของไทย ตลอดจนสร้างการยอมรับมาตรฐานแหล่งผลิตในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”

ด้าน นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ประธานในพิธีเปิด ระบุว่า “โครงการนี้คือโอกาสที่จะเปลี่ยนผู้ประกอบการในภาคการเกษตรให้เป็น ‘ผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมยุคใหม่’ ที่เข้มแข็ง การนำนวัตกรรม เทคโนโลยีด้านการเกษตร และ ปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับแนวคิดการประยุกต์ใช้งานอย่างถูกต้อง มาขับเคลื่อนภาคการผลิตจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูง ตามหลักการดำเนินธุรกิจที่ ‘ทำน้อยได้มาก’ และเติบโตได้อย่างมั่นคงยั่งยืน”

สำหรับผู้ประกอบการทั้ง 47 กิจการ จะเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง 180 วัน โดยมีจุดเด่นคือ การพัฒนาแบบครบวงจรที่ประกอบ ด้วยการอบรมบ่มเพาะ การให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ (Coaching & Consult) ถึงพื้นที่และการต่อยอดด้านการตลาด เพื่อยกระดับการทำเกษตรของตนเองสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม ติดตามความก้าวหน้าของโครงการฯ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
โทรศัพท์: 02-430-6877 – 78

Introducing: The Wiliot Gen3 IoT Pixel – Debuting at NRF 2026 10/01/2026

Wiliot เปิดตัว Gen3 IoT Pixel
เซ็นเซอร์ไร้แบตเตอรี่ ที่ทำให้ซัพพลายเชน “มองเห็นและคิดได้เอง”

Wiliot เปิดตัว Gen3 IoT Pixel เซ็นเซอร์ไร้แบตเตอรี่รุ่นล่าสุด ขนาดเล็ก ใช้งานแบบพาสซีฟ และติดตั้งได้จำนวนมาก ช่วยให้สินค้าและสินทรัพย์สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้เองตลอดการเคลื่อนที่ในห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่ต้องสแกนหรือใช้แรงงานคน

หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ Ambient IoT
คือการฝังเซ็นเซอร์ไว้กับสินค้าโดยตรง ทำให้ “สภาพแวดล้อมเป็นผู้ตรวจจับ” และสร้างข้อมูลจริงจากโลกกายภาพแบบต่อเนื่อง เช่น
• การเคลื่อนไหว
• ระยะเวลาการคงอยู่
• อุณหภูมิและความชื้น
• การจัดการและการขนส่ง

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับ Physical AI หรือ AI ที่เรียนรู้จากเหตุการณ์จริง ไม่ใช่แค่ข้อมูลคาดการณ์



ทำอะไรได้บ้างในงานค้าปลีกและโลจิสติกส์

แพลตฟอร์ม Wiliot Intelligence แปลงสัญญาณจาก IoT Pixel ให้เป็นข้อมูลที่ใช้งานได้จริง ช่วยให้เกิดระบบอัตโนมัติหลัก ๆ ได้แก่
• นับสต็อกอัตโนมัติ
รู้จำนวนสินค้าแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องสแกน
• รับสินค้าอัตโนมัติ
ยืนยันการรับของทันทีเมื่อสินค้ามาถึง ลดเวลางานหน้าคลัง
• ตรวจสอบการส่งออกสินค้า
ป้องกันการส่งผิด ก่อนรถออกจากคลัง
• ติดตามอุปกรณ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำ
เช่น กล่อง กรงล้อเลื่อน ลดการสูญหาย
• ควบคุมอุณหภูมิและสภาพสินค้า
เหมาะกับสินค้าแช่เย็นและสินค้าเน่าเสียง่าย ลดของเสียและปัญหาคุณภาพ

ผลลัพธ์คือ ทำงานด้วยข้อมูล “ตลอดเวลา” แทนการตรวจเป็นรอบ ๆ เพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน และตัดสินใจได้เร็วขึ้น



พิสูจน์แล้วในระดับโลก

Ambient IoT ของ Wiliot ถูกใช้งานจริงในระดับใหญ่ โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Walmart
ปัจจุบันมี IoT Pixel หลายสิบล้านชิ้น สร้างข้อมูลการตรวจจับหลายพันล้านครั้งต่อเดือน ทำให้ AI เข้าใจพฤติกรรมของสินค้าได้จริง และคาดการณ์ปัญหาได้ล่วงหน้า



ทำไมต้อง Gen3 IoT Pixel

Gen3 ถูกพัฒนาให้ดีกว่ารุ่นก่อนในทุกด้าน
• อ่านสัญญาณได้ดีขึ้น
• เก็บข้อมูลได้มากขึ้น
• ต้นทุนต่ำลง
• ใช้งานได้เสถียรในหลายสภาพแวดล้อม

สรุปสั้น ๆ

Gen3 IoT Pixel คือพื้นฐานของซัพพลายเชนอัจฉริยะ ทำให้สินค้า “บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้” และทำให้ AI ตัดสินใจจากความจริง ไม่ใช่การเดา

Introducing: The Wiliot Gen3 IoT Pixel – Debuting at NRF 2026 Wiliot is proud to announce the launch of its Gen3 IoT Pixel – our most advanced battery-free sensor to date and a major step forward in how physical world data is captured, interpreted, and applied at scale across retail and supply chain operations.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท วิศวกรรม ใน Bang Na?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bang Na

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30