Inverse Room

Inverse Room

แชร์

Photos from Movedicine's post 29/04/2026

ของดี ของดี ของดี 🚼

19/03/2026

😇เป็นครูได้ แต่อย่าลืมการเป็นนักเรียน

😇เป็นครู ที่ไม่ใช่แค่ใบประกาศ กับอาสนะท่ายาก

😇ความชัดเจนในตัวและทิศทางการถ่ายทอด Unique
บูรณาการความรู้และองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อส่งต่อให้นักเรียน

การเป็นครูโยคะเริ่มจากจุดไหน?

ภาพ: ชาลาที่บ้านหลังจากการฝึกของเราทั้งสองคน

*****นักเรียนเริ่มสมัครเข้าร่วมรีทรีตเรื่อยๆแล้วนะครับ นักเรียนท่านใดสนใจเริ่มจัดสรรเวลาได้เลยครับ*****

ทุกคนก่อนที่จะเริ่มมาเป็นผู้ถ่ายทอดเราผ่านช่วงเดียวกันคือการเป็นนักเรียน แต่เราต่างกันตรงที่ในช่วงเวลาเป็นนักเรียนเราทำหน้าที่ตัวเองเต็มที่หรือเปล่านั่นคือการเป็นนักเรียน ตรงนี้แหละครับคือจุดเริ่มต้นของการเป็นครูโยคะ ไม่ใช่ใบประกาศหรือฝึกท่าเก่งหรือแม้กระทั่งการฝึกขั้นสูงๆ
ในช่วงที่เราเป็นนักเรียนนั้น(taking)เราเข้าใจหน้าที่ ความหมายของคำว่านักเรียนมากน้อยแค่ไหน เราศึกษาหาความรู้ในฐานะนักเรียนในทางด้านไหนบ้าง เวลาในช่วงนั้นมีดีและแย่เรานำมาทำอะไรบ้างในเส้นทางโยคะ ประสบการณ์เหล่านี้จะหล่อหลอมให้เราไปสู่ผู้ถ่ายทอดในวันข้างหน้า

ปัจจุบันนักเรียนไม่ได้ศึกษาหน้าที่ตัวเองให้ถ่องแท้ นอกจากอยากทำท่าให้ได้ ไปให้ไกล อยากเป็นsomebody พอวันหนึ่งเรามีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นครูหรือผู้ถ่ายทอด ถ้าในช่วงเวลาของเราสมัยเป็นนักเรียนเราใช้เวลาไปกับการตามล่าหาท่ายากแทนการรู้หน้าที่ตัวเอง การถ่ายทอดของเราก็จะเป็นกระจกเงาสะท้อนตอนเราเป็นนักเรียน ถ้าเราสมัยฝึกเริ่มต้นหรือทุกช่วงเวลาเราพยายามค้นคว้าหาความหมายของคำว่านักเรียนแล้ว พอเป็นครูเราจะสามารถเข้าใจนักเรียนของเรา เข้าใจหัวอกนักเรียน

การฝึกโยคะในปัจจุบันครูกับนักเรียนมีเรื่องราวที่ไม่เข้าใจกันบ่อยครั้ง ด้านหนึ่งอาจจะมีผลจากตัวครูเองที่ลืมวินาทีที่เราเริ่มฝึกโยคะ ลืมเรื่องราวต่างๆที่เราเผชิญสมัยเป็นนักเรียนหรือผ่านประสบการณ์ดีและแย่มาแต่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้ถูกทิศทาง

จุดอันตรายของการเป็นครูคือวันที่เราลืมอดีตที่เราเคยเป็นนักเรียน นั่งอยู่บนจุดที่ใครเตือนไม่ได้ หยุดการเป็นนักเรียน เมื่อไหร่ครูหยุดการเป็นนักเรียนนั่นคือการหยุดการเรียนรู้
เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีอะไรมากระทบเราจากฝั่งของนักเรียนให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่เราเป็นนักเรียน บางคำถามที่นักเรียนถามอาจจะดูท้าทายแต่มันอาจจะเป็นคำถามที่เราเคยถามครูเราก็ได้ การปฏิบัติตัวของนักเรียนบางครั้งไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นกิริยาที่เราเองก็เคยทำกับครูของเรา เพราะฉะนั้นการจะมายืนอยู่ในจุดการเป็นครูผู้ถ่ายทอดได้คงไม่มีแค่การฝึกท่าได้และมีใบประกาศ มีนักเรียนหลากหลายที่จะเข้ามาในชีวิตเรา การที่จะอ้าแขนรับได้ทุกคนเราต้องเข้าใจความหมายของคำว่านักเรียนและคำว่าครูด้วย

ให้ประสบการณ์ดีและแย่ ความรู้ ความพากเพียร ความมีวินัย ความอดทนที่ไม่ใช่การอดกลั้นและ การเป็นนักเรียนของเราช่วยหล่อหลอมการจะเดินบนเส้นทางโยคะในฐานะครู

อีกจุดหนึ่งที่ผมอยากจะบอกเล่าถึงคนที่อยากเป็นครูหรือที่เป็นอยู่แล้วคือการมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง (Unique) ตัวตนที่แท้จริงของเราที่คนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้และเราไม่ไปลอกเลียนแบบใครมา ความมีความเป็นเอกลักษณ์จะทำให้เราไม่หวั่นไหวไปตามกระแสไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาไหนก็ตามเพราะนั่นถือว่าเรามีความมั่นคงภายในแล้ว พอเราจะถ่ายทอดโยคะต่อให้นักเรียนเราก็เอาความunique นี้มาบูรณาการเข้ากับความรู้และองค์ประกอบอื่นๆเพื่อที่จะส่งต่อให้นักเรียน พอเราทำได้มันคือความชัดเจนในตัวเราและทิศทางการถ่ายทอด นอกจากความเป็นเอกลักษณ์นี้แล้วอย่าลืมศึกษาหาความรู้ความหมายของคำว่า “ครู” ด้วยนะครับ

จริงๆอยากนั่งคุยเรื่องเหล่านี้กับนักเรียนที่เป็นครูโยคะอยู่แล้ว และคนที่เตรียมตัวจะเป็นครูโยคะ ผมกำลังเตรียมหาอุปกรณ์เพื่อการถ่ายทำคลิปในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโยคะที่ไม่ใช่การฝึกท่าอาสนะ

นี่จะเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่จะนำมาพูดคุยกับนักเรียนทุกๆรอบในช่วงรีทรีตครับ

เป็นครูได้แต่อย่าลืมการเป็นนักเรียนนะครับ

16/02/2026

IAP นี่โคตรสำคัญ
นักวิ่งก็ต้องหายใจให้ถูกก่อน



การหายใจ • IAP • Posture • Running form

ระบบเดียวของการวิ่งที่ประหยัดพลังงาน

ถ้าคุณคิดจะเสียเงินไปปรับท่าวิ่ง
เพื่อประหยัดพลังงาน ลดอาการบาดเจ็บ วิ่งได้ดีขึ้น
ผมแนะนำให้ “ฝึกหายใจก่อน”

ไม่ใช่เพราะการหายใจสำคัญกว่า
แต่เพราะ ถ้าหายใจผิด ทุกท่าที่ปรับจะไม่อยู่



ทำไม “ปรับท่า” อย่างเดียวไม่พอ

นักวิ่งจำนวนมาก:
• ไปปรับ posture
• ปรับ foot strike
• ปรับ cadence
• ปรับแขน ลำตัว เชิงกราน

แต่พอกลับไปวิ่งจริง
→ ท่าค่อย ๆ พัง
→ เหนื่อยเท่าเดิม
→ เจ็บที่เดิม

เหตุผลเดียวกันเกือบทั้งหมดคือ
ไม่มี IAP มาค้ำโครงสร้าง



IAP = โครงเหล็กของท่าวิ่ง

IAP (Intra-Abdominal Pressure)
คือแรงดันในช่องท้องที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ
• กระบังลม
• กล้ามท้องลึก
• pelvic floor
• กล้ามหลังลึก

มันไม่ใช่ “การเกร็ง”
แต่คือ แรงดันที่นิ่งและต่อเนื่อง

ถ้า IAP ไม่มี:
• ตัวตั้งไม่ได้
• ท่าวิ่งต้อง “ฝืน”
• กล้ามเนื้อเล็กทำงานเกิน
• พลังงานรั่ว เสียไปกับการเกร็งลำตัวทุกก้าว



การหายใจคือวิธีสร้าง IAP ที่ถูกที่สุด

หายใจแบบนักวิ่งประหยัดพลังงาน
• ลมหายใจลงรอบเอว (360°)
• ซี่โครงขยาย ไม่ยกไหล่
• ท้องไม่ยุบ ไม่ดันแข็ง

ผลลัพธ์ที่เกิดทันที:
• ลำตัวนิ่งขึ้น
• ไหล่ตก
• แขนแกว่งเบา
• cadence นิ่งคงที่ขึ้นโดยไม่พยายาม

ทั้งหมดนี้เกิด ก่อน ที่คุณจะ “คิดเรื่องท่า” ด้วยซ้ำ



Posture ที่ดี ไม่ได้จัดถ้าคุณพยายามจัด มันจะอยู่ไม่ได้ตลอดระยะทางและต้องเกร็งเปลืองแรงอีก แต่มันต้อง “เกิดขึ้นเอง”

posture ที่ประหยัดพลังงาน:
• ไม่แอ่น
• ไม่ก้ม
• ไม่ตั้งแข็ง

แต่มันคือ

ลำตัวที่มีแรงดันจากแรงดันภายในท้อง

ถ้า IAP มาดี: posture จะถูกเอง



Running form ที่ดี = ผลข้างเคียงของระบบที่ถูก

เมื่อหายใจถูก + IAP มา + posture นิ่ง
running form จะจัดตัวเอง

สิ่งที่คุณจะเห็น:
• ลงเท้าใต้ center of mass ไม่ใช่ใต้สะโพกนะ
• เสียงเท้าเบา
• ก้าวสั้นลงเอง
• ขาเด้งกลับเร็ว
• วิ่งนานขึ้นโดยไม่ล้าเพิ่ม

ไม่ต้อง “จำท่า”
ไม่ต้อง “คุมทุกจังหวะ”



ประโยคเดียวที่อยากให้จำ

อย่าเสียเงินปรับท่าวิ่ง ถ้ายังหายใจให้เกิด IAP ไม่ได้
ถ้าร่างกายคุณยังไม่มีแรงดันไว้พยุงท่านั้น

การหายใจที่ถูก
คือการสร้าง “ฐานราก”
ให้ทุกการปรับท่ามีความหมาย

สนใจฝึกด้วยกันทักครับ

Photos from เฮลตี้ หนิง - Healthy Ning's post 12/02/2026

”ย้อนกลับไปหาต้นตอของอาการ พาร่างกายกลับสู่ Neutral Position เพราะการหายที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำท่าตามยูทูป..“

09/05/2024

ให้เลือด Flow

Episode 248 กล้ามเนื้อขาดเลือดจะเป็นอย่างไร

เลือดเป็นธาตุน้ำที่ไม่ใช่ธาตุน้ำร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะในเลือดยังมีธาตุดิน เช่น เม็ดเลือด ลอยอยู่ นอกจากนั้นยังมีธาตุลมแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ในน้ำเลือดด้วย หนึ่งในธาตุลมที่สำคัญคือ ก๊าซออกซิเจน ซึ่งก๊าซชนิดนี้มีความสำคัญมาก เพราะว่าเซลล์กล้ามเนื้อต้องนำออกซิเจนเข้าไปผลิตสารให้พลังงานชนิดหนึ่งเรียกว่า Adenosine triphosphate หรือ ATP

ATP มีบทบาทสำคัญมาก เพราะการหดตัว คลายตัวของเส้นใยกล้ามเนื้อ รวมถึงการเก็บกลับแคลเซียมคืนสู่ที่เก็บต้องอาศัยพลังงาน ว่ากันว่า ถ้ากล้ามเนื้อขาดเลือด นั่นหมายความว่าจะทำให้ขาดออกซิเจนและ ATP ตามลำดับ จะส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ และนำไปสู่การเกิดจุดกดเจ็บไก (trigger point) ต่อไป

เรามาทำความรู้จักกับภาวะขาดเลือดหรือ Ischemia กันก่อนนะคะ คำ ๆ นี้หมายความว่า เนื้อเยื่อเกิดความผิดปกติบางอย่างทำให้เลือดเข้าไปได้ลำบาก และเกิดภาวะขาดเลือดขึ้น ส่วนสาเหตุนั้นมีมากมายค่ะ ถ้าเกิดจากโรค โรคนั้นจะทำให้หลอดเลือดตีบ เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือด หรือบางครั้งลักษณะของบริเวณของร่างกายบางที่เลือดเข้าไปเลี้ยงได้น้อยเองก็ได้ เช่น เอ็นกล้ามเนื้อข้อไหล่ หรือบางครั้งกล้ามเนื้อหดตัวเกร็งมากเกินไปจากการใช้งานหรือความเครียดก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดภาวะขาดเลือดได้ค่ะ (อาจรวมถึงอุบัติเหตุด้วยนะคะ)

แน่นอนค่ะ ในกล้ามเนื้อมีตัวรับความเจ็บปวดกระจายอยู่เพื่อช่วยปกป้องอันตรายให้แก่ร่างกาย ในชีวิตประจำวันบางทีเรานั่งหรืออยู่ในท่าใดนาน ๆ เราจะปวดกล้ามเนื้อและเกิดอาการชาใช่ไหมคะ อาการปวดกล้ามเนื้อจากการขาดเลือดเลยเรียกว่า Ischemic pain นั่นเอง

กรณีที่กล้ามเนื้อขาดเลือดนาน ๆ จะส่งผลทำให้บริเวณที่ขาดเลือดเกิดการสร้างสารกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า Vasoneuroactive substance หรือ VNS คำว่า vaso เกี่ยวกับหลอดเลือด และ neuro หมายถึง เซลล์ประสาท สารเหล่านี้จึงมีฤทธิ์ในการกระตุ้นหลอดเลือดและเส้นประสาทได้

ท่านคงได้ยินชื่อกันมาบ้าง เช่น serotonin, catecholamine, histamine, bradykinin หรือ prostaglandin หากเขาหลั่งออกมาจะส่งผลกลับกันกับตอนขาดเลือด นั่นคือ เส้นเลือดจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวและหลั่งของเหลวมาคั่งจนเกิดอาการบวมขึ้นมา เมื่อบวมก็ยิ่งเกิดแรงกดอัดเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและหลอดเลือด เราจะยิ่งปวด ยิ่งปวดก็ยิ่งกระตุ้นการบวมวนไปวนมาจนวินนั่นแหละค่ะ

อาการปวด บวม แดง และร้อนที่ตามมาคือ สัญญาณของอาการอักเสบได้เกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเรามีวิธีการทุเลาอาการอักเสบได้เมื่อเวลาผ่านไป แต่บางท่านก็รอไม่ไหวช่วงอักเสบมาก ๆ ก็เลยต้องพึ่งยาต้านอาการอักเสบ ส่วนใหญ่จะเน้นเป็นยากลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs เช่น Ibuprofen หรือ diclofenac แต่คุณหมอก็ไม่อยากให้เราต้องกินต่อเนื่องนะคะ เพราะว่าผลข้างเคียงจะกระทบต่อไตและอาจเกิดแผลในทางเดินอาหารได้ (หากคุณหมอท่านจ่ายยากลุ่มนี้ ท่านมักจะให้ยาลดกรด เช่น miracid มาด้วย แต่ lactacid ไม่ได้นะคะ เพราะ lactacid เอาไว้ล้างเท่านั้น)

หากกล้ามเนื้อมัดเดิมพบเจอกับสภาวะขาดเลือดบ่อย ๆ ร่างกายของเราจะเกิดการเรียนรู้ปรับตัวให้เกิดการขมวดปมใยกล้ามเนื้อขึ้นมาร่วมกับเกิดแถบตึง (taut band) ขึ้นมา ซึ่งเดี๋ยวจะมาเล่าในตอนต่อไปเกี่ยวกับกลไกการเกิด trigger point ค่ะ ซึ่งจุดกดเจ็บไกหรือ trigger point นี้เองเมื่อเกิดขึ้นจะทำให้เกิดอาการปวดแผ่ร้าว (somatic referred pain) ซึ่งปรมาจารย์ Simmons และ Travel ได้กำหนดคำของแบบแผนหรือแผนที่ของการปวดร้าวเฉพาะของกล้ามเนื้อแต่ละมัดไว้ว่า essential pain zone

เมื่อพลิกมุมมองกลับมาดูการนวด จุดประสงค์หลักคือ การเพิ่มเลือด เพื่อแก้ไขปัญหา ischemia หรือ trigger point นั่นเอง นอกจากนั้น ความร้อน ความเย็น เลเซอร์ PMS หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ย่อมเกิดขึ้นด้วยจุดประสงค์คล้ายกัน ซึ่งขึ้นกับวิชาชีพและความชำนาญของผู้เลือกเทคนิค และเมื่อมุ่งมาที่การนวด ยังแตกแขนงวิธีการไปอีกมากมาย เช่น การนวดแผนไทย การนวดแผนจีน การกดจุด การนวดสวีดิช หรือแม้แต่การนวดระบายน้ำเหลือง ก็สามารถนำมาใช้ในการทุเลารักษาได้ค่ะ

อย่างไรก็ตาม การแก้ทุกข์ ต้องแก้ที่เหตุของทุกข์
ถ้าทุกข์นั้นมาจากกล้ามเนื้อใช้งานหนัก อยู่ในท่าทางไม่ถูกต้อง ก็ต้องปรับต้นเหตุด้วย
ถ้าเหตุมาจากกล้ามเนื้อขาดความทนทาน หรือความแข็งแรง การออกกำลังกายก็ต้องจัดมาด้วยจริงไหมคะ
ในวันนี้วงการวิชาการได้สรุปว่า ภาวะขาดเลือดของกล้ามเนื้อ หรือจุดกดเจ็บไกในกล้ามเนื้อ ไม่มีวิธีใดที่เป็นมาตรฐานแท้จริง หรือไม่สามารถ stand alone ในการรักษาได้ เพราะวิธีการรักษายังมีมากมายกว่าที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น การฝึกสมาธิ การฝึกโยคะ การฝึกชี่กง การกระตุ้นเส้นประสาทวากัส รวมถึง โภชนาการบำบัด หรือการปรับอาการเพื่อลดจุดกดเจ็บไกด้วย (ถ้าอยากฟังจะมาเล่านะคะ ในฐานะที่จบเภสัชวิทยามา พอเล่าได้ค่ะ)

ขอบพระคุณที่เกื้อกูลกันมาตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่
ด้วยความรัก
วีเรศวร
9 พฤษภาคม 67
บรรณานุกรม
Lleon C and DeLany J. Clinical application of neuromuscular techniques. Vhurchil Livingstone. London, 2008.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Uttaradit?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Muang
Uttaradit
53000