SMART CEO

SMART CEO

แชร์

23/12/2023

ฝากหนังสือไว้อ่านสักเล่ม
ตอนที่ 9 แล้ว เขียนเอง อ่านเอง
แบ่งกันอ่านมั่ง

ใจดี VS เข้มงวด

จำได้ว่าได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกแล้วประทับใจมาก เปรียบเทียบได้ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดว่าจะเกี่ยวกับชีวิตของเราอะไรมากมาย พอได้นั่งทบทวน โอ้ย! มันจี๊ดมาก รู้งี้นะ (รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้ อีกแล้ว!) โอ๊ยๆ อยากจะร้องเพลงแจ้
เรื่องนี้สอนอะไรผมหลายอย่างมาก ชนิดที่เรียกว่ามากมายมหาศาลถล่มทลายเลยทีเดียว
เรื่องมีอยู่ว่ามีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีประชากรอยู่หลายร้อยคน มีผู้ปกครอง หรือ ผู้นำ ที่ปกครองหมู่บ้านนี้มาช้านาน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี ผู้นำนึกอยากจะทดสอบการปกครองอะไรบางอย่างว่าจะใช้ระบบการปกครองแบบไหนจึงจะเหมาะสมและสามารถจะพัฒนาหมู่บ้านได้ จึงเรียกรองหัวหน้ามาแล้วบอกว่า “เราจะลองปรับการปกครองรูปแบบใหม่ รู้สึกเบื่ออะไรแบบนี้แล้ว เราแต่งตั้งให้เจ้าปกครองหมู่บ้านนี้ครั้งหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่า เจ้าต้องดูแลประชาชนแบบเข้มงวด ส่วนเราจะดูแลแบบใจดี เจ้าตกลงหรือไม่” เมื่อรองหัวหน้าตกลงรับคำ จึงได้เริ่มการดูแลรูปแบบใหม่ ชาวบ้านก็เริ่มมีปัญหากับรองหัวหน้าที่เข้มงวดเหลือเกิน แต่ชื่นชอบกับการปกครองแบบใจดีของผู้นำเดิม

ผู้นำเข้มงวดสั่งให้ประชาชนดูแลหมู่บ้าน ทำนาทำสวน เข้มงวดทุกกระบวนการ ไม่ให้ขี้เกียจ ตรวจตราทุกอย่าง

ในขณะที่อีกครึ่งของหมู่บ้าน อยู่กันแบบสะดวกสบาย อยากทำอะไรก็ทำ ประชาชนอยู่กันแบบไร้ระเบียบ เพราะมีผู้นำที่ใจดี อะไรก็ได้ แต่ถึงเช่นนั้น เขาก็เริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านฝั่งเข้มงวดว่ามีวินัย มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ ทุกคนเชื่อฟังผู้นำดีเหลือเกิน

ฝั่งของตัวเองใช้ให้ทำอะไร มักจะไม่ยอมทำ มีข้ออ้างมากมายตลอดเวลา ลูกน้องของตนไม่เชื่อฟังเลย

เมื่อเห็นดังนั้น จึงเรียกรองหัวหน้ามาทำข้อตกลงกันใหม่ว่า “เราเบื่อการปกครองแบบนี้แล้ว เรามาแลกกัน เจ้ามาปกครองแบบใจดี เดี๋ยวข้าจะปกครองแบบเข้มงวดบ้าง” ว่าแล้วก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง

เจ้าเมืองเดิมเริ่มเข้มงวดการปกครอง สั่งให้ชาวบ้านมีระเบียบวินัยมากขึ้น เข้มงวดทุกสิ่งอย่าง จนชาวบ้านเริ่มทนไม่ไหว แอบประชุมลับๆ กันเพื่อจะปฏิวัติการปกครอง
ในขณะที่อีกฝั่งผู้ปกครองใหม่ได้มาแจ้งชาวบ้านว่า เหนื่อยกันมามากแล้ว ตอนนี้จะเริ่มผ่อนกฎระเบียบให้บ้าง แต่จะให้เป็นบางกรณีเท่านั้น ชาวบ้านก็ชอบใจ เหมือนได้รับรางวัลว่าผู้นำรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ให้รางวัลทีมงาน ก็ยิ่งชื่นชมผู้นำมากยิ่งขึ้น

เล่ามาถึงตอนนี้ คุณพอจะมองเห็น หรือคิดอะไรถึงตัวเองบ้างหรือยังครับ เรื่องความเข้มงวดและใจดี สำหรับผม เมื่อทบทวนเส้นทางชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ผมใช้ชีวิตแบบใจดีกับตัวเองมาโดยตลอด ทำให้ผมสบาย ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่มีเป้าหมาย เมื่อเปรียบกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่มีเป้าหมาย เช่น อยากเป็นหมอ --->เขาก็จะตั้งใจอ่านหนังสือ เข้มงวดกับตัวเองมาตลอด จนในที่สุด เขาก็สามารถสอบติดหมอได้สำเร็จ

ส่วนผม ผลแห่งการใช้ชีวิตแบบใจดี ทำให้ไม่สามารถสอบอะไรได้เลย จนผมต้องเริ่มเข้มงวดกับตัวเอง และต้องใช้ความพยายามหลายเท่าเพื่อเอาชนะความใจดีของตัวเอง เพื่อให้ได้ความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ผมจึงอยากให้ทุกคน ทบทวนให้ดีๆ อีกครั้ง ว่าวันนี้เราใช้ชีวิตแบบไหน ใจดีหรือเข้มงวด เราจะเอาอะไรนำและจะทำให้ทั้งสองอย่างสมดุลได้อย่างไร

เรื่องความเข้มงวดกับใจดี สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารได้ คือ เรื่องของ Leadership ความเป็นผู้นำ เมื่อผมได้เข้าไปบริหารองค์กร แต่ละที่จะมีวัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ อยู่ หลายๆ คนอาจจะเคยคิดว่า เราต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นแบบนั้น แบบนี้ แบบที่ผู้นำอยากให้เป็น เชื่อเถอะครับว่า แต่ละองค์กรมันมีวัฒนธรรมของตัวมันเอง จากการรวมตัวกันของพนักงานในองค์กรนั้นๆ อยู่แล้ว ผู้นำต้องใช้เวลา ใช้ความสามารถความอดทนอย่างมาก หากจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ขึ้นมาตามที่ตัวเองอยากให้เป็น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สามารถทำได้
ผู้นำที่เข้าไปแล้วใจดี จะถูกมองว่าหน่อมแน้ม
ผู้นำที่เข้าไปแล้วเข้มงวด จะถูกมองว่าโหด บ้าอำนาจ

คนเรานี่ก็แปลก อยากมีหัวหน้าใจดี แต่ใช้งานแล้วไม่ทำ อยากมีคนจิก กดดัน ไม่งั้นงานไม่ออก พอได้หัวหน้าเข้มงวด ก็บ่นเหนื่อย เบื่อ หัวหน้าใจร้าย บ้าพลัง จะเอาใจกันยังไง บางคนอายุมากกว่าหัวหน้า โดนว่าหน่อยก็หาว่าไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ มีประสบการณ์เยอะ ไม่เห็นคุณค่า ลืมมองตัวเองไป
ดังนั้น ผู้นำที่ดี ควรจะเป็นอย่างไร
คงต้องทบทวนตัวเองแล้วล่ะครับ
เพราะคำตอบนี้ คุณเท่านั้นที่จะตอบได้
แนวคิดและเรื่องเล่าสั้นๆ ของผมคงจะทำให้ท่านได้คิดและพิจารณาได้บ้าง

คำถาม คือ 1. ผู้นำที่ท่านอยากได้เป็นอย่างไร
2. ผู้นำที่ท่านอยากเป็นเป็นอย่างไร
3. ทั้งสองผู้นำเป็นคนเดียวกันหรือไม่ อย่างไร

จากคำตอบที่ได้ มันคจะบอกอะไรบางอย่างในชีวิตของเราได้และชื่อเถอะว่า
ชีวิตนี้ของใครของมัน เราคงไม่สามารถไปควบคุมชีวิตใครได้หรอก ท้ายที่สุดก็ต้องหันมาปรับชีวิตของเราเอง เพื่อสสร้างสมดุลชีวิตของตัวเองกัน ว่ามั้ย

พี่ช่อเอง ฝากแชร์ด้วยนะ ถ้าคิดว่าดี
ขอบคุณล่วงหน้าเลย

22/12/2023

ฝากหนังสือไว้ให้อ่านสักเล่ม
มาถึงตอนที่ 8 แล้วรึ
เขียนเอง อ่านเอง แบ่งกันอ่านแล้วตอนนี้
ทุกความสำเร็จ มีเหตุผลของมันเสมอ

ผมเชื่อว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม จะมีเหตุมีผลในตัวของมันเองเสมอ ทุกการกระทำก็ย่อมมีผลลัพธ์ของมัน จริงหรือ จริงครับ
Timing เป็นอีกเหตุผลของความสำเร็จ
ทุกความสำเร็จย่อมมีเวลาของมัน
ทุกความสำเร็จ ย่อมใช้เวลาที่ต่างกัน ตามความยิ่งใหญ่ของความสำเร็จ

ยกตัวอย่าง “ความสำเร็จจากธรรมชาติ”
คนเราจะเกิดเป็นคนได้ ใช้เวลา 9 เดือน บวกลบนิดหน่อย ใครใช้เวลา 3 เดือนบ้าง? ไก่ต้องเป็นไข่ก่อนเสมอ หรือ ไข่ต้องมีไก่ เอ๊ะ หรือมีนก มีเป็ด ย้อเย่นนะ ประมาณนี้
เมื่อไม่สามารถทำความสำเร็จแบบธรรมชาติเองได้ ก็ต้องอาศัยตัวช่วย วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ช่วยได้

“ความสำเร็จจากตนเอง”
ผู้พันแซนเดอร์ส ผู้ก่อตั้ง KFC ใช้เวลานานเท่าใด
Steve Jobs ใช้เวลาแค่ไหน จึงทำให้ iPhone ประสบความสำเร็จ
เอกชัย วรรณแก้ว บัณฑิตหนุ่มผู้พิการหัวใจเกินร้อยใช้เวลาเท่าใดจึงจะจบการศึกษา
นอกจากเวลาแล้ว พวกเขาก็ยังใช้ศักยภาพ สมรรถนะ อีกเท่าไหร่ จึงจะสำเร็จ

Step ขั้นตอน ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบ

ยกตัวอย่าง
การฝึกปลาวาฬ ให้สามารถกระโดดลอดห่วงในอากาศ ลองคิดดู เพราะอะไร คนจึงสามารถฝึกให้ปลาวาฬกระโดดลอดห่วงได้ เพราะการให้เราเข้าไปชมปลาวาฬธรรมดาๆ คงเป็นอะไรที่ธรรมดา และถ้าปลาวาฬลอดห่วงใต้น้ำ ก็ไม่มีอะไรน่าชม ว่าไหมครับ

เอียนแรนต์ บอกว่า “สิ่งมีชีวิตทุกชนิด พยายามดำรงชีวิตให้ได้ด้วยการใช้ศักยภาพที่มีอยู่สูงสุด เพื่อเอาชีวิตรอด” คนเราก็คงเหมือนกัน เพราะมนุษย์เรียนรู้ได้ดีกว่า จึงเอาวิธีนี้มาฝึกปลาวาฬ เพราะถ้าปลาเรียนรู้ได้ดีกว่า ก็คงเอามาฝึกมนุษย์เนอะ

กระบวนการฝึก คือ ให้ปลาเรียนรู้ว่าต้องทำอะไร ถึงจะได้มีชีวิตรอด คือ มีกิน

เอาปลาขังไว้ในบ่อให้มันว่ายจนมึนหัว แล้วเอาห่วงใส่ลงไปในบ่อ ปลาก็สงสัยว่าเมื่อไรฉันจะได้กินอาหาร หิวจนตาลายแล้วยังไม่ได้กินสักที ทำยังไงดี
เอ๊ะ ห่วงนี้มันคืออะไร ลองว่ายลอดดีกว่า ว่าแล้วก็ลอดห่วง ทันใดนั้น อาหารก็หล่นมาจากฟากฟ้า มันก็ลอดห่วงใหญ่เลย
มันได้เรียนรู้ว่า เมื่อลองทำอะไรใหม่ๆ ผลลัพธ์ใหม่ก็เกิดทันที
การลอดห่วงใต้น้ำของปลาวาฬ เริ่มขึ้นแล้ว ห่วงก็ถูกยกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนห่วงอยู่เหนือน้ำ ความท้าทายสำหรับปลาวาฬจึงเกิดขึ้นตรงนั้นล่ะครับ
เมื่อไม่มีห่วงใต้น้ำให้ลอด ปลาจะทำอย่างไร หิวก็หิว ห่วงก็ไม่มี การลอดห่วง คือ ชีวิต ทำไงดี เราต้องลอดห่วงเท่านั้น จึงได้รวบรวมพลังทั้งหมด กระโดดลอดห่วงเหนือน้ำให้ได้ เมื่อได้พุ่งตัวขึ้นครั้งแรกอาจจะไม่สำเร็จ แต่หากไม่พยายาม มันก็อาจจะอดตายได้ สุดท้ายปลาวาฬก็สามารถลอดห่วงที่อยู่เหนือน้ำได้ ปลาจำนวนมากก็หล่นมาจากฟากฟ้าอีกแล้วครับท่าน ปลาได้เรียนรู้ถึงความสำเร็จนี้และจดจำไว้ว่า เมื่อมันกระโดดลอดห่วงกลางอากาศได้ มันจะได้รับสิ่งที่มันอยากได้ เมื่อเวลาผ่านไป ห่วงก็ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่รอผู้ชมมากมายมาดูความมหัศจรรย์ที่ถูกเรียกว่า เปลี่ยนความสามารถเป็นความสำเร็จ

จำได้ไหม เวลาเราชมการแสดงของปลาวาฬโชว์ ปลาจะกระโดดลอดห่วงสูงมาก และกระแทกน้ำจนกระเด็น ผู้ชมจำนวนมากเปียกปอนไปตามกัน แต่มีเสียงปรบมือ หรือส่งเสียงเฮ ไม่มีอารมณ์โกรธแสดงออกมาเลย
เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องเล่าเรื่องนี้บ้างครับ สำหรับผม ได้เรียนรู้ดังนี้ครับ
เราต้องใช้ศักยภาพให้สูงสุดเท่าที่มี เพื่อประสบความสำเร็จ
ทุกความสำเร็จมีเหตุมีผลเสมอ
ความสำเร็จมีช่วงเวลาของมัน
ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง เราจะใช้ชีวิตแบบเดิม
เมื่อเราเปลี่ยนแปลง เราจะพบอะไรใหม่ๆ เสมอ
ความท้าทาย คือ จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
ความล้มเหลว คือ ประสบการณ์
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ คือ ความสามารถพิเศษที่เราทำได้
ทุกความสำเร็จ จะมีคำชื่นชม
ทุกคำชื่นชม คือ แรงผลักดันที่ทำให้เราไปต่อ

และผมเชื่อว่า คุณได้เรียนรู้อะไรมากกว่าที่ผมเขียน
ทั้ง 10 ข้อที่ผมได้เรียนรู้ ผมได้นำมาต่อยอดจนกลายเป็นความสำเร็จของผมในวันนี้ และผมจะไม่หยุดไว้เพียงเท่านี้ ผมจะต้องกระโดดลอดห่วงที่สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น
เมื่อเราได้เรียนรู้ เราต้องต่อยอดความสำเร็จนั้นทันที ลงมือเลยครับ
คุณได้เรียนรู้อะไร เขียนมันออกมา และสิ่งที่ได้เรียนรู้จะส่งผลต่อเป้าหมายของคุณอย่างไร ลงมือทำเลยครับ ความสำเร็จรอคุณอยู่

ยินดีด้วย คุณมาได้ครึ่งทางแล้ว ครึ่งของแค่ละคนไม่เท่ากัน จริงมั้ย
ว่าไป ค่อยมาเขียนต่อ

พี่ช่อเองฮะ

22/12/2023

มาถึงตอนที่ 7
ฝากหนังสือไว้อ่านสักเล่ม
เขียนเองอ่านเอง ตอนนี้แบ่งเพื่อนอ่านบ้าง
ชอบก็แชร์นะครับ

จากวันนั้นถึงวันนี้

ทุกสิ่งอย่างต้องมีก้าวแรกเสมอ เมื่อเราทำบางสิ่งบ่อยๆ เราจะเกิดความชำนาญ
จำได้ว่าเมื่อเริ่มทำงานครั้งแรก หลังจากเรียนจบอย่างเป็นทางการผมตื่นเต้นทุกวันของการทำงาน ไม่เหมือนชีวิตวัยเรียนเลย เจอแต่ผู้ใหญ่ๆ ดูไฮโซ ก็ไอ้เรามันเด็กบ้านนอกนี่นา
เล่าย้อนกลับไปในช่วงก่อนเรียนจบ ผมมีโอกาสได้ทำงานหาเงินด้วยตัวเองด้วยการขายเสื้อผ้าหน้ามหาวิทยาลัย ได้ทำงานอยู่บริษัททัวร์ขับรถให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นเซลล์ขายหนังสือ ขับรถรับจ้าง ตอนเรียนใกล้จบก็ได้ไปอยู่บ่อทราย ควบคุมการขุดทรายขาย ขับรถสิบล้อบ้าง ขับรถขุดบ้าง ปลูกผัก ทำอาหารกินเอง สนุกสนานตามประสาผู้ชายวัยสิงห์คะนองนา ด้วยประสบการณ์อันแสนพิลึกของผม (เพื่อนๆ บอก) จึงทำให้ผมได้สะสมวิชาที่ผมใช้ชื่อว่า “วิชาพึ่งตนเอง” วิชาพวกนี้ได้จากอารมณ์ ความอยากเรียนรู้ของผม และติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้
ที่เล่ามาไม่ได้จะบอกว่าผมเก่งนะ แต่อยากให้พวกเราลองทบทวนถึงข้อดี ความสามารถในทุกๆ ด้านของตนเอง ว่าเรามีความสามารถในด้านไหนบ้าง และนำมาต่อยอดเพื่อความสำเร็จได้บ้าง จำได้ไหมครับ ว่าผลของการกระทำในอดีตจะส่งผลถึงผลลัพธ์ในปัจจุบัน --->นั่นแหละครับ ตรงประเด็นเลย
สำหรับการสัมภาษณ์งานครั้งแรกของผมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ทำให้ผมรู้ว่าเราต้องมีความเชี่ยวชาญสักด้าน เพื่อให้เราเด่นกว่าคนอื่น เป็นดาว ในหมู่เดือน เพราะผมรู้ทุกเรื่อง แต่ไม่เก่งสักเรื่อง ผลการสัมภาษณ์ครั้งนั้นก็เลยพลาด

คุณล่ะครับ เคยเป็นแบบนี้หรือเปล่า

แต่ก็นั่นล่ะ มันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า เราต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้เราเป็นคนๆ นั้น คนที่สำเร็จ เขาทำอะไร อย่างไร และในที่สุดผมก็ได้งานทำ และสามารถไต่เต้ามาจนเป็นผู้บริหาร เพราะอะไรน่ะเหรอครับ จะทวนให้นะครับ
หลักการของความสำเร็จ
รู้จักตัวเอง
เข้าใจตัวเอง
สามารถนำตนเองไปสู่สิ่งที่อยากเป็นได้
สามารถนำผู้อื่นให้สนับสนุนเราได้
แบ่งปันสิ่งที่เรามีให้กับสังคมด้วยนะ

เดี๋ยวจะขยายให้ฟัง และอาจจะยกตัวอย่างด้วย ถ้าไม่ขี้เกียจเขียน (จะขี้เกียจแล้วได้อะไร)

1. เริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมาย
สำคัญมากๆ เพราะหมายถึงทั้งชีวิตของคุณเลยทีเดียว เหมือนจะออกเรือท่ามกลางทะเลมืด ต้องวางแผนการเดินทาง มีเข็มทิศเพื่อจะไปถึงจุดหมาย

ซึ่งหลักการตั้งเป้าหมายอย่างง่ายๆ ก็มีหลายแบบ แบบที่เป็นมาตรฐาน คือ SMARTGoals ประกอบไปด้วย

S Specific เจาะจงชัดเจน
M Measurable วัดผลได้อย่างไร
A Attainable เป็นไปได้ไม่เกินตัว
R Relevant สำคัญอย่างไร
T Time ช่วงเวลาแน่นอนชัดเจน

รายละเอียด ไปหาเองนะใน Google เยอะแยะ ไม่เข้าใจค่อยมาคุยกันเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน (พยายามบ้าง)

Model แห่งความสำเร็จ

จากการทำงานด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา รวมไปถึงการแสวงหาเครื่องมือในการนำมาใบริหารองค์กรที่ทำงาน พบว่า แต่ละองค์กรมีเรื่องราวที่ต่างกัน ดังนั้นเครื่องมือแต่ละอย่างก็ใช้ได้ดีกับบางแห่งเท่านั้น บางอย่างใช้ไม่ได้ วิธีการบริหารบางอย่างก็ดีสำหรับบางที่ แต่? เชื่อไหมครับ ผมได้นำหลักการโค้ชชิ่ง Coaching ซึ่งจะบอกว่ามหัศจรรย์มากๆ ผมได้ไปอบรม ศึกษา จนได้ใบประกาศนียบัตร สามารถนำมาประกอบอาชีพได้ แต่ผมยังไม่เชื่อว่าจะสามารถนำมาใช้ได้

จนกระทั่งผมนำมาใช้จริงกับตนเอง และได้พบประสบการณ์ที่ดีมากมาย
และจึงได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการนำกระบวนการหรือวิชาใดๆ มาใช้ให้ได้ผลกับคนอื่น เราต้องใช้กับตัวเอง กับคนใกล้ชิด กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ไปทีละขั้น ทีละตอน และต้องใช้เวลา จนตกผลึกในแบบของตัวเอง

สุดท้าย เราต้องเข้าใจตนเองก่อน จึงจะสามารถเข้าใจคนอื่นได้

พูดเรื่องการเข้าใจตนเอง ก็จะอธิบายยาก เพราะการยอมรับตนเอง การมีความสุขกับตนเอง ค่อนข้างลึกซึ้ง แต่อธิบายลำบาก สรุปสั้นๆ ว่า “เข้าใจตนเองนะ”

เมื่อคุณใช้กระบวนการโค้ชอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่าการโค้ชมีความหลากหลายจริงๆ แบบไหนเหมาะกับคุณ คุณจะรู้เอง หลักการคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว คุณต้องศึกษามัน ตัวอย่าง Model ง่ายๆ

G R O W Model

Goal เรามีเป้าหมายอะไร
Reality ตอนนี้เป็นยังไง
Option เรามีทางเลือกอะไรบ้าง
Will to Do เราต้องทำอะไรวะ

ผมจะอธิบายความเชื่อบางอย่างก่อนที่เริ่มต้นใช้ Models เพื่อการตั้งเป้าหมายของความสำเร็จนะครับ
เราต้องเชื่อว่า เราทุกคนมีความเก่ง ฉลาด อยู่ในตัวเอง

ลองดูนะว่า เราจะไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อเรามีหลักในการดินทากขึ้น

พี่ช่อเอง

26/07/2018

จะเป็นผู้นำที่ดี

เริ่มต้นที่ตัวเอง

เป็นผู้ตามที่ดีก่อน

เข้าใจผู้ตาม

แล้วเราจะนำเขาได้

03/01/2018

สวัสดีปีใหม่ครับ ทุกคน
ขอให้ปีนี้เป็นปีที่สุดยอดของทุกคนนะครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Nonthaburi?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Nonthaburi