SCBXNextTech

SCBXNextTech

แชร์

18/07/2026

ธุรกิจขนาดเล็กอาจไม่จำเป็นต้องมีทีมใหญ่เสมอไป แต่อาศัยแค่คนเพียงคนเดียวกับ AI เพียง 1-2 ตัวที่ช่วยสร้างทีมงานให้เราได้ทั้งแผนก
ข้อมูลจากงาน Hope Space AI Summit 2026 | 108 Use Cases in the Real World ในหัวข้อ Solo Empire with LINE โดย ดร.วศิน ตรีสินธุรส (อาจารย์โต) Line Certified Coach 2026 / CEO & Founder of Innovation Vantage ณ SCBX NEXT STAGE NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 69 ที่ผ่านมา ได้เล่าถึงประเด็นการนำโปรแกรม LINE OA MCP เข้ามาใช้เชื่อมต่อกับ AI เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ที่ทำธุรกิจหรือมีหน้าร้านผ่าน LINE My Business
เมื่อ AI ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยคิดหรือช่วยเขียน แต่ยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือทางธุรกิจอย่าง LINE Official Account (LINE OA) ได้ผ่าน LINE OA MCP โปรแกรมที่ช่วยให้ทุกขั้นตอนการทำงานผ่าน LINE สะดวกขึ้น หลายงานที่เคยต้องใช้ “คน” จัดการ แต่เมื่อมี LINE OA MCP ก็สามารถร่นระยะเวลาทำงานให้สั้นลง แล้วเอาเวลาไปโฟกัสกับงานอื่นที่สำคัญกว่าได้
LINE OA MCP คือ โปรแกรมสั่งงานผ่าน AI ที่ส่งต่อเข้าไปยังโปรแกรม LINE OA ได้โดยอัตโนมัติเพียงแค่ทำการเชื่อมต่อ LINE OA MCP เข้ากับ AI ที่เราเลือกใช้ อย่าง Claude Cowork / Claude Code หรือ ChatGPT Work
นั่นหมายความว่า ทุก Process ที่เราต้องรันธุรกิจผ่าน LINE OA จะทำงานได้ผ่าน LINE OA MCP เพียงแค่สั่งงานผ่าน Claude ด้วยภาษามนุษย์ปกติแบบที่เราคุยกับ Claude ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ไม่ต้องสร้าง Server เองก็สามารถรันงานได้ ทั้งยังสามารถเริ่มต้นแบบ Free-Tier ได้อีกด้วย โดยเปิดให้ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ผลลัพธ์คือ แม้จะมีคนทำงานเพียงคนเดียว ก็สามารถทำงานได้เหมือนมีทีมงานทุกแผนก แต่เปลี่ยนจากทีมงานที่เป็น “คน” เป็น “AI Agent” คอยช่วยดูแลธุรกิจในหลายบทบาท ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การตลาด ครีเอทีฟ การขาย ไปจนถึงการจัดการระบบหลังบ้าน
ส่วนงานที่ LINE OA MCP สามารถทำงานได้ มีดังนี้
1. ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst)
• ดึง Insight และวิเคราะห์ Audience (กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย) ใน LINE OA เช่น จำนวนเพื่อน ผู้ใช้งาน Active/Inactive และจำนวนโควต้าการส่งข้อความ รวมทั้งวิเคราะห์ Audience ว่าควรส่งคอนเทนต์ Broadcast ไปให้ผู้ใช้งานคนไหนบ้างจึงจะมีแนวโน้มปิดการขายได้
• ดู Stat และวิเคราะห์ผลการ Broadcast คอนเทนต์ผ่าน LINE OA ซึ่งสามารถดูได้ทั้งยอดส่ง ยอดเปิด และยอดคลิกคอนเทนต์
• สรุปรายงานเป็น Dashboard พร้อมตั้ง Schedule ให้ดึงข้อมูล Report อัตโนมัติ
• ประเมินค่าใช้จ่ายหากส่งข้อความ (คอนเทนต์) เกินแพ็กเกจที่ LINE OA กำหนด

2. ฝ่ายการตลาด (Marketing)

• Research ไอเดียและวางแผนแคมเปญ
• แบ่งกลุ่ม Audience จากข้อมูลลูกค้าได้ละเอียดขึ้น
• ตั้งเวลา Broadcast ข้อความ (คอนเทนต์) ใน LINE โดยอัตโนมัติ
• ส่งข้อความหรือ Flex Message ต่อยอดตาม Customer Journey ได้
• วิเคราะห์ Audience (กลุ่มเพื่อนใน LINE OA) และวิเคราะห์ผลแคมเปญ ตลอดจนติดตามลูกค้าในกลุ่มต่าง ๆ ทั้ง Hot Warm และ Cold Audience ที่มีการเปิดคอนเทนต์ มีการคลิก แต่ยังไม่ซื้อ เพื่อต่อยอดการสื่อสาร ให้นำมาซึ่งยอดขายต่อไป

3. ฝ่าย Creative (ครีเอทีฟ)

• เตรียมข้อความ ทั้งภาพและคอนเทนต์สำหรับ Broadcast ใน LINE OA
• สร้าง Rich Menu ให้ได้ โดยไม่ต้องเข้า LINE OA Manager แต่สั่งงานได้ผ่าน Claude โดยตรง
• อัปโหลดรูปและจัดวางเมนูผ่าน Claude
• สร้าง Flex Message และ Card Message หลายใบได้พร้อมกัน รวมทั้งดึงรูปสินค้าและโปรโมชั่น ตลอดจนปุ่มต่าง ๆ มาใส่ได้อัตโนมัติ
• Render ตัวอย่าง Card Message ได้ก่อนส่ง (Broadcast) จริง
ส่วนนี้เป็นงานที่หลายคนใช้เวลามากที่สุด แต่หากใช้ LINE OA MCP เข้ามาช่วย จะสามารถลดเวลาทำงานในแต่ละขั้นตอนได้จากที่เคยใช้เวลานานถึง 30 นาที เหลือเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น (โดยประมาณ)

4. ฝ่ายขาย + CRM

• วิเคราะห์กลุ่มลูกค้าและพฤติกรรมการสนทนาของว่าที่ลูกค้า (Lead) ผ่านทาง LINE OA
• สร้างฐานข้อมูล (Database) ของลูกค้าและ Lead เพื่อนำไปต่อยอดวิเคราะห์ทางการตลาด
• สร้างและจัดการคูปองลดราคาต่าง ๆ โดยเชื่อมต่อกับคูปองในระบบ LINE OA และสามารถแนบปุ่มต่าง ๆ ใน LINE MyShop ได้ด้วยการสั่งงานผ่าน Claude
• สร้างลิงก์ชำระเงิน และนำลิงก์ไปแนบในช่องทางการขายอื่น ๆ ทาง Social Media ได้
• ติดตามผลการขายของแต่ละแคมเปญ
• ดูแลลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเพิ่มเพื่อนจนถึงการซื้อสินค้า

5. ฝ่าย IT และ Operations

• ตรวจสอบสถานะระบบและค้นหา Issue ต่าง ๆ (Bug Detection)
• ช่วยวิเคราะห์และแก้ไขการเชื่อมต่อของระบบ
• ตรวจสอบการทำงานของ Chatbot และ LINE API
• ดูแล LINE OA ได้หลายบัญชี (Account) พร้อมกัน ไม่ว่าจะมีร้านค้ากี่ร้านใน LINE MyShop ก็สามารถสั่งงานและดูแลร้านได้
• ตั้ง Schedule ให้ระบบทำงานอัตโนมัติ เช่น สรุป Report คอนเทนต์ที่ Broadcast หรือออกใบออเดอร์

ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งใน Use Cases ที่สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังก้าวข้ามบทบาทจาก Chatbot ไปสู่ AI Agent ที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตอบคำถามหรือสร้างคอนเทนต์ แต่สามารถเชื่อมต่อกับระบบต่าง ๆ เพื่อ "ลงมือทำงาน" ได้จริง
เมื่อ AI สามารถเข้ามารับหน้าที่ในหลายส่วนของธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การตลาด ครีเอทีฟ การขาย ไปจนถึงการจัดการระบบ ก็ทำให้ One Man Business สามารถบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ราวกับมีทีมงานหลายฝ่ายคอยทำงานอยู่เบื้องหลัง
ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน
แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

intheRealWorld

17/07/2026

Apple กับ Google คือคู่แข่งกันจริง ๆ เหรอ?

หลายคนอาจคิดว่า Apple กับ Google คือคู่แข่งกันในโลกเทคโนโลยี iPhone vs Android, Safari vs Chrome, Siri vs Gemini แข่งกันแทบทุกอย่าง แต่พอไปดูเบื้องหลังจะพบว่าดีลที่สองบริษัทนี้ทำกันจริง ๆ คือ Google ยอมจ่ายเงินให้ Apple หลักแสนล้านบาทต่อปี เพื่อขอเป็น Search Engine หลักบน Safari ส่วน Apple เองก็จ่ายเงินกลับให้ Google เพื่อขอเอา Gemini ไปใส่ใน Siri ถ้าเป็นศัตรูกันจริง ทำไมถึงยอมจ่ายให้อีกฝ่ายมากขนาดนี้?

ดีลที่ Google จ่ายเงินให้ Apple เพื่อขอเป็น Search Engine หลักบน Safari ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2002 ตอน Google ยังเป็นบริษัท Search Engine เล็ก ๆ ที่อยากได้พื้นที่บนเบราว์เซอร์ของ Apple แต่สิ่งที่ทำให้ดีลนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก คือปี 2023-2024 ตอนกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ฟ้อง Google ข้อหาผูกขาดตลาด Search Engine มีการเปิดอีเมลภายในและคำให้การของผู้บริหาร Apple เอง ที่ยอมรับว่า Apple เลือก Google เป็น Default ไม่ใช่เพราะ Google เก่งที่สุดอย่างเดียว แต่เพราะเงินก้อนนี้คุ้มเกินกว่าจะปฏิเสธ แล้วทำไม Apple ไม่ทำ Search Engine เอง ทั้งที่มีเงินและทีมวิศวกรระดับโลก? เพราะ Search Engine ไม่ใช่แค่โค้ด มันคือข้อมูลการค้นหาสะสมนับพันล้านครั้งต่อวัน ที่ Google เก็บมาเป็นสิบ ๆ ปี การจะไล่ตามให้ทันต้องใช้เวลาและเงินมหาศาล กว่าจะสร้างสิ่งที่ผู้ใช้ยอมรับได้ Apple อาจเสียตลาดไปก่อนแล้ว

ฝั่ง Google เองก็เจอโจทย์คล้ายกันตอนแข่งเรื่อง AI Model ปี 2025 Apple เจอปัญหาหนัก Siri เวอร์ชันใหม่ที่ควรจะฉลาดขึ้น แต่ Apple Intelligence ล่าช้ากว่าแผนไปเป็นปี ในขณะที่ ChatGPT และ Gemini พัฒนาไปไกลแล้ว Apple เลยต้องเลือกระหว่างทนพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ แล้วเสี่ยงเสียผู้ใช้ให้คู่แข่ง หรือยอมจ่ายเงินซื้อ AI Model ที่ดีที่สุดในตลาดมาใช้ก่อน Apple เลือกทางที่สอง นั่นคือที่มาของดีลที่ Apple จ่าย Google เพื่อเอา Gemini มาเสริมทัพให้ Siri

ถ้ามองเผิน ๆ อาจดูเหมือน Apple ยอมแพ้ในเรื่อง Search Engine และ AI Model แล้วหันไปพึ่ง Google แทน แต่ลองมองอีกมุม นี่ไม่ใช่การยอมแพ้ มันคือการเลือกแข่งในสนามที่ตัวเองถนัด Apple รู้ตัวว่าจุดแข็งที่แท้จริงไม่ใช่ Search Engine หรือ AI Model แต่คือ Hardware, Ecosystem และประสบการณ์ผู้ใช้ที่ลื่นไหลที่สุดในตลาด แทนที่จะทุ่มไปกับการแข่งขันในสิ่งที่ไม่ได้เก่งที่สุด Apple เลือกซื้อของคู่แข่งมาใช้ แล้วทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดจริง ๆ ฝั่ง Google ก็เหมือนกัน แทนที่จะเสียเวลาสร้างฐานผู้ใช้ Search Engine หรือ AI Model ใหม่จากศูนย์ แต่เลือกจ่ายเงินซื้อทางลัดเข้าถึงผู้ใช้หลายร้อยล้านคนที่ Apple มีอยู่แล้ว นี่จึงไม่ใช่เรื่องใครแพ้ใครชนะ แต่เป็นการคำนวณแบบมาอย่างดีแล้วว่า จะสู้ทุกอย่างเองให้เสียเวลาและเงิน หรือจะยืมแรงคู่แข่งในจุดที่อีกฝ่ายเก่งกว่า แล้วโฟกัสไปที่สิ่งที่ตัวเองเก่งดีกว่า

แต่ความสัมพันธ์แบบนี้อยู่ได้เพราะดีลยังอยู่ ถ้าดีลหายไป ผลประโยชน์ที่พึ่งพากันก็หายไปด้วย และนั่นคือสิ่งที่เกือบเกิดขึ้นจริง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ฟ้อง Google ว่าดีลนี้เข้าข่ายผูกขาดตลาด Search Engine แต่จุดที่พลิกคือ Apple กับ Google ที่โลกมองว่าเป็นคู่แข่งกัน กลับไม่ได้อยู่คนละฝั่งในศาล แต่ร่วมกันสู้คดี เพราะถ้า Google แพ้คดีจนต้องยกเลิกดีลนี้ Apple เองก็เสียรายได้ก้อนใหญ่ไปด้วย พอมีสิ่งที่ทำให้ผลประโยชน์ที่มีร่วมกันสั่นคลอน ทั้งสองบริษัทที่เหมือนจะเป็นศัตรูกัน กลับกลายเป็นทีมเดียวกันทันที

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Coopetition การแข่งขันกันในบางสนาม แต่พึ่งพากันในบางสนาม ในโลก Big Tech ไม่มีใครเป็นศัตรู 100% หรือพันธมิตร 100% ทุกความสัมพันธ์ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ร่วม ไม่มีใครเป็นคู่แข่งหรือพันธมิตรอย่างถาวร สิ่งนี้เอามาใช้กับธุรกิจหรือการทำงานได้เหมือนกัน แทนที่จะมองคู่แข่งเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะให้ได้ในทุกสนาม ลองใช้จุดแข็งของอีกฝ่ายบ้าง อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าการแข่งกันเองก็ได้

Apple กับ Google อาจเป็นทั้งมิตรและคู่แข่งกันในบางเวลา พึ่งพาและแข่งขันกันในบางสนาม ขึ้นอยู่กับว่าสนามไหนใครได้ประโยชน์มากกว่า หรือจะจับมือกันแข่งกับคู่แข่งอื่น

แล้วธุรกิจหรืองานของคุณล่ะ มีคู่แข่งคนไหนบ้างที่จริง ๆ แล้วอาจเป็นคนที่เราควรจับมือด้วยมากที่สุด มาแชร์กัน!

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#ธุรกิจ
#กลยุทธ์ธุรกิจ #เทคโนโลยี

16/07/2026

AI เก่งขึ้นทุกวัน แล้วทำไมทักษะอย่าง Soft Skills จะกลายเป็นสิ่งที่บริษัทยอมจ่ายแพงที่สุด?

ทักษะที่คนทำงานใช้อยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในอนาคต แต่ทักษะที่จะอยู่รอดไม่ใช่ทักษะด้านเทคโนโลยีอย่างที่หลายคนคิด กลับเป็นเรื่องการเข้าใจอารมณ์คน (Emotional Intelligence) การจูงใจคน (Persuasion) และการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เพราะเป็นสิ่งที่ AI แทนที่ได้ยากที่สุด ในขณะที่ทุกคนแห่กันไปเรียนสายเทคหรือ AI บริษัทกลับขาดแคลนคนที่คุยเป็นและเข้าใจคนมากกว่าที่คิด

ทักษะที่ AI ยังแทนที่ไม่ได้
เหตุผลที่ AI ยังแทนที่ Soft Skills หรือการเข้าใจมนุษย์ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมันยังไม่ฉลาดพอ แต่เพราะธรรมชาติของ AI ต่างกัน เพราะ AI เก่งเรื่องการหา pattern จากข้อมูลมหาศาล แต่การอ่านอารมณ์คนจริง ๆ การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบถูกผิดชัดเจน หรือการสร้างความเชื่อใจในสถานการณ์ไม่ปกติ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากการเรียนรู้ข้อมูล แต่มาจากการที่มนุษย์ใช้ชีวิตและสั่งสมผ่านประสบการณ์ชีวิตจริง ผ่านความผิดพลาด ความเจ็บปวด ความล้มเหลว และเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่น

AI อาจจะจำลองน้ำเสียงที่ดูเห็นอกเห็นใจได้ แต่ไม่ได้รู้สึกจริง มันตอบคำถามเชิงจริยธรรมได้ แต่ไม่ได้รับผลของการตัดสินใจนั้นเหมือนคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์ที่เลือกต่อไป

AI กำลังทำให้ตลาดแรงงานเหลือแต่คนที่มีคุณค่าจริง ๆ เพราะงานที่หายไปคืองานที่มนุษย์ไม่ต้องทำก็ได้ตั้งแต่แรก ส่วนงานที่เหลืออยู่และเติบโตคืองานที่ต้องการความเป็นมนุษย์มากขึ้นกว่าเดิม นั่นแปลว่า Soft Skills ไม่ใช่แค่มีก็ดี ไม่มีก็ได้อีกต่อ

ไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็น Currency ใหม่ของตลาดแรงงาน เป็น Competitive Advantage ที่ตีราคาไม่ได้ เพราะในโลกที่ทุกคนเข้าถึง AI ตัวเดียวกันได้หมด สิ่งที่จะทำให้คุณต่างจากคนอื่นไม่ใช่ว่าใช้ AI เก่งแค่ไหน แต่คือคุณเป็นมนุษย์ได้ดีแค่ไหนต่างหาก

แล้วเราจะพัฒนา Soft Skills ได้ยังไง? หลายคนคิดว่าต้องไปลงเรียนคอร์สแพง ๆ ถึงจะฝึกทักษะพวกนี้ได้ แต่จริง ๆ แล้ว Soft Skills ฝึกไม่ได้จากห้องเรียน ฝึกได้จากชีวิตประจำวันที่เราเจออยู่แล้วทุกวันต่างหาก เช่น

1. ฟังอีกฝ่ายให้จบก่อน อย่าเพิ่งคิดคำตอบระหว่างที่เขายังพูดไม่จบ (Active Listening) เพราะการทำแบบนี้จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการสื่อจริง ๆ เขาอาจกำลังเริ่มเกริ่นก่อนเข้าประเด็นหลัก ถ้าเราด่วนสรุปตั้งแต่ยังฟังไม่จบ การสื่อสารก็มีโอกาสพลาดได้ง่าย

2. ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะรู้สึกยังไง (Empathy) เพราะการมองสถานการณ์จากมุมของอีกฝ่ายช่วยให้เราเข้าใจที่มาของคำพูดหรือการกระทำของเขา แทนที่จะตัดสินจากมุมตัวเองอย่างเดียว ซึ่งมักนำไปสู่ความเข้าใจผิด

3. เวลาโดนติ อย่าเพิ่งรีบหาเหตุผลมาแก้ตัว ลองรับฟังก่อน (Receptiveness to Feedback) เพราะการตั้งกำแพงแก้ตัวเร็วเกินไปจะทำให้เราพลาดโอกาสเห็นจุดที่ควรพัฒนาจริง ๆ การรับฟังก่อนช่วยให้เรากลั่นกรองฟีดแบ็กได้อย่างมีสติมากกว่า

อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้สะสมกลายเป็น Emotional Intelligence ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังลอกเลียนไม่ได้ เพราะมันไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือ แต่มาจากการฝึกซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง

Soft Skills คือสิ่งเดียวที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้ ไม่ว่าโมเดลจะฉลาดแค่ไหน มันก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอบใครยังไงตอนที่เรากำลังท้อ ไม่รู้ว่าจะพูดกับลูกค้าที่กำลังโมโหยังไงให้ใจเย็นลง หรือจะตัดสินใจยังไงในวันที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์

วันที่ทุกคนใช้ AI ได้เหมือนกันหมด สิ่งที่จะทำให้คุณต่างจากคนอื่นคืออะไร มาแชร์กันหน่อย!

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#อนาคตการทำงาน #ตลาดแรงงาน

#เทรนด์เทคโนโลยี #พัฒนาตัวเอง

10/07/2026

WHAT'S NEXT?
It starts here.

กรกฎาคมนี้ SCBX NEXT TECH เดินหน้าต่อภายใต้คอนเซปต์ PROMPT THE CULTURE
เมื่อ AI เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ กำลังร่วมสร้างวัฒนธรรมใหม่ในโลกที่พัฒนาไม่รู้จบ
โลกที่สะท้อนว่า “Culture" วันนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยผู้คนที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลง

🔹 11 Jul - Grow Stronger, Live Healthier: The Future of Wellness & Prevention (13.00 - 16.00)
- เวทีเสวนาด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ที่ชวนสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิต

🔹 12 Jul - Hope Space AI Summit 2026 (13.00 - 20.00)
- รวมกว่า 108 AI Use Cases จากการใช้งานจริง ครอบคลุมธุรกิจ การตลาด การศึกษา Data, UX/UI, Automation และ Enterprise AI

🔹 14 Jul - NEXT TECH SOUNDSCAPE: Sound Becomes Culture (13.00 - 18.00)
- พื้นที่ที่เสียงดนตรี เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ มารวมกันเพื่อสร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจรูปแบบใหม่

🔹 16 Jul - AI Meetup Bangkok #4: AI Dark Mode! (18.00 - 21.00)
- Community Meetup สำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ AI ในชีวิตและการทำงาน ผ่านบทสนทนาแบบเป็นกันเอง

🔹 17 Jul - เทเบิลเทนนิสไทยในโลกยุคใหม่ (The New Era of Table Tennis) (17.00 - 20.00)
- เปิดมุมมองใหม่ของวงการกีฬา ผ่านบทสนทนาเรื่องสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาไทย

🔹 18 Jul - Google I/O Extended Bangkok 2026 (13.00 - 18.00)
- อัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดจาก Google ทั้ง AI, Android, Cloud และ Developer Tools พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้กับ Developer Community

🔹 19 Jul - AI Builders 2026 Showcase (12.30 - 16.00)
- เวทีนำเสนอผลงานจาก AI Builders พร้อม Showcase ไอเดีย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อแก้โจทย์โลกจริง

📍ร่วมสร้าง "ภาษาใหม่แห่งอนาคต" ไปพร้อมกัน
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ SCBX Next Tech

06/07/2026

CEO ระดับโลกเลือกใช้สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพแบบไหน?

หลายคนซื้อ Smartwatch เพราะดีไซน์สวย หรือมีฟีเจอร์แจ้งเตือน นับก้าว วัด Heart Rate แต่ก็มีหลายคนที่จริงจังกับ Performance ของร่างกาย โดยเฉพาะในระดับ CEO หรือผู้บริหาร ที่เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามดูตลอดเวลา และพวกเขากลับเลือก WHOOP เหตุผลเพราะอะไร?

วัย 40+ ร่างกายฟื้นตัวช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เพราะ Wearable ทั่วไปบอกได้แค่ว่าเราทำอะไรไปแล้ว เช่น นับก้าว วัด Calories เช็ก Heart Rate ไม่มีเจ้าไหนบอกว่าวันนี้ร่างกายพร้อมทำอะไรได้อีกบ้าง ทำให้คนส่วนใหญ่ทำสิ่งที่เกินขีดจำกัดโดยไม่รู้ตัว จนมีอาการป่วยหรือ Burnout

นั่นคือสิ่งที่ WHOOP เข้ามาแก้ เพราะ WHOOP ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบอกเวลา ไม่มีหน้าจอ ไม่มีการแจ้งเตือน แต่ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมามันจะบอก Recovery Score หรือตัวเลขที่บอกว่าร่างกายวันนี้ฟื้นตัวแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ พร้อมจะลุย (Push) หรือพัก (Rest) ไม่ใช่การเดา ไม่ใช่วัดจากความรู้สึก แต่คือข้อมูลจริงจากร่างกายของเรา

นอกจากนี้ยังวัด VO2 Max แบบอัตโนมัติตลอดเวลา ซึ่ง VO2 Max คือตัวชี้วัดที่แม่นที่สุดในการบอกว่าร่างกายเสื่อมสภาพช้าแค่ไหน หัวใจและปอดแข็งแรงแค่ไหน และจะมีอายุยืนแค่ไหน

CEO ที่เลือกใช้ WHOOP ไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่สายรัดข้อมือ พวกเขามองมันเหมือนข้อมูลก่อนตัดสินใจอะไรสำคัญ ๆ ต้องรู้ก่อนว่าวันนี้ตัวเองอยู่ในสภาพไหน พร้อมจะลุยได้เต็มที่หรือควรจะเก็บแรงไว้ก่อนดีกว่า เพราะถ้าร่างกายไม่พร้อม อาจตัดสินใจพลาดได้ง่ายกว่าที่คิด

แล้ว WHOOP ต่างจากเจ้าอื่นยังไง?
สิ่งที่คู่แข่งอย่าง Fitbit หรือ Amazfit ทำได้แค่บอกว่านอนหลับกี่ชั่วโมง หรือ VO2 Max อยู่ที่เท่าไหร่ แต่ WHOOP เอาข้อมูลทั้งหมดนั้นมาประมวลผลแล้วบอกว่า วันนี้ร่างกายฟื้นตัวมาแล้ว 87% อยู่ในสถานะพร้อมลุย และอีกสิ่งที่ไม่มีเจ้าไหนทำได้เลยคือ Community Challenge ฟีเจอร์ที่ให้แชร์ค่า Recovery กับเพื่อนในกลุ่มได้ ทำให้เห็นว่าใครฟื้นตัวดีกว่ากัน ใครนอนหลับได้ดีกว่า ยิ่งทำให้อยากดูแลสุขภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องบังคับตัวเองเลย

CEO ใช้สายรัดข้อมือแบบไหน คำตอบคือ ไม่ใช่แบรนด์ดังที่สุดและไม่ใช่อันที่แพงที่สุด แต่คืออันที่บอกได้ว่า วันนี้ร่างกายพร้อมแค่ไหน WHOOP ไม่ใช่นาฬิกา ไม่มีหน้าจอให้แตะ แต่ทุกเช้าที่ตื่นมามันบอกว่า ร่างกายวันนี้โอเคมั้ย พร้อมลุยหรือควรพักก่อน สำหรับคนที่ต้องตัดสินใจทุกวัน ข้อมูลแค่นี้มีค่ามากกว่าที่คิด

แล้วคุณล่ะ Track ร่างกายตัวเองบ้างมั้ย แล้วเลือกใช้แบรนด์ไหนอยู่? มาแชร์กันหน่อย!

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

#สุขภาพ #เทคโนโลยีสุขภาพ #ผู้บริหาร #ดูแลสุขภาพ

02/07/2026

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา AI ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราทุกคนอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการมี AI เป็นเครื่องมือ ก็คือการที่ AI กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ "โมเดลธุรกิจ" รูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ใช้งานและภาคธุรกิจได้อย่างตรงจุด

ในช่วงแรก หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ AI ในฐานะ Chatbot ต่อมา AI กลับพัฒนาบทบาทจนทำได้ดีกว่าการถามตอบไปมาก จนก้าวไปสู่การเป็นผู้ช่วยทำงานได้แทบจะทุก Task เลยก็ว่าได้ จนส่งผลให้ Startup ทั่วโลกนำ AI ไปต่อยอดเป็นธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ Healthcare, Mental Health, โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงการตลาด การเงิน และการสรรหาบุคลากร

Insight ที่น่าสนใจจากงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ในหัวข้อ Top 100 Startups Pitching ณ SCBX NEXT STAGE NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 69 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รวบรวม Startup กว่า 100 ทีมจากทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อนำเสนอแนวคิดและโมเดลธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุน หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ AI กำลังกลายเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทจำเป็นต้องมีในยุคนี้ และสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างจนกลายเป็นผู้ถูกเลือกได้นั้น วัดกันที่ว่าใครสามารถใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ลูกค้าได้จริง

หัวใจสำคัญของ Startup ยุค AI จึงไม่ใช่แค่การขาย AI Platform แต่คือการขาย "Outcome" หรือผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI เป็นผู้ช่วยในงาน Routine ช่วยจัดการระบบโครงสร้างต่าง ๆ หรือ การใช้ AI ในกลุ่มธุรกิจ Healthcare ฯลฯ ซึ่งผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ การลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น หรือช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ มีดังนี้

1. AI as Healthcare Companion : AI ผู้ช่วยดูแลสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิต
หนึ่งในกลุ่ม Startup ที่พบมากที่สุดในงาน คือการนำ AI เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพในเชิงรุก ตั้งแต่การเป็นผู้ช่วยด้านสุขภาพจิต (Mental Health) การตรวจจับโรคในระยะเริ่มต้น (Disease Detection) การดูแลผู้สูงอายุ (Eldercare) ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อป้องกันโรคก่อนเกิดอาการ (Preventive Care)

AI ในกลุ่มนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนบุคลากรทางการแพทย์ แต่เข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาการวิเคราะห์ และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้กลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจประเภทนี้คือ โรงพยาบาล คลินิก และผู้ให้บริการด้านสุขภาพ

2. AI as Workforce : AI ผู้ช่วยทำงานและแรงงานดิจิทัลขององค์กร
อีกหนึ่งโมเดลที่พบได้อย่างต่อเนื่อง คือการพัฒนา AI ให้กลายเป็น "Digital Workforce" หรือผู้ช่วยทำงานที่สามารถรับผิดชอบงาน Routine และงานระบบแทนมนุษย์ได้ เช่น AI Receptionist, AI Sales, AI Call Center ไปจนถึง AI Factory Operator ที่ช่วยจัดการกระบวนการทำงานภายในโรงงาน

แนวโน้มนี้ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ในกลุ่ม AI Agent, ระบบ Back Office Automation และ Industrial AI ที่ช่วยลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

3. AI as Intelligence Engine : AI ผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสร้าง Insight ทางธุรกิจ
AI ไม่ได้มีบทบาทเพียงสร้างคอนเทนต์หรือสนทนากับเราเท่านั้น แต่ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อค้นหา Insight คาดการณ์แนวโน้ม และช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น

จึงเกิดธุรกิจ Startup ที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจด้าน Data Analytics, Digital Advertising, Marketing Technology, Financial Intelligence รวมถึง AI Native Hiring Platform ที่ช่วยคัดเลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับองค์กร ธุรกิจในกลุ่มนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ เปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง

4. AI as Physical Intelligence : เมื่อ AI ก้าวออกจากหน้าจอสู่โลกกายภาพ
อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตา คือการนำ AI มาผสานเข้ากับอุปกรณ์ เซนเซอร์ และเครื่องจักร เพื่อให้ AI สามารถรับรู้และวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับกลิ่น (Chemical Sensing) การตรวจสอบคุณภาพอาหาร (Food Testing) การตรวจหาสารเคมี หรือการตรวจสอบคุณภาพสินค้าในสายการผลิต (Quality Inspection)

AI ในกลุ่มนี้กำลังขยายขอบเขตจากโลกดิจิทัลไปสู่ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ช่วยให้การตรวจสอบมีความแม่นยำมากขึ้น ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจยุคใหม่ และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของ Startup และการลงทุนในอนาคต

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

30/06/2026

WHAT’S NEXT?
It starts here.

กรกฎาคมนี้ SCBX NEXT TECH เปิดเดือนภายใต้คอนเซปต์ PROMPT THE CULTURE
เมื่อ AI และเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กำลังการเชื่อมต่อผู้คนในรูปแบบใหม่

ตั้งแต่ Community ด้าน AI, Creator Economy และการศึกษา ไปจนถึง Fan Experience นี่คือพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ที่สะท้อนว่า "Culture" กำลังถูกสร้างขึ้นร่วมกันไปกับทุกคน

🔹1 Jul - Bambu Lab Authorized Store Opening (10.00 - 13.00)
เปิดตัว Bambu Lab Authorized Store พร้อมสาธิตเทคโนโลยี 3D Printing และกิจกรรม Networking

🔹 4 Jul - Claude Thailand Community Meetup #2 (13.00 - 18.30)
Claude Thailand Community Meetup ครั้งที่ 2 สำหรับผู้สนใจ Claude AI แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การใช้ Claude AI

🔹5 Jul - First Bark With You - KIETAR Fan Meet (14.00 - 17.00)
แฟนมีตสุดอบอุ่นร่วมกับ KIETAR ร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ รับฟังเรื่องราว แบ่งปันโมเมนต์แห่งความทรงจำ

🔹6 Jul - THUNWA - ไม่ใช่เรื่องถนัด (Not quite your tempo)" GREETING (17.30 เป็นต้นไป)
เตรียมพบกับ Special Greeting จาก THUNWA ที่จะมาส่งเพลงเพราะ ๆ ให้เหล่า TEMPO ได้หายคิดถึง

🔹7 Jul - Blackmores Beauty x ThomasKong Fan Event (14.00 - 21.30)
กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟน ๆ Thomas & Kong ร่วมสนุกกับเกม มินิทอล์ก และช่วงถ่ายภาพสุดพิเศษ พร้อมสัมผัสเคล็ดลับการดูแลผิวกับ Blackmores Beauty

🔹8 Jul - The Story Thailand Forum 2026: The Future of AI - When Intelligence Meets Reality (10.00 - 17.30)
เวทีอัปเดตทิศทาง AI, AI Agents และ AI Governance พร้อมสำรวจบทบาทของ AI ในโลกธุรกิจและสังคม

🔹9 Jul - NITADE Showcase 2026 (14.00 - 20.00)
Showcase ผลงานสร้างสรรค์ที่สำรวจอนาคตของสื่อ ภาพยนตร์ และครีเอทีฟ ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่และ AI

📍ร่วมสร้าง "ภาษาใหม่แห่งอนาคต" ไปพร้อมกัน
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ SCBX Next Tech

Photos from SCBXNextTech's post 29/06/2026

💙กรกฎาคมนี้ ขอชวนเริ่มต้นบทสนทนาเจาะลึกระหว่าง"คน"และ"AI"
SCBX NEXT TECH - PROMPT THE CULTURE
Create the new language of life with AI.

เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิด วิธีทำงาน และวัฒนธรรมของเรา เดือนกรกฎาคมนี้ SCBX NEXT TECH ชวนเพื่อนๆมาร่วมสำรวจว่า AI กำลังเปลี่ยนภาษาแห่งการสร้างสรรค์ การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างไร ผ่านคอมมูนิตี้ เวทีเสวนา และกิจกรรมจากผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรวมกำลังกันขับเคลื่อนอนาคตของ AI ในประเทศไทย

📌 Highlight เดือนกรกฎาคม

🔹 4 ก.ค. - Claude Thailand Community Meetup #2
ร่วมอัปเดตความสามารถของ Claude AI พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญและ AI Community

🔹 8 ก.ค. - The Story Thailand Forum 2026
เวทีเสวนาว่าด้วยอนาคตของ AI, AI Agents และการอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์

🔹 12 ก.ค. - Hope Space: AI Summit 2026
เรียนรู้จากกว่า 108 AI Use Cases ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมแนวทางการนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ในองค์กร

🔹 16 ก.ค. - AI Meet Up Bangkok: Road to AI Expo Thailand 2026
รวมตัวคนรัก AI เพื่อแบ่งปันความรู้ สร้างเครือข่าย และเตรียมพร้อมสู่ AI Expo Thailand

🔹 18 ก.ค. - Google I/O Extended Bangkok 2026
อัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดจาก Google ทั้ง AI, Android, Cloud และ Developer Ecosystem

🔹 19 ก.ค. - AI Builders Showcase & Hackathon
ชมผลงานและไอเดียจากนักพัฒนาและนักศึกษาที่เปลี่ยน AI ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง

🔹 29 ก.ค. - AI DEV Night by Microsoft
ค่ำคืนแห่งการเรียนรู้สำหรับนักพัฒนา AI กับ Microsoft Community ผ่าน Meetup และ Showcase สุดเข้มข้น

📍ร่วมสร้าง "ภาษาใหม่แห่งอนาคต" ไปพร้อมกัน
ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

27/06/2026

ในยุคที่การช็อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน การเปิดแอปพลิเคชันเพื่อสั่งซื้อเสื้อผ้าตามปกติ อาจกำลังเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้แบบไม่ทันตั้งตัว

เมื่อพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลายคนมักจะคิดไปถึงการลดการปล่อยก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรม ลดการใช้พลาสติก หันมาใช้รถสาธารณะหรือรถ EV แทนรถยนต์ส่วนตัว แต่ยังมีอีกหนึ่งพฤติกรรมที่กระตุ้นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ดีไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การตามเทรนด์ Fast Fashion

Fast Fashion คือ การเลือกใช้เสื้อผ้าหรือสินค้าที่สอดรับกับเทรนด์ในช่วงนั้น โดยเป็นเสื้อผ้าที่เน้นความรวดเร็วและใช้ต้นทุนการผลิตไม่สูงนัก จึงทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้มีราคาที่เข้าถึงง่าย และเปลี่ยนได้บ่อยตามกระแสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภค

จากไอเดียการประกวดหนังสั้นของทีมผู้ชนะเลิศในเวที COOL THE EARTH : THE FINAL ROUND ในโครงการ Cool the Earth - 60 วิ เปลี่ยนโลกให้คูล ณ SCBX NEXT STAGE NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 69 ที่ผ่านมา มีการอัปเดตข้อมูลที่น่าสนใจในเรื่องของ Fast Fashion ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลเชิงลึกในประเด็นดังต่อไปนี้

เมื่อพิจารณาสถิติการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรม Fast Fashion จะพบว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 1.7 พันล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 10% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากทั่วโลก แต่ในทางกลับกันมูลค่าทางการตลาดของธุรกิจ Fast Fashion กลับพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนคาดว่าในปี 2030 จะมีมูลค่าสูงถึง 140,000,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หนึ่งแสนสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ผลกระทบจากอุตสาหกรรม Fast Fashion ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงขั้นตอนหลังการใช้งาน เพราะการเลือกซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่ในแต่ละครั้ง ก็เปรียบเหมือนการผลักดันให้เกิดการผลิต การขนส่ง และเกิดขยะจากเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งกระบวนการเหล่านี้นับเป็นร่องรอยที่กระตุ้นให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และส่งผลให้โลกร้อนได้ทั้งสิ้น

เริ่มจากวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิต ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นวัสดุที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ "ฝ้าย" ซึ่งแม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำ แต่กลับต้องใช้พื้นที่และน้ำในการผลิตมหาศาล โดยทั่วโลกใช้น้ำเพื่อปลูกฝ้ายมากถึง 93 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วต้องใช้น้ำ 10,000-20,000 ลิตร ต่อการผลิตเสื้อผ้าเพียง 1 กิโลกรัม หากเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้น การผลิตเสื้อเชิ้ตฝ้ายเพียง 1 ตัว ต้องใช้น้ำมากถึง 2,700 ลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำดื่มของคน 1 คน ตลอด 2.5 ปีเลยทีเดียว

ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังลุกลามจนเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการผลิตฝ้ายเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ

ไม่ใช่แค่ฝ้ายเท่านั้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โพลีเอสเตอร์หรือเส้นใยสังเคราะห์ก็เช่นกัน เนื่องจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณมาก โดยเสื้อโพลีเอสเตอร์เพียง 1 ตัว สามารถปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นท์ได้มากถึง 5.5 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ยังไม่รวมถึงขั้นตอนอื่น ๆ ในกระบวนการผลิต ทั้งขั้นตอนการย้อมสี กระบวนการขนส่ง และขยะจากเสื้อผ้าเก่าที่รอทำลายอีกจำนวนมหาศาล เพราะผ้าบางชนิดใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 100 ปี จากรายงานของ earth.org ในปี 2566 พบว่า ปริมาณขยะเสื้อผ้าทั้งหมดที่มีในโลกราว ๆ 1 แสนล้านตัวที่ผลิตขึ้นในแต่ละปี มีจำนวนมากถึง 92 ล้านตันที่ต้องถูกทิ้งในเตาเผาหรือหลุมฝังกลบ ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าภายปี 2576 ขยะเสื้อผ้าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 134 ล้านตัน / ปี โดยมีเพียง 1% ของจำนวนดังกล่าวเท่านั้น ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้

ที่น่าสนใจคือ เราทุกคนสามารถช่วยกันแก้ไขวิกฤติการณ์นี้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้เกิดการแก้ไขในวงกว้างหรือในภาคอุตสาหกรรม ด้วยวิธีคิดแบบ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการปรับพฤติกรรมที่ทำอยู่จนเป็นกิจวัตร ด้วยการหันมา Mix & Match เสื้อผ้าที่มีอยู่ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์การแต่งตัวที่ต้องการ ลดการซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์แฟชั่น แต่หันมาสนุกกับการหยิบเสื้อผ้าในตู้มาปรับลุคให้เข้ากัน จนได้ชุดใหม่ที่ทันเทรนด์ได้ไม่ต่างจากการซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่

นอกจากนี้ แนวคิด Circular Economy ยังนำมาปรับใช้กับภาคอุตสาหกรรม Fast Fashion ได้ ด้วยการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิลในการผลิต ซึ่งมีแบรนด์ระดับโลกมากมายที่ให้ความสำคัญในจุดนี้ อย่าง Adidas, Nike, Gucci ฯลฯ หรือแบรนด์ในไทยที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ แบรนด์ PIPATCHARA ที่เลือกใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตเสื้อผ้าและกระเป๋าจนโด่งดังในระดับ Global นอกจากการเลือกใช้วัสดุแล้ว การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกระบวนการผลิตอย่างการหมุนเวียนวัตถุดิบและลดการปล่อยของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกขั้นตอนการผลิต ก็มีส่วนช่วยโลกได้เช่นกัน

เมื่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมเลือกเดินไปในทิศทางเดียวกัน Fast Fashion ก็อาจไม่ใช่ตัวร้ายของโลกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ องค์กร ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok