Jaifull
25/05/2026
Burnout พนักงาน — ต้นทุนที่องค์กรมองไม่เห็น แต่จ่ายอยู่ทุกวัน
พนักงานยังมาทำงานอยู่ทุกวัน แต่ผลงานหายไปครึ่งหนึ่ง ลางานบ่อยขึ้น หรือลาออกไปโดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ถ้าองค์กรของคุณเคยเจอแบบนี้ บทความนี้จะมอบมุมมองและ solutions บางอย่างเพื่อให้คุณสามารถนำไป implement ในองค์กรต่อได้เลย
เมื่อ "ยังมาทำงาน" ไม่ได้แปลว่า "โอเค"
Presenteeism — การมาทำงานทั้งที่ร่างกายหรือจิตใจไม่พร้อม — เป็นหนึ่งในต้นทุนที่องค์กรมักมองข้าม เพราะมันไม่ปรากฏในสถิติการลา
พนักงานที่กำลัง Burnout มักยังมาทำงานอยู่ในช่วงแรก แต่ความสามารถในการตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกับทีมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และนั่นคือต้นทุนที่ไม่มีใบแจ้งหนี้
ต้นทุนที่แท้จริงของ Burnout ในองค์กร
1. Productivity ที่หายไป
องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรอง Burnout เป็นปรากฏการณ์ทางอาชีพอย่างเป็นทางการในปี 2562 และ Gallup รายงานว่าพนักงานที่ไม่มี engagement กับงานทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่าถึง 8.9 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี คิดเป็น 9% ของ GDP โลก
โดย Burnout เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของ disengagement นั้น นอกจากนี้ Gallup ยังพบว่าพนักงานที่ Burnout มีโอกาสลาป่วยสูงกว่าพนักงานปกติถึง 63% และมีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
2. อัตราลาออกที่สูงขึ้น
Gallup และ SHRM ต่างรายงานตรงกันว่าต้นทุนในการหาและ onboard พนักงานใหม่หนึ่งคนอยู่ที่ 50–200% ของเงินเดือนต่อปีของตำแหน่งนั้น ขึ้นอยู่กับระดับและความเชี่ยวชาญ
ตัวอย่างเช่น พนักงานระดับกลางที่มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน — ต้นทุนในการ replace คนนี้อาจสูงถึง 300,000–1,200,000 บาท เมื่อรวมค่า recruit, ค่า training, และ productivity ที่หายไประหว่าง ramp-up period และพนักงานที่ Burnout นั้น มีแนวโน้มที่จะลาออกสูงกว่าพนักงานที่ไม่ Burnout ถึง 3 เท่า
3. ค่ารักษาพยาบาลและวันลาป่วยที่เพิ่มขึ้น
Gallup ประเมินว่าพนักงานที่มีสุขภาพจิตไม่ดีจะมีวันลาป่วยโดยไม่ได้วางแผนสูงถึงเฉลี่ย 12 วันต่อปี เทียบกับ 2.5 วันสำหรับพนักงานทั่วไป ซึ่งคิดเป็นต้นทุนประมาณ $340 ต่อวันที่ขาดงานสำหรับพนักงาน full-time
4. ผลกระทบต่อทีมที่เหลือ
Burnout ไม่ได้จบที่คนเดียว คนที่ Burnout มักส่งผลต่อบรรยากาศทีม ทำให้คนรอบข้างรับภาระงานเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่คนอื่นจะ Burnout ตามมา
ทำไม ผู้บริหาร/HR/เจ้าของ มักรู้ช้าเกินไป
จากการสำรวจของ NAMI (National Alliance on Mental Illness) ปี 2025 พบว่ามีเพียง 13% ของพนักงานเท่านั้นที่บอก manager หรือ supervisor ว่าสุขภาพจิตของตัวเองกำลังมีปัญหาจากความกดดันในการทำงาน
สาเหตุหลักที่พนักงานไม่กล้าบอกคือกลัวถูกมองว่าทำงานไม่ไหว หรือกังวลว่าจะกระทบการประเมินผลในอนาคต ผลคือ HR มักได้รับรู้ปัญหาก็ต่อเมื่อพนักงานยื่นใบลาออกไปแล้ว ซึ่งถึงจุดนั้นต้นทุนเกิดขึ้นแล้วทั้งหมด
สัญญาณที่ HR ควรสังเกต
แม้พนักงานจะไม่บอก แต่มีสัญญาณที่สังเกตได้:
- อัตราลาป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวันจันทร์และวันศุกร์
- คุณภาพงานลดลงอย่างฉับพลัน โดยไม่มีเหตุภายนอกชัดเจน
- การมีส่วนร่วมในที่ประชุมลดลง พนักงานเงียบลง ไม่แสดงความคิดเห็น
- ความผิดพลาดเพิ่มขึ้น ในงานที่เคยทำได้ดี
- ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานห่างเหิน หรือมีความขัดแย้งบ่อยขึ้น
- การลงทุนก่อน ประหยัดกว่าการแก้ทีหลัง
"การลงทุนก่อน ประหยัดกว่าการแก้ทีหลัง" Deloitte วิเคราะห์ 26 งานวิจัยในปี 2024 และพบว่าองค์กรที่ลงทุนด้านสุขภาพจิตพนักงานได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 4.70 ปอนด์ต่อทุก 1 ปอนด์ที่ลงทุน — หรือคิดเป็น ROI 470% โดยแหล่งผลตอบแทนหลักมาจากการลดลงของ presenteeism และการเพิ่มขึ้นของ productivity
Jaifull ออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรในจุดนี้โดยเฉพาะ — ด้วย HR Dashboard ที่ให้ข้อมูลภาพรวมสุขภาพใจพนักงานแบบ anonymized เพื่อให้ HR/ผู้บริหาร เห็นสัญญาณก่อนที่มันจะกลายเป็นปัญหา
หาก เจ้าของกิจการ/ผู้บริหาร/HR คนไหนอยากรู้ว่าจากประสบการณ์ของ Jaifull เราช่วยดูแลสุขภาพใจของพนักงานองค์กรหรือบุคคลอย่างไร สามารถติดต่อมาพูดคุยกับเราได้ที่ inbox หรือ LineOA พิมพ์ หรือ 098 494 7442
#องค์กรแห่งความสุข
#การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?